นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 111 คนขี้โกหก

            ตอนที่ 111 คนขี้โกหก

             

             

            “เอ้า เล่ามา แกจับเด็กพวกนั้นไปทำไม ลักพาตัวไปขายเป็นทาสหรือไง?” นิทานถามขึ้น มีดสั้นเล่มหนึ่งจ่อคอของโจรสลัดผู้นั้น

             

            โจรสลัดผู้นั้นถุยน้ำลายเปื้อนเลือดใส่หน้าของนิทานอย่างรังเกียจ หากนิทานเพียงโยกหัวก็หลบได้ไม่ยาก

             

            “จะฆ่าก็ฆ่า โจรสลัดอย่างข้าไม่เป็นหมารับใช้ของทางการโว้ย” มันตอบกลับอย่างดุเดือด แม้ร่างกายจะแทบไม่อาจเขยื้อนหากนัยน์ตายังคงมีประกายแห่งความแค้น ยิ่งสตรีตรงหน้านี้บังอาจทำลายช่วงล่างของมัน! ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งแล้วมันไม่ยอมเป็นข้ารับใช้ของสตรีตรงหน้าเด็ดขาด!

             

            “เข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่าคะ ฉันไม่ใช่คนของทางการนะ เป็นแค่นักผจญภัยธรรมดา ๆ เอง” นิทานตอบ หากคมมีดจี้ลงไปที่เนื้อ เรียกเลือดให้ไหลซิบได้ระดับหนึ่ง

             

            “โกหก! ถ้าไม่ใช่คนของทางการแล้วจะแส่หาเรื่องช่วยเด็ก ๆ ไปทำไม! แกไม่มีทางสืบอะไรจากข้าได้ทั้งนั้น ฆ่าข้าเลยสิ!” โจรสลัดถือดาบผู้นั้นยังคงตอบกลับอย่างเกรี้ยวกราด

             

            “ฉันแค่รักเด็กเฉย ๆ เอง ฉันเป็นนักผจญภัยต่างหาก นี่ไง ดูสิ” คีตาเดินเข้ามาเอาหน้าซุกเข้าไปในอกของนิทาน มันล้วงน้อย ๆ ก็คาบบัตรสีเขียวมรกตออกมา

             

            เมื่อมันเห็นบัตรนักผจญภัยมันก็มีสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย มันจดจำชื่อแซฟไฟร์บนบัตรไว้แล้วจึงตรวจผ่าน ๆ ว่าเป็นของจริงหรือไม่ เมื่อเห็นว่าเป็นของแท้มันจึงถอนหายใจน้อย ๆ นักผจญภัยแบบนี้ไม่มีความจำเป็นต้องหาเรื่องกลุ่มโจรสลัดรายใหญ่อย่างพวกมันจริง ๆ

             

            “แล้วแกแส่หาเรื่องทำไม!” มันยังคงมีท่าทีสงสัยเล็กน้อย ไม่ยินยอมโดยง่าย

             

            “ก็บอกไปแล้วไงว่ารักเด็ก เอาไปส่งกองทัพที่เมืองฉันก็จะไม่ยุ่งอะไรแล้ว พวกแกนั่นแหละโจมตีเข้ามา” นิทานส่งเสียงชิอย่างหงุดหงิด

             

            “คิดว่านักผจญภัยธรรมดา ๆ อย่างฉันจะอยากหาเรื่องกลุ่มโจรสลัดรายใหญ่รึไง พวกแกกล้าถึงขนาดลักพาตัวเด็กชาวเมือง ยังไงก็คงมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังใช่มั้ยล่ะ ฉันไม่ยุ่งหรอก” นิทานส่ายหน้าไปมาหากยังคงจิกผมของโจรสลัดคนนั้นไว้พร้อมมีดในมือ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าใครคือผู้ที่เหนือกว่าในการเจรจา

             

            “งั้นคืนเด็กพวกนั้นมา! แล้วข้าจะลืมเรื่องในวันนี้ ส่วนเจมส์ หึ ถือซะว่าทีรานต้องการชีวิตของมันแล้วกัน” เขาพยายามเจรจา เขาย่อมรู้ดีว่านักผจญภัยที่ไร้ผู้ปกป้องเบื้องหลังมักเกรงกลัวกลุ่มโจรสลัดมากเป็นพิเศษ

             

            “อย่าหวัง บอกแล้วไงว่ารักเด็ก เพราะงั้นเด็กกลุ่มนี้ฉันจะเอาไปรับรางวัลที่สมาคม” นิทานฉีกยิ้มหลอกลวง

             

            “โอ้ แล้วก็บอกที่ตั้งของค่ายของพวกแกมาด้วย ที่จับเด็ก ๆ คนอื่นไว้น่ะ” นิทานกล่าวขึ้น

             

            โจรสลัดคนนั้นทำสีหน้าเกรี้ยวกราด หากนิทานกลับเอ่ยขัดขึ้นมาก่อน

             

            “ฉันไม่ฆ่าแกหรอก ฉันจะเอาข้อมูลไปแลกรางวัลเพิ่มต่างหากเล่า พวกแกเข้ามาหาเรื่องแบบนี้จะให้ปล่อยไปเฉย ๆ ได้ยังไง กว่าทางการจะมาก็อีกนาน แกมีเวลาบอกพรรคพวกให้เตรียมหนีอยู่แล้วนี่” นิทานแสยะยิ้ม

             

            “ไม่มีทาง หัวหน้าต้องฆ่าข้าแน่!” มันปฏิเสธ

             

            “ก็อาจจะ หรือไม่ก็โดนลงโทษอย่างหนัก แต่ถ้าไม่บอก แกจะถูกฆ่าแน่นอน ตอนนี้ ตรงนี้” นิทานยิ้ม มีดที่จ่อคอของมันพลันขยับลึกเข้าไป เรียกเลือดหนืดข้นให้ไหลออกมา

             

            เมื่อมันเห็นว่าสตรีตรงหน้าเอาจริง มันก็สีหน้าซีดเผือด มันรีบตะโกนตอบในขณะที่มีดนั้นกำลังจะบาดเส้นเลือดใหญ่ของมัน

             

            “ทางใต้! ถ้ำติดชายทะเลทางใต้!” มันรีบตอบอย่างรีบร้อน มีดจึงหยุดลงขณะที่เฉือนเนื้อของมันเข้ามาแล้วหลายคืบ

             

            นิทานจับจ้องไปที่ดวงตาของมัน ตรวจสอบชีพจรและลมหายใจ เมื่อมั่นใจว่ามันไม่ได้โกหกจึงเผยรอยยิ้มออกมา ปล่อยมือออกจากผมของมัน ปัดฝุ่นตามตัวเล็กน้อย ล้างคราบเลือดบนมือ แล้วจึงกางร่มเดินหายเข้าไปในป่า

             

            สตรีคนนี้โผล่มาจัดการมันในพริบตา เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการก็จากไปโดยยอมปล่อยมันเอาไว้ตามที่พูดเอาไว้

             

            เมื่อมันมั่นใจแล้วว่านิทานจากไปแล้ว มันรีบอาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้น เดินโซซัดโซเซออกมา ช่วงล่างของมันแทบขยับไม่ได้แล้ว หากมันก็ฝืนกัดฟันพยุงตัวออกจากเงื้อมมือของอสูรร้ายมาได้

             

            ร่างกายของนักสลักเอกเช่นมันย่อมแข็งแกร่งกว่าแรกเกิดนัก มันยังฝืนกัดฟันเคลื่อนไหวได้

             

            หากมันเพียงโซซัดโซเซไปได้ไม่กี่ก้าว เสียงบางสิ่งแหวกอากาศก็พุ่งเข้ามาหามัน ร่มขนาดใหญ่ลายโลหิตสีแดงจางทะลุหัวใจของมัน ปักร่างของมันไว้กับต้นไม้ มันสิ้นลมไปในพริบตา ดวงตายังคงเบิกกว้างกับร่มที่แทงทะลุหัวใจของมัน สีหน้าราวกับต้องการจะร่ำร้องขอความยุติธรรม

             

            “พอดีเป็นคนขี้โกหกน่ะ โทษทีนะ” นิทานที่เดินจากไปแล้วกวักมือน้อย ๆ ร่มปกปักหทัยก็ลอยกลับมาเข้ามือเขา

             

            ————————————————————————————————————————————————

             

            นิทานที่ล้างคราบเลือดและการต่อสู้ทั้งหมดออกจากตัวแล้วรีบกลับไปหาเด็กทั้งสามที่เต็นท์ ระหว่างทางกลับเขารำพึงรำพันถึงสิ่งที่ควรทำ

             

            จริง ๆ ก็อยากไปช่วยเลยทันทีแหละนะ แต่ก็เสี่ยงไปหน่อย หัวหน้าของมันน่าจะเป็นนักสลักโทเป็นอย่างน้อย อาจมีมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ นิทานคิด

             

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการช่วยเด็ก ๆ ที่เหลือ หากการที่เขาบุกเข้าไปดูจะเสี่ยงเกินไป เขายังไม่รู้จำนวนของคู่ต่อสู้ ที่สำคัญ การที่เขาให้เด็ก ๆ รอในเต็นท์ตลอดก็ไม่ปลอดภัยเสียทีเดียว

             

            ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับไปส่งที่เมืองแล้วจึงแจ้งเรื่องของการลักพาตัวเด็ก ๆ เหล่านี้ ปล่อยให้กองทัพจัดการต่อ

             

            นิทานแหวกเต็นท์เข้าไปข้างใน เมื่อเด็กทั้ง 3 เห็นหน้าของนิทานที่ไร้บาดแผล พวกเขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก

             

            “พี่ไล่สัตว์อสูรไปแล้วเรียบร้อยค่ะ กลับเมืองท่าข้างสมุทรกันเถอะ แล้วพอไปถึง พี่จะไปขอให้ทางการมาช่วยเพื่อน ๆ เราอีกรอบนะ” นิทานพูดขึ้นขณะเก็บของ

             

            เด็กทั้ง 3 ต่างมีสีหน้าดีใจยามที่ได้ยินว่าพวกเขาจะได้กลับบ้าน แต่เพียงไม่นานเด็กชายคนเดียวในกลุ่มก็มีสีหน้าปั้นยาก ทำท่าเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาเห็นสีหน้ามีความสุขที่จะได้กลับบ้านของเด็กหญิงเขาก็เก็บเงียบไว้

             

            นิทานที่สังเกตเห็นจึงลูบหัวเด็กชายอย่างเบามือเพื่อปลอบโยน

             

            “มีอะไรรึเปล่าคะ หน้าตาเครียดเชียว” นิทานพูดเสียงเบา เขาไม่อยากกดดันเด็กเหล่านี้นัก ยังไงพวกเขาก็พึ่งจะผ่านความโหดร้ายมา

             

            ผ่านไปชั่วครู่เด็กชายคนนั้นจึงยอมพูดออกมา

             

            “โอไรออน โอไรออนเขาไม่น่าทนได้ถึงตอนนั้นครับ..” เด็กชายคนนั้นกัดฟันพูด

             

            “โอไรออน?” นิทานเอียงคอ เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน และดูเหมือนจะไม่ใช่ชื่อของคนแถบนี้ด้วย

             

            “เป็นคนที่ช่วยพวกเราออกมาค่ะ เขาอาสาล่อความสนใจให้ตอนที่สัตว์อสูรโจมตี พวกเราถึงหนีออกมาได้” เด็กหญิงอีกคนอธิบายเสริม

             

            “แต่เขาโดนสัตว์อสูรโจมตีไปด้วยครับ พวกนั้นต้องไม่ยอมรักษาเขาแน่ ทาสคนหนึ่งตายไปไม่ได้ทำให้พวกเขาเสียเงินขนาดนั้น” เด็กชายคนนั้นเริ่มสะอื้นน้อย ๆ เมื่อนึกถึงภาพที่เพื่อนของตนนอนรอความตายโดยไม่ได้รับการรักษา

             

            นิทานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น หากเป็นเช่นนั้นจริง เขาก็ไม่อาจรอให้กองทัพมาถึงแล้วจึงบุกเข้าไปได้แล้ว รวมเวลากลับและเดินทางอีกรอบ ยังไงก็สมควรมากกว่า 1วัน เด็กที่ชื่อโอไรออนคนนั้นต้องอดทนรอไม่ไหวแน่

             

            นิทานครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ เขาไม่ต้องการเสี่ยงจริง ๆ พวกโจรสลัดเหล่านั้นจะมีมากแค่ไหนและแข็งแกร่งขนาดไหนเขาก็ไม่ทราบ แม้เขาจะมีสมบัติป้องกันตัวจากทั้งไพลินและอริยะแปลงเพลิงแต่ก็ควรจะเก็บไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้น ยังไงชีวิตของตนก็สำคัญที่สุด

             

            แม้สมองจะบอกเช่นนั้น หากห้วงอารมณ์ก็ปฏิเสธหลักตรรกะของเขาจนสิ้น 

             

            คีตาที่อยู่ข้าง ๆ พลันเดินไปซุกเด็กทั้งสาม ใช้หลังของมันต่างเบาะนุ่ม ๆ เพื่อให้ทั้งสามใจเย็นลง มันเลียหน้าของเด็กชายที่ร้องไห้อย่างเบามือ

             

            เด็กชายคนนั้นราวกับเข้าใจถึงสถานการณ์ เขาไม่พูดอันใดอีก เพียงเอนคอพิงกับร่างของคีตา ให้ไออุ่นของร่างมันปลอบประโลม

             

            ฟันของเขาสั่นน้อย ๆ ราวกับภาวนาให้ใครบางคน

             

            เรากลายเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นิทานเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจได้ นัยน์ตาไร้ความลังเลอีกต่อไป