บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXการแทรกแซงของสัตว์ประหลาด
ท่ามกลางทุ่งร้างยามเช้ามืดของวันใหม่ พวกแจ็คเริ่มมุดออกมาจากเต็นท์ผ้าทีละคน ก่อนที่โซน่าจะเริ่มจัดแจงตั้งแคมป์ไฟเพื่อทำอาหารเช้า โดยมีลูกมืออย่างเจ้าหนุ่มคาร์ลคอยช่วยเหลือ
ระหว่างทานอาหาร ผมก็ฟังเรื่องเล่าจากปากของแจ็ค ครินซ์ และโซน่าถึงการเดินทางทำภารกิจอันแสนมากมาย ตั้งแต่มาเป็นนักผจญภัยช่วงแรก จนมาถึงการขึ้นเป็นนักผจญภัยขั้นเงิน ทำให้ผมได้รับรู้ชื่อของมอนสเตอร์ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน และสถานที่ต่าง ๆ มากมาย
นับว่าเป็นการสนทนาที่มีประโยชน์มากเลยทีเดียว อย่างที่ผมคิดเอาไว้ มอนสเตอร์ในเกม กับมอนสเตอร์ในโลกนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ผมเองก็ต้องวางแผนหาทางรับมือกับมอนสเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ เตรียมไว้ก่อนน่าจะไม่เสียหาย
อ๊ะ... รู้สึกว่าผมกำลังหาเหตุผลเสียเงินเพิ่มซะแล้วสิ
หลังจากทานอาหาร และเก็บแคมป์เสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางต่อในตอนที่พระอาทิตย์พึ่งจะโผล่พ้นขอบฟ้า อากาศช่วงเวลาเช้ามืดจัดได้ว่าค่อนข้างหนาว และมีหมอกลงหนาพอสมควร
กระนั้นทั้งผม และสมาชิกในปาร์ตี้ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากลำบนต่ออากาศหนาวแต่อย่างใด ร่างกายของอาทัสมีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ส่วนคนอื่นในปาร์ตี้ล้วนคุ้นชินกับอากาศเช่นนี้อยู่แล้ว
การเดินทางด้วยเท้าดำเนินไปหลายชั่วโมง ตั้งแต่พระอาทิตย์ปรากฏตรงเส้นขอบฟ้า จนกระทั่งลอยขึ้นตั้งฉากเหนือศีรษะ ส่งผลให้อากาศหนาวยามเช้าแปรเปลี่ยนเป็นอากาศร้อนตับแตกยามเที่ยงวันแทน
ต่อให้สมาชิกในปาร์ตี้จะทนทานต่ออากาศหนาวได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ร่วมกับอากาศร้อนไม่ค่อยได้แฮะ เล่นให้โซน่าร่ายเวทมนตร์ป้องกันอากาศร้อนกันทุกคนเลย
ภายหลังการเดินทางท่ามกลางทุ่งร้างอันร้อนระอุเสียนาน ในที่สุดพวกเราก็พบเบาะแสของมอนสเตอร์ที่ต้องการจะล่าเสียที ตรงหน้าทุ่งร้างที่ควรจะแห้งแล้งอันเต็มไปด้วยใบหญ้าแห้ง กลับปรากฏร่องรอยของการเผาไหม้อยู่เต็มไปหมด
กวาดสายตามองโดยรอบอยู่สักพัก ผมก็สังเกตเห็นบางสิ่งที่มีรูปร่างคล้ายกวางถูกเผากลายเป็นตอตะโก และมีร่องรอยของการกัดแทะอยู่ด้วย สังเกตได้จากลำตัวของมันเหลืออยู่เพียงกระดูกเท่านั้น
จากคำบอกเล่าของครินซ์ เฟลมมิ่ง วูล์ฟเป็นมอนสเตอร์ประเภทหมาป่าที่มีขนลุกเป็นไฟ มันสามารถพ่นไฟความร้อนสูงออกมาโจมตีได้ แต่นั่นก็หาใช่สิ่งที่อันตรายที่สุดของมันไม่ หากแต่พวกมันอยู่ร่วมกันเป็นฝูงใหญ่ต่างหาก
หากนับบรรยากาศในทุ่งร้างยามเที่ยงวันว่าร้อนแล้ว แต่ทว่าบริเวณนี้กลับร้อนยิ่งกว่า ด้วยความร้อนตกค้างจากการเผาไหม้ มันก็ได้แผ่ความร้อนสูงออกมา แม้แต่ทั้ง 4 คนที่มีเวทมนตร์ป้องกันคอยคลุมกายไว้อยู่ยังอดไม่ได้ที่จะต้องปาดเหงื่อ
"ฟู่ว... ร้อนวุ้ย คาร์ล เจ้ารีบหาเบาะแสของพวกมันด่วนเลย ก่อนที่ข้าจะละลายกลายเป็นน้ำเสียก่อน"
"เข้าใจแล้วครับ"
คาร์ลเอ่ยตอบรับคำสั่งของแจ็คทั้งสีหน้าขึงขังตื่นเต้น ก่อนที่เขาจะเดินสำรวจไปรอบ ๆ ราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง ดูเหมือนคาร์ลจะมีความชำนาญได้ด้านการแกะรอยพวกมอนสเตอร์สินะ
ภายในเกมเอง ผู้เล่นก็ต้องมองหาร่องรอยของมอนสเตอร์เช่นเดียวกัน อันเนื่องมาจากบางภารกิจจะมีการตามล่าหามอนสเตอร์หายาก ทำให้เวลาทำภารกิจประเภทนี้ผมจะต้องมานั่งแกะรอยหามอนสเตอร์เป็นชั่วโมงกว่าจะเจอสักตัว
แต่ดูเหมือนการหาร่องรอยของพวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟจะหาง่ายกว่าที่คาดไว้ เพียงแค่ผมปรายตามองก็รับรู้ได้แล้วว่าพวกมันไปทางไหน
"ข้ารู้แล้ว"
ผมเอ่ยคำสั้นออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เรียกความสนใจของทุกคนต้องหันมามอง เพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง ผมจึงเดินไปยังฟากหนึ่งของจุดเกิดเหตุ อันเป็นจุดที่อยู่ใกล้กับชายป่ามากที่สุด
"เจ้าบอกข้าว่าถึงแม้เฟลมมิ่ง วูล์ฟ จะเป็นหมาป่าที่มีเปลวไฟลุกท่วมตัวตลอดเวลาก็ตาม แต่รอยเท้าของมันก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยของการเผาไหม้ไว้เลย ดังนั้นเราไม่มีทางจะตามหาพวกมันจากรอยเท้าได้สินะ"
ผมกล่าวขณะเดินไปยังจุดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในพุ่มหญ้า ก่อนจะหยุดฝีเท้าทำการปักแบล็ค เกรทซอร์ดลงบนพื้นแล้วก้มตัวลงนั่งชันเข่า พลางใช้ฝ่ามือสวมเกราะแหวกพุ่มหญ้าแห้งออก
"และถึงแม้คาร์ลจะมีทักษะการแกะรอยที่ยอดเยี่ยม แต่ย่อมต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ทว่าตอนนี้ข้าเจอแล้ว"
ผมกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง ขณะใช้สายตาจดจ้องไปหยดเลือดบนพื้น คนอื่นเองก็เดินตามมาดูด้วยความสนอกสนใจ
"หยดเลือด? ของเฟลมมิ่ง วูล์ฟเหรอครับ?"
"ไม่ใช่ เป็นของกวางต่างหาก"
ผมส่ายหน้าปฏิเสธคำตอบของคาร์ล ส่งให้ทุกคนต้องแสดงสีหน้าแปลกใจออกมา
"เลือดของกวาง? ในเมื่อกวางจะต้องหนีออกมาจากป่าจากการตามล่าของเฟลมมิ่ง วูล์ฟ ระหว่างหนีจะได้รับบาดแผลบ้างก็มิใช่เรื่องแปลกนี่นา"
โซน่าสันนิษฐานขึ้นด้วยสีหน้าครุ่นคิด แต่ผมก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธข้อสันนิษฐานของนางอยู่ดี
"เจ้าจะเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องผิด หากแต่แม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว การเผาไหม้เป็นวงกว้างเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะดับได้ง่าย ๆ ดังนั้นจุดเกิดเหตุนี้มันควรจะเกิดขึ้นก่อนรุ่งสาง และที่สำคัญดูจากสภาพศพของกวางแล้ว มันน่าจะถูกเผาด้วยไฟความร้อนสูงในชั่วพริบตาจนผิวนอกไหม้เกรียม หากแต่เครื่องในยังคงดิบอยู่"
ผมกล่าวอธิบายพลางชี้นิ้วไปยังศพของกวางที่นอนแห้งอยู่ ในร่างที่กลวงโบ๋จากการถูกสัตว์กินเนื้อรุมกัดแทะยังคงหลงเหลือชิ้นเนื้อดิบอยู่บ้างเล็กน้อย
"ย้อนกลับมายังข้อสันนิษฐานของเจ้า โซน่า หากกวางต้องหนีจากการตามล่าของเฟลมมิ่ง วูล์ฟจริง เหตุใดภายในป่าจึงไม่มีร่องรอยของการถูกไฟเผาเลยล่ะ ในเมื่อสัตว์ดุร้ายอย่างเฟลมมิ่ง วูล์ฟจะต้องพ่นไฟใส่เหยื่อขณะกำลังไล่ล่า หากคิดตามความคิดของสัตว์ป่าน่ะนะ"
ผมเพยิดหน้าไปยังชายป่าตรงหน้า ซึ่งมันหาได้มีร่องรอยถูกเผาไหม้จากเปลวไฟของเฟลมมิ่ง วูล์ฟแต่อย่างใด
"ถ้าเป็นไปตามความคิดของข้า กวางน่าจะอยู่ตรงทุ่งร้างตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนพวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟ หลายตัวน่าจะซุ่มโจมตีกวางด้วยการพ่นไฟใส่ในทีเดียว ทำให้ผิวนอกของมันไหม้ในทีเดียวจากการถูกความร้อนสูงในพริบตา แต่เครื่องในส่วนใหญ่ของกวางก็ยังคงดิบอยู่ เมื่อศพของกวางถูกเฟลมมิ่ง วูล์ฟหลายตัวกัดแทะเข้า มันก็จะทิ้งร่องรอยเอาไว้... เช่นนี้"
ผมกลับมากล่าวอธิบายข้อสันนิษฐานของตัวเอง พลางแหวกหญ้าแห้งข้างหน้าออกเผยให้เห็นหยดเลือดอีกหลายหยดเป็นทางยาวเข้าไปในป่า ผมไม่รู้ว่าตัวเองรู้ได้อย่างไร หากแต่เมื่อกวาดสายตามองสัญชาตญาณของร่างกายก็บ่งชี้มายังจุดนี้ทันที
มันอาจจะเป็นทักษะการตรวจหาร่องรอยของมอนสเตอร์จากในเกมก็เป็นได้ เพราะผมมักจะชอบตามล่าหามอนสเตอร์หายากเพื่อนำวัตถุดิบของมันไปทำไอเทม จนทักษะการตรวจจับขึ้นเป็นระดับสูงแล้ว
"สุดยอด! มีสิ่งใดที่เจ้าทำไม่ได้บ้างเนี่ย!?"
แจ็คเอ่ยปากชมเสียงดังลั่นด้วยหน้าตาตื่น ผมไม่ตอบอะไรนอกจากยันกายลุกขึ้น พลางเอื้อมมือไปดึงแบล็ค เกรทซอร์ดขึ้นมาพาดไว้บนบ่า
"ข้าหาต้นตอของมันได้เพียงตอนเริ่มต้นเท่านั้น หากเข้าไปในป่าแล้วก็คงต้องพึ่งความสามารถของเจ้าล่ะนะ คาร์ล"
"ครับผม!"
คาร์ลพยักหน้าขานตอบรับด้วยแววตาเป็นประกาย อันที่จริงผมสามารถแกะรอยของเฟลมมิ่ง วูล์ฟต่อได้เลย เพียงแต่ผมไม่อยากไปแย่งหน้าที่ของสมาชิกในปาร์ตี้มากนักก็เท่านั้น
เมื่อเข้ามาในป่าแล้ว คาร์ลก็ไม่ทำให้ความเชื่อใจของทุกคนในปาร์ตี้ต้องผิดหวัง เด็กหนุ่มผู้นี้สามารถแกะรอยของเฟลมมิ่ง วูล์ฟได้อย่างชำนาญ ไม่ว่าร่องรอยที่ผมเห็นจะเล็กมากเพียงใดก็ตาม คาร์ลก็สามารถมองตามร่องรอยนั้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องให้ผมเป็นคนบอกใบ้เลยสักครั้ง
เด็กหนุ่มคนนี้ดูท่าจะมีอนาคตไกลทางด้านนักผจญภัยสายสนับสนุนปาร์ตี้เป็นอย่างมาก ผมเชื่อว่าหากเขาอยู่ในปาร์ตี้นี้ต่อไป ด้วยพวกพ้องที่สามารถเชื่อใจได้ อีกไม่นานเขาก็คงสามารถเลื่อนขึ้นเป็นระดับเงินได้ไม่ยาก
ยิ่งตามรอยนานมากเท่าใด ความร้อนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น อันเป็นสิ่งยืนยันว่าพวกเรามาถูกทางแล้ว ส่งผลให้ทุกคนเริ่มระมัดระวังในทุกย่างก้าว ผมเองก็กระชับด้ามจับของดาบยักษ์ทมิฬในมือขวาให้แน่นมากขึ้นเช่นกัน
"ระวังตัวด้วยนะ อาทัส เฟลมมิ่ง วูล์ฟมีประสาทสัมผัสที่ดีมาก หากเราเจอตัวพวกมันล่ะก็ นั่นก็หมายความว่าพวกมันเองก็จะเจอพวกเราด้วยเช่นกัน นั่นเท่ากับว่าหากพบเจอพวกมันเมื่อใด พวกเราก็จะต้องปะทะกับพวกมันเมื่อนั้น"
"เข้าใจแล้ว"
ผมพยักหน้าเอ่ยตอบรับคำอธิบายของแจ็ค ก่อนที่หมวกเกราะทมิฬจะประกอบตัวขึ้นมาปกคลุมศีรษะเข้าสู่โหมดเตรียมต่อสู้ทันที
ทุกคนในปาร์ตี้เริ่มเคลื่อนไหวช้าลงทีละก้าวตามความร้อนในอากาศที่เพิ่มมากขึ้น กระนั้นในระยะสายตาก็ยังคงไม่พบเจอสิ่งมีชีวิตใด แม้แต่แมลงก็ไม่มีให้เห็นสักตัว
พริบตานั้นเองสัญชาตญาณของผมก็ได้ร้องเตือนขึ้นมาเสียจนขนลุกเกรียว ส่งให้ผมต้องเบิกตากว้างใต้หมวกเกราะด้วยความรู้สึกตื่นตระหนก
"พวกเรากำลังโดนล้อม!"
สิ้นคำตะโกนของผม ลูกไฟนับสิบลูกพลันพุ่งออกมาจากป่าจากทุกทิศทาง ตรงเข้าหาพวกเราอย่างรวดเร็ว มันเกิดขึ้นเร็วมากเกินกว่าจะมีใครรับมือได้ทัน ทำได้เพียงยืนมองลูกไฟกำลังพุ่งเข้าหาด้วยแววตาตกตะลึงเท่านั้น
"Magic Barrier!!!"
ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง โซน่าก็ได้กัดฟันตะโกนเสียงดังก้อง พร้อมกับชูไม้เท้าในมือขึ้นสูง คริสตัลตรงปลายไม้เท้าพลันเปล่งแสงสว่างวาบ ก่อนจะปรากฏบาเรียใสขึ้นครอบคลุมพวกเราทุกคนเอาไว้
ตู้ม!
ทันทีที่ลูกไฟกระทบเข้ากับบาเรียใส มันก็ก่อให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง เปลวไฟอันร้อนระอุพลันกระจายไปทั่วบริเวณเผาผลาญทุกอย่างให้กลายเป็นเถ้าถ่าน แต่พวกเราที่อยู่ในบาเรียกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่า...
"อึก!"
ร่างของเอลฟ์นักเวทสาวพลันทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้น หยาดโลหิตไหลออกมาจากจมูกของเธอ พร้อมกับใบหน้าสวยเริ่มปรากฏร่องรอยซีดเขียว
"โซน่า!"
แจ็ค และคาร์ลตะโกนชื่อของนางเสียงดังด้วยความตื่นตระหนก พยายามจะเข้าไปพยุงร่างของเอลฟ์นักเวทสาวขึ้นมา
ในสถานการณ์เช่นนี้หากขาดสติไปก็เท่ากับหยิบยื่นความตายให้ศัตรูเชียวนะ!
"ระวังตัวไว้! พวกเรากำลังถูกลอบโจมตี!"
ครินซ์ตะโกนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ค้อนสงคราม และโล่ใหญ่ของเขาถูกยกขึ้นมาตั้งท่าเตรียมต่อสู้ ผมเองก็โยนถุงหนังสัมภาระลงข้างกาย พร้อมกับจับแบล็ค เกรทซอร์ดด้วยสองมือพาดไว้บนบ่าเตรียมต่อสู้เช่นกัน
ไม่นึกเลยว่ามอนสเตอร์จะมีความฉลาดถึงขั้นสร้างร่องรอย และล่อพวกเราให้มาติดกับดักได้!
ผมจ้องมองร่างของสิ่งมีชีวิตเดินสี่ขาหลายตัวกำลังก้าวออกมาจากมุมมืดของต้นไม้ พวกมันมีรูปร่างเหมือนกับหมาป่าแทบทุกประการ เว้นเสียแต่ว่าขนของพวกมันจะเป็นสีแดง และมีเปลวเพลิงลุกท่วมอยู่ตลอดเวลา
นอกจากนี้จำนวนที่กำลังล้อมพวกเรายังมีมากถึงสิบกว่าตัวเลยทีเดียว ทั้งที่ในภารกิจมีการระบุจำนวนไว้เพียง 4 ถึง 5 ตัวเท่านั้น
สถานการณ์ยิ่งวิกฤตมากขึ้นไปอีก เมื่อบาเรียเวทมนตร์ที่คอยล้อมรอบปกป้องพวกเราจากเปลวไฟได้จางหายไป ผมจึงเหลือบมองข้างหลังก็พบกับสีหน้าซีดเขียวของโซน่า รับรู้ได้เลยว่าเอลฟ์นักเวทสาวคนนี้ฝืนพลังของตัวเองมากขนาดไหนในการป้องกันลูกไฟนับ 10 ลูกเอาไว้
หากผมตัวคนเดียว เจ้าหมาป่าไฟพวกนี้ก็ใช่ว่าจะหนักหนาสาหัสอะไร เพียงแต่ตอนนี้ผมอยู่กับสมาชิกในปาร์ตี้ พวกเขาล้วนไม่สามารถป้องกันตัวเองจากการโจมตีรอบทิศทางได้ แค่ลูกไฟเพียงลูกเดียวก็น่าจะสามารถย่างสดแจ็คได้เลยด้วยซ้ำ
"พวกเจ้าจงตั้งสติเอาไว้! หากข้าส่งสัญญาณเมื่อใด พวกเจ้าก็จงวิ่งตามข้ามาทันทีเลยนะ"
ผมตะโกนเสียงกร้าวให้ทุกคนได้ยิน โดยไม่รอฟังคำตอบของใคร ผมก็ได้ทำการสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงคำรามอันดังกึกก้อง ราวกับสัตว์ร้ายให้สั่นสะเทือนลือลั่นไปทั่วผืนป่า
"ย้าก!!!"
อากาศร้อนรอบกายถึงกับสั่นสะเทือน ส่งผลให้ร่างของหมาป่าไฟทุกตัวต่างพากันชะงักกึก และตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับตัวผมได้พุ่งทะยานตรงเข้าใส่หนึ่งในพวกมัน ก่อนจะตวัดดาบยักษ์ในมือฟาดเข้าใส่บดขยี้หมาป่าไฟให้แหลกเหลวในดาบเดียว
ขณะเดียวกันทุกคนในปาร์ตี้เองก็เกิดความสั่นกลัวต่อเสียงคำรามเช่นกัน แต่พวกเขาก็กัดฟันอดทน แบกร่างอันไร้เรี่ยวแรงของโซน่าขึ้นมาวิ่งฝ่าไฟตามหลังมาติด ๆ
โชคยังดีนอกจากเฟลมมิ่ง วูล์ฟนับสิบตัวที่ล้อมรอบพวกเราแล้ว นอกวงล้อมก็ไม่พบเจอเฟลมมิ่ง วูล์ฟตัวอื่นอีก ทำให้แผนการหลบหนีประสบผลสำเร็จ
"แจ็ค! นี่เจ้ากำลังแอบแต๊ะอั๋งข้างั้นเหรอ!!?"
"โอ้ย! เจ้าควรจะขอบใจข้าที่ช่วยเจ้าออกมาไม่ใช่เหรอ!?"
"เจ้าเองก็ต้องขอบใจข้า! หากไม่ใช่เพราะข้าใช้บาเรียเวทมนตร์ได้ทันเวลา เจ้าก็คงกลายเป็นก้อนถ่านไปแล้ว!"
ให้ตายสิสองคนนี้... เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ยังมีเวลามาต่อล้อต่อเถียงกันอีกรึ?
ผมเหลือบสายตาไปมองข้างหลังก็พบกับเฟลมมิ่ง วูล์ฟหลายตัวกำลังวิ่งตามมา ผมจึงเบรกตัวโก่งหันไปประชันหน้ากับพวกมัน ในเมื่อหลุดออกมาจากวงล้อมก็ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว!
ร่างสูงสวมเกราะหนาทมิฬพุ่งทะยานสวนเข้าใส่หมาป่าไฟนับสิบตัวทันที พร้อมกับเสียงคำรามราวกับสัตว์ร้ายดังลือลั่น และคมดาบยักษ์สีดำได้ถูกเหวี่ยงฟาดใส่หมาป่าไฟที่ขวางทาง ให้แหลกเหลวกลายเป็นเศษเนื้อติดไฟในพริบตา
ต่อให้เฟลมมิ่ง วูล์ฟจะพยายามระดมยิงลูกไฟออกจากปากของมันก็ตาม แต่ผมก็สามารถเบี่ยงกายหลบได้ทุกการโจมตี แล้วเข้าประชิดสังหารพวกมันไปทีละตัว
ขณะเดียวกัน ครินซ์ และแจ็ค เมื่อเห็นผมหันกลับไปโต้กลับพวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟแล้ว พวกเขาก็ตามมาผสมโรงด้วย โดยครินซ์รับหน้าที่เป็นตัวชนเหมือนเดิม คอยประชันหน้ากับหมาป่าไฟ และใช้โล่ในมือป้องกันลูกไฟของพวกมัน
ส่วนแจ็คก็ทำหน้าที่เป็นคนรับมือกับเฟลมมิ่ง วูล์ฟที่หลุดออกมา คู่กับการสนับสนุนของคาร์ล และโซน่า แม้เอลฟ์นักเวทสาวจะได้รับบาดเจ็บก็ตาม แต่นางก็ใจสู้ยืนหยัดใช้เวทมนตร์สนับสนุนไม่เคยขาด
หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่นานก็คงสามารถกวาดล้างพวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟจนหมด นับว่าเป็นการพลิกสถานการณ์วิกฤตให้เป็นโอกาส--
โครม!!!
แต่ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงอึกทึกครึกโครมก็พลันดังขึ้น พร้อมกับต้นไม้หนาหลายต้นห่างออกไปได้ถูกอะไรบางอย่างทำให้หักโค่นลง ส่งผลให้ทั้งผม และสมาชิกปาร์ตี้คนอื่น รวมถึงพวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟเป็นอันต้องชะงักกึก
สัญชาตญาณของผมกำลังร้องเตือน ถึงภัยอันตรายใหม่ที่กำลังคลืบคลานเข้ามา...
พวกเฟลมมิ่ง วูล์ฟ เริ่มกลับมาได้สติ แต่แทนที่พวกมันจะโจมตีพวกเราต่อ มันกลับตะกุยเท้าวิ่งหนีไปทีละตัว พร้อมกับเสียงดังอึกทึกครึกโครมเริ่มเข้ามาใกล้ทุกขณะ
สองตาใต้หมวกเกราะจดจ้องไปยังที่มาของเสียงไม่วางตา ขณะเดียวกัน ร่างกายทุกส่วนพลันสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกตื่นเต้น เหมือนคราวที่ได้เจอกับหัวหน้าออร์คไม่มีผิด
ตู้ม!!!
ชั่วพริบตานั้นเอง ก็ได้มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งทะยานแหวกออกมาจากป่า ชนต้นไม้หนาให้แตกกระจายไปหลายต้น พร้อมกับการปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดยักษ์สูงใหญ่ถึง 6 เมตร
มันมีรูปร่างคล้ายกับหมูป่าอ้วน หากแต่ขนของมันเป็นสีดำคลับ แววตาสีแดงดุร้ายแฝงความบ้าคลั่ง เขี้ยวใหญ่ในปากยื่นออกมาแหลมคมช่างดูน่าเกรงขาม ผมได้เห็นรูปร่างของมันชัดเจนได้ไม่นานนัก ก่อนที่ร่างของมันจะพุ่งชนเข้าใส่ผมเต็มกำลัง
"กรอด!!!"
ผมกัดฟันแน่นรีบยกแบล็ค เกรทซอร์ดในมือขึ้นต้านรับ แต่ทันทีที่ปะทะกัน ผมก็ถึงกับต้องตกตะลึงในพละกำลังอันมหาศาลที่สามารถผลักให้อาทัสตัวลอยขึ้นเหนือพื้น
ตัวอะไร--
เปรี้ยง!
คิดได้เพียงเท่านั้น ก่อนที่ผมจะถูกเจ้าสัตว์ประหลาดยักษ์ ดีดร่างให้ปลิวกระเด็นชนเข้าใส่ต้นไม้หักโค่นไปหลายต้น...
______________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 12/11/2563