‘เราเลิกกันเถอะ...เราเลิกกันเถอะ...เราเลิกกันเถอะ...เราเลิกกันเถอะ...เราเลิกกันเถอะ’
ประโยคนี้มันวนเวียนซ้ำไปมาเหมือนภาพทางโทรทัศน์ที่กำลังรีเพลย์อยู่แต่คำพูดเดิมๆ
เบียร์แก้วแล้วแก้วเล่าที่ยกดื่มรวดเดียวจนหมดไม่สามารถกลบคำพูดของปาหนันที่ยังคงก้องอยู่ในหูของโดมทองได้
แม้เสียงเพลงในผับจะอึกทึกครึกโครมเพียงใดจะมีผู้คนมากมายยืนห้อมล้อมเป็กลุ่มอยู่กลางฟอร์เต็มไปหมด แต่โลกของโดมทองขณะนี้เหมือนมีตัวเองนั่งดื่มอยู่เพียงลำพัง ไม่มีแสงสีจากไฟวิบวับที่ประดับประดามีเพียงสีดำของความมืดปกคลุมอยู่ในความคิดของเขา
มันเรียกว่าอกหักหรือเปล่าหนอเมื่อเธอบอกคำว่าเลิกกับเขา
เพราะทำไมมันถึงไม่มีน้ำตาที่หลั่งออกมาจากความเสียใจเลยแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มนั่งดื่มไปจนไม่รู้ว่าหมดเบียร์เท่าไหร่ไม่รู้ว่าตัวเองเดินออกมาจากผับแห่งนั้นตอนไหนและไม่รู้ว่าตัวเองขับรถกลับมาถึงคอนโดฯได้อย่างไร
แถมยังขับกลับมาอย่างปลอดภัยทั้งอุบัติเหตุและด่านตำรวจ
เมื่อขับรถเข้าจอดเรียบร้อยแม้มันจะทุลักทุเลไปบ้าง แต่เขาก็พยายามครองสติเพื่อจะกลับเข้าห้องเดินผ่านเคาน์เตอร์ด้านล่างซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งทักทายเขา
“สวัสดีครับคุณโดม วันนี้ไปเที่ยวไหนมาครับเดินตุปัดตุเป๋มาเชียว”
ชายหนุ่มหันกลับไปมองเ้าของเสียงยิ้มทักทายให้เขาแม้จะไม่ได้ยินเสียงแล้วก็ตามว่าเขาพูดอะไรบ้าง
เขาเดินเลื้อยเป็งูคดไปมาอย่างที่ยามคนนั้นบอกพยายามจะเดินไปยังหน้าลิฟต์ เพื่อกดตัวเลขไปยังชั้นที่พักของตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าตามันลายเสียเหลือเกินจนมองเลขไม่ชัด
“เดี๋ยวผมกดให้ครับ”
เหมือนยามหนุ่มจะรับรู้ถึงความเมาของเขาได้จึงเข้ามาช่วยประคองร่างใหญ่นั้นกันล้ม ก่อนจะกดหมายเลขชั้นตามที่เ้าของห้องบอก
“ให้ผมขึ้นไปส่งไหมครับ ท่าทางคุณจะเมามาก เหมือนจะเดินไม่ไหว”
โดมทองยกมือขึ้นโบกไปมาเป็พัลวันก่อนจะพูดโต้ตอบ แต่แทบฟังเริ่มไม่รู้เื่
“ม่ายมาว...ม่ายต้องๆๆ ผมขึ้นเองได้...”เขาเอามือลูบหน้าขึ้นเพื่อตั้งสติ
ชายหนุ่มเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วยืนโงนเงนไปมาก่อนจะโบกมือไล่ให้ยามผู้หวังดีออกไปนอกตัวลิฟต์
เขาเดินไปตามทางทอดยาวเมื่อออกมาจากลิฟต์เดินถากไปตามกำแพงสีขาวที่มีประตูห้องคั่นเป็ระยะ พยายามมองหมายเลขห้องตัวเองแล้วค่อยๆเดินไล่ไปทีละห้อง
เมื่อถึงเลข2016 ก็ยืนอยู่ตรงประตู พยายามขยี้ตาอยู่หลายครั้ง แต่ก็มองเป็เลขห้อง2018ยืนเอาตัวพิงประตูอยู่นานและคิดสับสนตลอดเื่เลขห้อง เหมือนจะลืมเื่เลขห้องไปชั่วขณะว่าห้องตนเองหมายเลขอะไร
“ทำไมเลขมันเปลี่ยนวะ” เสียงเขาบ่นอู้อี้
ร่างกายสูงใหญ่เริ่มรู้สึกโคลงไปมาเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์บวกกับอาการอกหักจนเริ่มตาพร่ามัวหัวสมองหนักอึ้งเหมือนโลกมันจะคอยเอียงตลอดเวลา
ตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกเมาหนักขึ้นจนอยากจะล้มตัวลงยังที่นอนเหลือคณานับ
จะเลขห้องอะไรก็ช่างคิดอย่างเดียวว่าอยากนอนเสียเหลือเกิน
เมื่อคิดแค่นั้นเขาก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะหยิบพวงกุญแจออกมาจากกระเป๋าแล้วหยิบลูกกุญแจแต่ละดอกผลัดกันไขไปมาที่ลูกบิดหลายครั้ง แต่มันก็ไม่มีทีท่าว่าจะไขเข้าไปได้
จนสักพักประตูห้องนั้นก็เปิดออกมาเองโดยไม่ต้องไข
แล้วเขาก็พุ่งพรวดเข้าไปในห้องหมายจะเดินไปให้ถึงเตียงนอนเร็วที่สุด ก่อนที่ร่างทั้งร่างมันจะล้มลงเพราะน้ำเมา
เมื่อถึงเตียงนอนเขาก็ทิ้งตัวลงไปเต็มแรงโดยไม่สนใจว่ามีเสียงร้องโวยวายของใครคนหนึ่ง ที่เป็คนเปิดประตูออกมา
“คุณจะเข้ามาได้ยังไง นี่มันห้องของฉันนะ...อีตาบ้า”
เ้าของเสียงรีบเดินไปเปิดไฟที่ห้องซึ่งอยู่ตรงประตูทางเข้าทันทีก่อนจะร้องว้ายอีกครั้งเมื่อเห็นชัดว่าร่างสูงใหญ่ที่ถลาลงบนเตียงนอนหนานุ่มของเธอเป็ร่างของผู้ชาย
แล้วเธอก็มั่นใจว่าไม่เคยไปสนิทสนมกับเ้าของร่างที่กำลังนอนคว่ำอยู่บนเตียงตอนไหนพยายามทำใจดีสู้เสือ เดินเข้าไปดูหน้าของชายหนุ่มที่นอนคว่ำขวางเตียงเธออยู่เมื่อเดินเข้าไปในระยะใกล้ หน้าของเขาเพียงเสี้ยวเดียวก็ทำให้เธอต้องอุทานออกมาอีกครั้ง
“นั่นมันนายคนข้างห้องนี่นา”
เมื่อรู้ว่าคนแปลกหน้าที่ทะเล่อทะล่าเข้ามายึดเตียงนอนของเธอเป็ใครยังเป็แค่ความสับสนแต่เมื่อเขาทำท่าพะอืดพะอมคล้ายจะสำรอกอะไรบางอย่างออกมาจากร่างกายกำยำนั้นมันก็เพิ่มความรู้สึกขยะแขยงปนอยู่ในความรู้สึกสับสนทันที
แล้วทันใดนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้นพร้อมกับอะไรหลายอย่างจากร่างกายเขาก็เอ่อท่วมอยู่เต็มเตียง
เธอเห็นเต็มตาว่ามันเป็อ้วก...แล้วเป็อ้วกกองใหญ่ที่สุดเท่าที่เธอน่าจะเคยเห็นมา
///////////////////////////////////////