หญิงสาวมองชายตรงหน้าที่ยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมา เธอกล่าวต่อว่า “กฎเกณฑ์ที่ว่าคือ แม้ทั้งสองฝ่ายจะสังหารกันได้ แต่ก็ ต้องห้ามทำในเมือง หรือเขตที่กำหนดไว้ว่าห้ามมีการต่อสู้ หากฝ่าฝืนและถูกจับได้ จะมีบทลงโทษที่รุนแรงตามมา
แต่ถ้าเป็ในพื้นที่อย่างป่าแบบนี้ หากเจอกันก็สามารถฆ่ากันได้อย่างไม่มีปัญหา อันที่จริง แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองก็ยังสามารถฆ่ากันเองได้ในพื้นที่แบบนี้ค่ะ ส่วนเื่ที่ว่าตอนนี้ใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ใคร่ครวญแล้วคงมีแต่คนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่รับรู้”
หลงเทียนหยูขมวดคิ้วแน่น การที่ยังสามารถเจรจากันได้แบบนี้ แสดงว่าพวกการ์เดี้ยนก็มีสติปัญญาเพียงพอที่จะต่อรองพูดคุยกันได้สินะ? แบบนี้ก็ลำบากขึ้นแล้ว ถ้าเป็พวกที่สู้ด้วยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียวก็รับมือได้ไม่ยากเท่าไหร่
แต่ถ้ามีสติปัญญาถึงขนาดพูดคุยกันได้แบบนี้ ตอนสู้ก็คงลำบากไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนเื่การฆ่ากันเองได้นั้น เขาคิดว่ามันเป็เื่ปกติมากในโลกที่เป็แบบนี้ คนที่อ่อนแอก็ต้องตกเป็เหยื่อของคนที่แข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว
“แบบนี้ก็หมายความว่า พวกการ์เดี้ยนพวกนี้มีสติปัญญากันหมดเลยใช่ไหม?”
หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ได้เป็เช่นนั้นค่ะ พวกที่มีสติปัญญาถึงขนาดพูดคุยได้มีแต่พวกการ์เดี้ยนระดับ หินแดง และ หินน้ำเงิน เท่านั้น ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่าหน้ากากดำยังมีอะไรจะถามเพิ่มอีกไหม?”
“ถ้าอย่างงั้นพวกการ์เดี้ยนมีลักษณะรูปร่างอย่างไร และมีจุดอ่อนอะไรเป็พิเศษหรือเปล่า?”
“เรียนท่านผู้เฒ่าหน้ากากดำ พวกการ์เดี้ยนมีลักษณะเป็สัตว์รูปร่างผิดแปลกจากปกติ มีพวกที่เป็เหล็กหุ้มทั้งตัวราวกับหุ่นยนต์ หรือพวกที่ดูภายนอกคล้ายกับมนุษย์จนแยกไม่ออกก็มีเช่นกันค่ะ แต่พวกนี้จะเป็การ์เดี้ยนระดับสูงอย่างพวกหินแดงกับหินน้ำเงินเท่านั้น ในส่วนของจุดอ่อนนั้น อันที่จริงก็อยู่ในตำแหน่งที่ไม่แน่นอน หาก้าให้แน่ใจว่าตายจริง ๆ ก็ต้อง ตัดหัวของมันออกมาเท่านั้น ค่ะ”
หลงเทียนหยูฟังข้อมูลแล้วก็ทำหน้าตาเคร่งเครียด ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดูแล้วยุ่งยากไม่น้อยเลยสำหรับพวกการ์เดี้ยนเหล่านี้ โดยเฉพาะพวกหินแดงกับหินน้ำเงิน ถ้าเขาได้เจอพวกระดับนี้ในตอนนี้ คงมีแต่คำว่าตายอย่างเดียว ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
หญิงสาวเห็นชายชราหน้ากากดำยืนนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ ก็ยืนก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าพูดอะไรเพิ่มเติมอีก
“เอาละ นี่เป็คำถามสุดท้ายแล้วสาวน้อย พวกมนุษย์ที่มีพลังพิเศษอย่างผู้ใช้ไฟคนนี้ ในหมู่มนุษย์มีเยอะมากไหม แล้วถูกเรียกว่าอะไร และมีฐานะประมาณไหนในเมืองที่อยู่?”
หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คนที่ท่านผู้เฒ่าหน้ากากดำถาม ในหมู่มนุษย์จะเรียกคนเหล่านี้ว่า ผู้ถูกเลือก ค่ะ ว่ากันว่าในการกำเนิดของมนุษย์หนึ่งแสนคน จะมีโอกาสที่ผู้ถูกเลือกจะเกิดมาไม่เกินสิบคนเท่านั้น
คนพวกนี้จะสามารถปลุกและใช้พลังได้หลังจากอายุ 10 ปีขึ้นไป จนถึงอายุ 20 ปี หากหลังจากอายุเกินกว่านี้ ก็ถือว่าไม่มีโอกาสเป็ผู้ถูกเลือกแล้ว ส่วนเื่ใครที่จะเป็ผู้ถูกเลือก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเพราะอะไรถึงมีมนุษย์ที่ใช้พลังที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถใช้ได้”
หญิงสาวส่ายศีรษะ “คนที่ปลุกพลังจนใช้พลังได้ จะต้องไปลงทะเบียนที่ สมาคมทานอส แล้วจะได้ตำแหน่งของผู้ถูกเลือก คนที่ได้รับตำแหน่งนี้จะมีเงินพิเศษให้ในแต่ละเดือน โดยจำนวนเงินที่ได้ขึ้นอยู่กับระดับของผู้ถูกเลือก ระดับของผู้ถูกเลือกจะขึ้นอยู่กับการนำหินจากการ์เดี้ยนที่สังหารได้ไปแลกเพื่อเลื่อนระดับ
โดยระดับของผู้ถูกเลือกจะมีด้วยกันเก้าระดับค่ะ โดยเริ่มจากระดับที่เก้าเป็ระดับแรกหลังจากลงทะเบียนที่สมาคม หาก้าเลื่อนระดับจากเก้ามาที่ระดับแปด ก็ต้องหาหินสีขาวจำนวน 50 ก้อน หรือหินสีเหลือง 1 ก้อนมาให้สมาคมก็จะเลื่อนระดับได้ ผลจากการเลื่อนระดับคือการได้เงินประจำเดือนที่มากขึ้น และการรับภารกิจที่ระดับสูงขึ้นได้
โดยภารกิจของผู้ถูกเลือกจะเลือกได้ตามระดับปัจจุบันของแต่ละคนเท่านั้น เช่น ระดับเก้าไม่สามารถรับภารกิจของระดับแปดได้ ระดับแปดก็รับของระดับเจ็ดไม่ได้ มีแต่การเลื่อนระดับเท่านั้น ผู้ถูกเลือกจึงจะได้รู้ข้อมูลจากภารกิจและเงินที่มากขึ้นได้”
หญิงสาวปล่อยให้ชายชราหน้ากากดำพิจารณาข้อมูลที่ได้รับไปก่อนอยู่ครู่หนึ่ง “เื่สถานะของผู้ถูกเลือกนั้น ถึงจะเป็ระดับเก้าที่ต่ำที่สุด ก็ยังดีกว่าคนทั่วไปมากค่ะ แม้จะทำผิดกฎหมายในเมือง แต่ถ้าทำกับคนธรรมดา ขอเพียงแค่ไม่ฆ่าคนตายในเมืองให้ผู้คนทั่วไปเห็น หรือมีหลักฐานเอาผิดที่ชัดเจนออกมาสู่สาธารณะชน ก็มักจะไม่มีความผิดอะไร ผู้ควบคุมกฎหมายของเมืองมักจะปล่อยผ่านไปในเหตุการณ์แบบนี้
แต่ถ้าเป็การก่อเื่ของผู้ถูกเลือกด้วยกันเอง ก็ต้องดูที่ระดับของผู้ถูกเลือกที่ทะเลาะกัน หากใกล้เคียงกันมาก ถ้าไม่ถึงกับฆ่ากันตาย ผู้คุมก็มักจะปล่อยผ่านให้เคลียร์กันเอง ขอแค่อย่าฆ่ากันเองในเมืองก็พอ ส่วนจะนัดไปชี้ขาดกันที่นอกเมือง ผู้คุมก็ไม่สนใจผลลัพธ์ที่ตามมาของทั้งสองฝ่าย
แต่ถ้าระดับห่างกันมากกว่า 3 ระดับขึ้นไป ผู้คุมจะเข้าข้างคนที่ระดับสูงกว่าและลงโทษคนที่ระดับน้อยกว่าด้วยความเฉียบขาดตามกฎที่ตั้งไว้ ดังนั้น หากคิดจะทำผิดกฎหมายของเมืองจริง ๆ ก็อย่าให้ใครจับได้ก็แล้วกันค่ะ”
หลงเทียนหยูที่ได้ฟังและย่อยข้อมูลทั้งหมดแล้วก็ได้แต่เป่าปากออกมา ช่างเป็โลกที่น่าสนใจดีจริง ๆ เป็โลกที่ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ได้อย่างชัดเจนดีจริง ๆ เขาชอบโลกที่ดำเนินกฎเกณฑ์แบบนี้มาก และเขาจะต้องไต่เต้าขึ้นมามีอำนาจมากที่สุดให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีไหนก็ตามที
เขามองไปที่หญิงสาวตรงหน้าอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็เห็นเธอยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ไม่เหมือนคนที่เกรงกลัวกับสถานการณ์ที่เป็อยู่ในตอนนี้เลย...
“เอาเถอะ เห็นแก่ข้อมูลของเ้าที่ให้มา ครั้งนี้จะปล่อยไปแล้วกัน หวังว่าครั้งหน้าเราจะไม่เจอกันอีกนะสาวน้อย”
พูดเสร็จ หลงเทียนหยูก็รีบวิ่งอย่างเต็มกำลังออกจากสถานที่เกิดเหตุทันที เขาวิ่งออกไปโดยไม่ได้สนใจหญิงสาวคนนี้อีก หลังจากนี้หญิงสาวคนนี้จะเป็อย่างไร หรือเจอกับอะไร ก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขาแล้ว
หญิงสาวที่เห็นชายชราหน้ากากดำวิ่งออกไปจนมองไม่เห็นตัวแล้ว ก็ยืนนิ่งอยู่พักใหญ่ก่อนจะเงยหน้าหัวเราะยาวออกมาเสียงดังลั่น เสียงหัวเราะของเธอทำให้ในบริเวณ 20 เมตรรอบตัวของเธอทุกสิ่งถูกทำลายจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็ศพ หรือต้นไม้ใบหญ้า
“น่าเสียดายจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะซาบาเอลห้ามไม่ให้ก่อเื่ใน่นี้อย่างเด็ดขาด ฉันก็คงจะได้ของเล่นชิ้นใหม่มาเล่นแล้วแท้ ๆ”
หญิงสาวแสยะยิ้มจนตาหยีเป็รอยครึ่งวงกลม ดวงตาส่องประกายระยิบระยับ ใบหน้าแสดงความสุขเปี่ยมล้นที่เก็บไว้ไม่ได้ออกมา
“หวังว่าครั้งหน้าเราจะได้เจอกันอีกนะ ของเล่นของฉัน ฮิฮิฮิฮิฮิฮิอิอิอิอิอิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิฮิ”