เหวินอินกลับไปพักที่บ้านพ่อแม่ของเธออยู่สามวัน
หนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ฉู่ชิวไป๋จะเดินทางกลับเมืองหลวง พวกเขาเริ่มจัดการเื่ย้ายบ้านอย่างเป็ทางการ เพราะในเมื่อกำลังจะมีเ้าตัวเล็ก การที่คู่แต่งงานยังอาศัยอยู่ร่วมกับผู้ใหญ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมไม่สะดวกนัก
อันที่จริงมีการเตรียมเรือนหอไว้เรียบร้อยแล้ว เป็บ้านเดี่ยวสไตล์ตะวันตกบนที่ดินกว่าสองไร่ใจกลางเมืองเจียงฮู่ แต่ด้วยงานแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างกะทันหัน ประกอบกับตัวบ้านเป็อาคารอนุรักษ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ การบูรณะซ่อมแซมจึงกลายเป็โครงการใหญ่ที่ไม่อาจเร่งให้เสร็จสิ้นได้ในเร็ววัน ฉู่ชิวไป๋จึงปรึกษากับเหวินอินว่าจะย้ายไปพักที่ห้องชุดขนาดใหญ่ในโครงการ 'ถังเฉิงปินเจียง' เป็การชั่วคราว
โครงการถังเฉิงปินเจียงพัฒนาโดยหยวนหนานกรุ๊ปซึ่งเป็กิจการหลักของตระกูลฉู่ ห้องของฉู่ชิวไป๋และห้องที่เขาเคยอาศัยอยู่กับฉู่เจียงไหลถูกส่งมอบในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งยังตั้งอยู่ในอาคารเดียวกัน ต่างกันเพียงแค่อยู่คนละชั้นเท่านั้น
แม้ห้องจะถูกปล่อยว่างมานานหลายปี แต่เพราะมีคนรับใช้แวะเวียนมาทำความสะอาดตามกำหนดอยู่เสมอ สภาพห้องจึงได้รับการดูแลรักษาเป็อย่างดี แม้แต่พื้นไม้ก็ขัดจนเงาวับ ในวันที่ย้ายบ้าน ทั้งคู่เพียงแค่หิ้วกระเป๋าเข้ามาก็พร้อมอยู่ได้เลย
สัมภาระของเหวินอินถูกจัดวางบนเครื่องแป้งและห้องแต่งตัวในห้องนอนแขกจนเต็ม ส่วนข้าวของเครื่องใช้อย่างอื่นภายในบ้านล้วนมีครบครัน ขาดก็เพียงตู้เย็นในครัวเท่านั้นที่ยังคงว่างเปล่า
ด้วยความกังวลว่าคนรับใช้จะระแคะระคายถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ปกติของเขาสองคน ฉู่ชิวไป๋จึงหาข้ออ้างให้แม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดเพียงสัปดาห์ละสองครั้ง อีกทั้งยังให้ป้าแม่บ้านคนสนิทที่เคยดูแลเขาที่เจียงฮู่ประจำอยู่ที่บ้านใหญ่ตามเดิม
หลังจากฉู่ชิวไป๋และเหวินอินจัดแจงข้าวของส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย และค้นพบว่าในบ้านไม่มีของกินเลยสักอย่าง ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะออกไปทานมื้อค่ำข้างนอก
แต่สิ่งที่ฉู่ชิวไป๋ไม่คาดคิดเลยคือการได้พบกับฉู่เจียงไหลในลิฟต์โดยบังเอิญ
หลายวันมานี้ฉู่เจียงไหลงานยุ่งมาก ทำให้พวกเขาไม่ได้พบกันเลยั้แ่หลังพิธีแต่งงาน
เหวินอินซึ่งยืนเยื้องอยู่ด้านหลังฉู่ชิวไป๋ รู้สึกว่าสายตาที่ฉู่เจียงไหลมองมาทางเธอนั้นเจือไปด้วยความไม่เป็มิตร แต่เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง กลับเหมือนว่าเธอจะคิดมากไปเอง
ฉู่เจียงไหลในชุดสูทเต็มยศเอ่ยทักทายพวกเขาอย่างกระตือรือร้น "พี่ชิวไป๋ บังเอิญจังเลยครับ!"
สีหน้าของเขาดูผ่อนคลายและเป็ธรรมชาติ อาจเป็เพราะ่นี้โหมงานหนักเกินไป ใต้ตาจึงมีรอยคล้ำจาง ๆ ทำให้ดูอิดโรยไปบ้าง แต่ยามที่เขาเม้มริมฝีปากแล้วเผยรอยยิ้มอย่างเป็มิตร ก็ยังคงดูโดดเด่นสะดุดตาอยู่ดี
นั่นคือความอ่อนโยนและหล่อเหลาของฉู่เจียงไหลที่เหวินอินไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มันกลับเป็ภาพจำที่ฉู่ชิวไป๋ชื่นชอบและคุ้นเคยที่สุด เพราะรอยยิ้มนั้นทำให้หางตาที่ตกนิดๆ ตามธรรมชาติของฉู่เจียงไหลโค้งลงกว่าเดิม เผยให้เห็นั์ตาสีดำขลับที่ดูไร้เดียงสาและไร้พิษภัย
"พี่กับคุณหนูเหวิน..." เขาพูดได้เพียงครึ่งประโยคก็ชะงัก ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเผลอทำเื่เปิ่นๆ ออกมา "อ่า สมองผมนี่นะ ปรับตัวไม่ทันสักที!" ฉู่เจียงไหลบ่นพึมพำกับตัวเอง "ไม่ควรเรียกว่าคุณหนูเหวินแล้วสินะ..."
"พี่กับพี่สะใภ้กำลังจะออกไปทานมื้อเย็นกันเหรอครับ?"
ความสามารถในการปรับตัวที่รวดเร็วเกินไปของเขา ราวกับน้ำกรดที่สาดซัดเข้ามากัดกร่อนหัวใจของฉู่ชิวไป๋จนรู้สึกปวดแสบปวดร้อน
เขาได้แต่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตูลิฟต์ ไม่รู้ว่าควรตอบโต้ยังไงให้เหมาะสม การใช้ชีวิตโดยที่ต้องประคองสติสัมปชัญญะให้ครบถ้วนมันยากเย็นเกินไป ราวกับได้รับโจทย์ข้อสอบในวิชาที่ไม่เคยเรียนมาก่อน และเขาก็ทำไม่ได้เลยสักข้อ แต่เมื่อพลิกหาเฉลยไปเจอหน้าที่มีคำอธิบายเกี่ยวกับฉู่เจียงไหล สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่า
นับั้แ่ล่วงรู้ความจริงบางอย่าง ชีวิตแต่ละวันของฉู่ชิวไป๋ก็เข้าสู่โหมดความยากระดับนรก เขาเหมือนแพทย์ที่ต้องผ่าตัดเนื้องอกในระบบทางเดินอาหารโดยไม่มีกล้องส่องตรวจ แม้จะพอระแคะระคายว่ามีเนื้อร้ายอยู่ แต่กลับจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันซ่อนอยู่ตรงไหนกันแน่
"พี่ชิวไป๋?" ฉู่เจียงไหลเรียกเขาด้วยความสงสัย
ฉู่ชิวไป๋พลันได้สติ เขาส่งเสียง "อืม" ในลำคอเบาๆ เป็เชิงตอบรับ
นี่คือความว่าง่ายที่เขาปรารถนาแท้ๆ แต่ความรู้สึกปวดปร่ากลับตีตื้นขึ้นมาจนจุกอกอย่างไร้เหตุผล ฉู่ชิวไป๋อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เขาไม่อยากก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่สี่เหลี่ยมคับแคบตรงหน้า ไม่อยากต้องเผชิญหน้ากับฉู่เจียงไหลตรงๆ เลยแม้แต่น้อย
"พวกพี่จะไปทานอะไรกันเหรอครับ?" ฉู่เจียงไหลเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
ประตูเปิดค้างนานเกินไปจนเสียงสัญญาณเตือนของลิฟต์ดังขึ้น แต่ฉู่ชิวไป๋กลับยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับเขยื้อน ความลังเลของเขาสร้างความงุนงงให้แก่เหวินอินที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็อย่างมาก
แต่สัญชาตญาณบอกเธอว่าไม่ควรยืนอยู่ใกล้ฉู่เจียงไหลตามลำพังเด็ดขาด หญิงสาวจึงคว้าท่อนแขนของฉู่ชิวไป๋ แล้วออกแรงดึงเบา ๆ ให้เขาเดินเข้าไปข้างในด้วยกัน
“พวกเรากะว่าจะหาอะไรง่ายๆ ทานแถวนี้แหละค่ะ แล้วคุณล่ะ? จะไปไหนคะ?” เหวินอินแสร้งถามด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
สายตาของฉู่เจียงไหลหยุดลงตรงจุดที่แขนของเธอกับฉู่ชิวไป๋ัักันเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเบนหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว "ที่บริษัทมีปัญหาเร่งด่วนนิดหน่อย ผมต้องรีบเข้าไปดู"
เหวินอินเดาว่าที่บริษัทคงมีเื่ด่วนจริง ๆ เพราะทันทีที่ลิฟต์หยุดที่ชั้น B1 ฉู่เจียงไหลซึ่งยืนอยู่ด้านในสุดก็รีบเบียดตัวแทรกผ่านฉู่ชิวไป๋ แล้วก้าวออกจากลิฟต์ทันที
ในจังหวะที่เดินสวนกันนั้น ปลายนิ้วที่ทิ้งตัวลงข้างลำตัวของเขาปัดผ่านหลังมือของฉู่ชิวไป๋อย่างแ่เบา
ฉู่ชิวไป๋เงยหน้ามองเขาด้วยความตื่นตระหนก
แต่ดูเหมือนฉู่เจียงไหลจะไม่รู้ตัวเลยสักนิด เขาเดินดุ่มๆ ออกจากลิฟต์ไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูเ็าและแข็งกระด้างให้ฉู่ชิวไป๋มองตาม
.
.
ระหว่างที่เคี้ยวรีซอตโตเห็ดทรัฟเฟิลดำกับหอยเม่นซึ่งเป็เมนูขึ้นชื่อประจำฤดูกาล เหวินอินก็เอ่ยถามฉู่ชิวไป๋ขึ้นมาว่า "เมื่อครู่นี้... น้องชายคุณดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจหรือเปล่าคะ?"
"ไม่หรอก" ฉู่ชิวไป๋ส่ายหน้า เขาค่อยๆ ตักทาร์ตไข่ปลาคาเวียร์เข้าปากด้วยสีหน้าพะอืดพะอมราวกับกำลังกลืนสารหนู
เหวินอินพอจะได้ยินมาบ้างว่าพี่น้องตระกูลฉู่แก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์กันจนเกิดความบาดหมางภายใน แต่เมื่อเห็นว่าฉู่ชิวไป๋ไม่อยากพูดถึงเื่นี้ เธอจึงฉลาดพอที่จะสงบปากสงบคำและไม่เซ้าซี้ถามต่อ
ตลอดมื้ออาหาร ฉู่ชิวไป๋ดูใจลอยอย่างเห็นได้ชัด กว่าจะเรียกสติกลับมาได้ก็ตอนที่ใกล้จะทานมื้อค่ำใกล้เสร็จ เขาปรึกษากับเหวินอินว่าอยากให้เธอไปพบกับทนายความที่ดูแลกองทุนทรัสต์ของตระกูลฉู่ด้วยกันโดยเร็วที่สุด
***
มีคำกล่าวว่า 'ความมั่งคั่งอยู่ได้ไม่เกินสามรุ่น' การส่งต่อทรัพย์สินและมรดกจึงเป็ปัญหาใหญ่ที่เหล่ามหาเศรษฐีทั่วโลกต่างต้องเผชิญและพยายามหาทางรับมืออย่างจริงจัง
ผู้ก่อตั้งตระกูลฉู่เองก็ไม่ต่างกัน เขาได้ทำการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าทั้งด้านการเงินและกฎหมาย จัดตั้ง 'สำนักงานครอบครัว' ขึ้น เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการและปกป้องทรัพย์สินของตระกูลฉู่โดยเฉพาะ
ตระกูลฉู่มีสายตระกูลแยกย่อยมากมายจนกลายเป็ตระกูลใหญ่ ฉู่เจิ้นเทียนถือว่าเป็สายเืที่มีความสามารถโดดเด่น หากตัดเื่ชีวิตส่วนตัวออกไป เขาก็นับว่าเป็ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลคนหนึ่ง
เขาเชื่อคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในสำนักงานครอบครัว วางโครงสร้าง*กองทุนทรัสต์ให้สอดคล้องกับความ้าของตนผ่านโครงสร้างองค์กร และทำพินัยกรรมจัดสรรทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเตรียมไว้ั้แ่เนิ่น ๆ
ดังนั้น หลังการจากไปอย่างกะทันหันของเขา การเตรียมการล่วงหน้านี้จึงช่วยให้ตระกูลฉู่สามารถรวบอำนาจควบคุมบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ไม่เปิดช่องว่างให้อาณาจักรธุรกิจอันยิ่งใหญ่ต้องสั่นคลอนจากการถูกผู้ถือหุ้นคนนอกหรือผู้บริหารระดับสูงฉวยโอกาสกัดกินผลประโยชน์ไปได้
"ชิวไป๋ กองทุนทรัสต์ที่คุณยื่นเื่ขอรับการจัดสรรนั้นไม่ได้มีความซับซ้อนมากนัก ทรัพย์สินหลักๆ ประกอบด้วยเงินสดจำนวนหนึ่งและหุ้นของบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์อีกสองแห่ง"
ซ่งเฉิงเป็ทนายที่รับใช้ตระกูลฉู่มานานเกือบยี่สิบปี หากเทียบกับฉู่เจียงไหลที่เพิ่งถูกรับตัวกลับมาเลี้ยงดูในประเทศตอนอายุเจ็ดแปดขวบแล้ว ความผูกพันระหว่างเขากับฉู่ชิวไป๋ย่อมลึกซึ้งกว่ามาก เขาเอ็นดูฉู่ชิวไป๋เหมือนลูกหลานในไส้และคอยดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดีเสมอมา
แม้ฉู่เจิ้นเทียนจะจัดตั้งกองทุนนี้ขึ้นโดยไม่ได้ปิดบังคนในครอบครัว แต่ซ่งเฉิงก็ยังคงอธิบายรายละเอียดให้ฉู่ชิวไป๋ฟังอย่างละเอียดถี่ถ้วนอีกครั้งเพื่อความชัดเจน
"ตามเจตนารมณ์ของคุณฉู่เจิ้นเทียน ซึ่งเป็ผู้ก่อตั้งและผู้มอบอำนาจ ในส่วนที่เป็เงินสดของกองทุนนี้ใช้วิธีการจัดสรรแบบคงที่ เมื่อพวกคุณทั้งสองอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์ จะได้รับเงินปันผลส่วนหนึ่งโอนเข้าบัญชีโดยตรงทุกเดือน"
"ส่วนเื่หุ้นบริษัท ในตอนนั้นคุณฉู่เจิ้นเทียนได้กำหนดเงื่อนไขเอาไว้ พูดง่ายๆ ก็คือ ระหว่างคุณกับเจียงไหล หากใครแต่งงานและมีทายาทก่อน ก็จะได้รับสิทธิ์ในการเลือกบริษัทใดบริษัทหนึ่งระหว่าง 'ฮั่นซง' กับ 'เฉียนฟาง' ไปบริหารก่อน"
เงื่อนไขเหล่านี้ฉู่ชิวไป๋ย่อมรู้อยู่แก่ใจ ไม่งั้นเขาคงไม่รีบร้อนแต่งงานกับเหวินอินขนาดนี้
“คุณได้แจ้งกับผมทางโทรศัพท์ว่า้ารับกรรมสิทธิ์ของเฉียนฟาง ถูกต้องไหมครับ?”
ฉู่ชิวไป๋พยักหน้ารับภายใต้สายตาที่จ้องมองมาของซ่งเฉิง "ครับ ทะเบียนสมรสกับผลอัลตราซาวนด์ผมเตรียมมาให้แล้ว"
ซ่งเฉิงรับเอกสารไปถือไว้ พลางเหลือบสายตามองเหวินอินที่กำลังก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถือด้วยความลังเลเล็กน้อย
ฉู่ชิวไป๋เห็นดังนั้นจึงพูดแนะนำ "นี่คือเหวินอิน ภรรยาของผมครับ"
เหวินอินที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกชื่อรีบเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้ซ่งเฉิงอย่างเป็มิตร แต่แล้วสายตาก็กลับไปจดจ่ออยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว... เห็นได้ชัดว่านายหญิงคนใหม่ไม่สนใจบทสนทนาตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย เทียบกับปัญหาเื่การสืบทอดมรดกแล้ว เธอดูจะสนใจคู่สนทนาในมือถือมากกว่า
ซ่งเฉิงรู้สึกว่าบรรยากาศระหว่างคู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันคู่นี้ แม้จะดูปรองดองแต่ก็ทะแม่งๆ ชอบกล แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการพบเจอผู้คนมามากหน้าหลายตา เขาจึงดึงสติกลับมาจดจ่อกับประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
“ชิวไป๋ มีบางเื่ที่หากผมพูดออกไปอาจดูไม่ยุติธรรมกับเจียงไหลนัก แต่ด้วยความเห็นแก่ตัวเล็ก ๆ ในฐานะคนกันเอง ผมก็ยังอยากเตือนคุณไว้สักหน่อย…” ซ่งเฉิงเรียบเรียงคำพูดอย่างระมัดระวัง “เฉียนฟางนับเป็บริษัทที่ดีแห่งหนึ่ง ให้ความสำคัญกับการวิจัยและการลงทุน อีกทั้งยังถือครองสิทธิบัตรไว้เป็จำนวนมาก จะเรียกว่าเป็น้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิตของคุณฉู่เจิ้นเทียนก็คงไม่ผิดนัก”
ยามทอดสายตามองเ้านายหนุ่มตรงหน้า ซ่งเฉิงััได้ถึงความเรียบง่ายและอ่อนโยน ซึ่งเป็สิ่งที่หาได้ยากในหมู่ทายาทมหาเศรษฐีคนอื่นๆ
ถึงแม้จะมีใบหน้าที่ดูเ็าห่างเหิน แต่ในฐานะทนายความส่วนตัวที่คอยดูแลมูลนิธิการกุศลในนามของฉู่ชิวไป๋มาโดยตลอด ซ่งเฉิงย่อมรู้ดีที่สุดว่าชายหนุ่มคนนี้แท้จริงแล้วเป็คนมักน้อยมาก และใจกว้างอย่างเหลือเชื่อเวลาทำบุญ
เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวอันน้อยนิดของเขา จำนวนเงินที่ฉู่ชิวไป๋บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้นั้นกลับมากมายมหาศาลจนน่าใ จะเรียกว่าเป็พระโพธิสัตว์มาโปรดก็คงไม่เกินจริง
ซ่งเฉิงให้คำแนะนำฉู่ชิวไป๋อย่างจริงใจ "หากมองในมุมของการถือครองสิทธิบัตร เฉียนฟางนั้นไร้ที่ติจริงๆ ครับ แต่ถ้ามองในแง่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพในอนาคตของฮั่นซงนั้นเหนือกว่าเฉียนฟางอยู่หลายเท่า ดังนั้น ผมจึงอยากให้คุณลองพิจารณาดูอีกครั้ง..."
"ไม่จำเป็หรอกครับ" ฉู่ชิวไป๋พูดขัดขึ้นเบาๆ "ขอบคุณมากครับทนายซ่ง ผมทราบดีว่าที่คุณพูดมาทั้งหมดก็เพราะหวังดีกับผม"
สีหน้าของเขาค่อนข้างซีดเซียว เพราะผอมลง โครงหน้าจึงดูชัดและราบเรียบกว่าแต่ก่อน อีกทั้งบุคลิกโดยรวมก็ดูเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมขึ้น แต่แววตากลับไร้ซึ่งความสดใสเหมือนครั้งสุดท้ายที่ซ่งเฉิงได้พบ มันดูเหมือนบ่อน้ำลึกที่จู่ ๆ ก็แห้งขอด เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้าและความอ้างว้างเดียวดาย
"แต่สำหรับผม มีเงินพอใช้ก็เพียงพอแล้วครับ ผม้าเฉียนฟาง เพราะมันคือน้ำพักน้ำแรงทั้งชีวิตของพ่อ"
.
.
คนเราย่อมมีปณิธานแตกต่างกัน บางคนไขว่คว้าชื่อเสียงลาภยศ ในขณะที่บางคนให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่าคุณค่าทางจิตใจ ในเมื่อไม่อาจทัดทานได้ ซ่งเฉิงจึงจำต้องหยิบเอกสารทางกฎหมายที่เตรียมไว้ออกมาให้ฉู่ชิวไป๋ลงนาม
ก่อนจากกัน เขายังได้เอ่ยเตือนให้ฉู่ชิวไป๋หาเวลาพักผ่อนบ้าง
"เทียบกับครั้งก่อนที่เจอกัน คุณดูผอมลงไปเยอะเลยนะครับ ลูกชายเพื่อนผมก็เป็หมออยู่หน้างาน เห็นบ่นอยู่บ่อยๆ ว่างานของศัลยแพทย์หนักเอาการ แต่ถึงงานจะรัดตัวแค่ไหนก็อย่าละเลยสุขภาพนะครับ”
ฉู่ชิวไป๋พยักหน้ารับพร้อมกล่าวขอบคุณ เขาจับมือร่ำลากับที่ปรึกษาาุโผู้ทุ่มเทแรงกายแรงใจรับใช้เขาและตระกูลฉู่มานานเกือบยี่สิบปี ก่อนที่ต่างฝ่ายจะแยกย้ายกันไป
.
.
ขากลับ โทรศัพท์ของเหวินอินสั่นไม่หยุด แต่เธอกลับกดตัดสายทิ้งอย่างรวดเร็วทุกครั้ง ไม่แม้แต่จะปรายตามองชื่อคนโทรเข้า
ฉู่ชิวไป๋ซึ่งกำลังขับรถ เมื่อได้ยินเสียงสั่นเตือนที่ดังถี่รัวจากโทรศัพท์ของเหวินอิน ก็อดนึกถึงเื่ราวในอดีตไม่ได้
***
ตอนนั้นฉู่เจียงไหลนัดเขาไปเที่ยวสวนสนุกหลังเลิกงาน แต่ด้วยความขี้สงสาร เขาจึงรับตรวจคนไข้ที่ดั้นด้นมาจากต่างมณฑลเพิ่มอีกหลายคิวจนผิดเวลานัด
ด้วยความกังวลว่าเขาอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างทาง ฉู่เจียงไหลจึงกระหน่ำโทรหาเขาเป็ร้อยสายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
"พี่รู้ไหมว่าการไม่รับโทรศัพท์มันเป็เื่ร้ายแรงแค่ไหน! พี่ทำผมใแทบตาย!"
ฉู่เจียงไหลในตอนนั้นยืนกำเชือกลูกโป่งพวงใหญ่ไว้ในมืออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าสวนสนุก ดูน่ารักน่าเอ็นดูขัดกับอารมณ์ที่กำลังโกรธจนควันออกหูของเ้าตัวมาก ก่อนจะขู่ด้วยน้ำเสียงดุๆ ว่า "ถ้าคราวหน้าพี่ยังไม่รับสายผมอีก ผมจะขังพี่ไว้! จะไม่ให้พี่ได้ออกไปตรวจคนไข้แม้แต่คนเดียวเลยคอยดู!"
"หืม? ดุขนาดนั้นเชียว?" ฉู่ชิวไป๋แกล้งเย้าแหย่ "แต่ฉันไม่ชอบคนดุๆ นะ..."
ฉู่เจียงไหลที่คิดเป็จริงเป็จังมีท่าทีอ่อนลงทันที แต่น้ำเสียงยังเจือความคับแค้นใจไม่หาย "วันหลังจะไม่ให้พี่ขับรถเองแล้ว! เดี๋ยวผมไปรับพี่เอง! แล้วไอ้คนไหนมันกล้ามาแทรกคิวพี่? แม่งน่าจับไปฆ่าหมกป่าชะมัด!"
"เอ้า ไหงยังดุอยู่อีกล่ะเนี่ย!" ฉู่ชิวไป๋ยิ้มตาหยีพลางยื่นมือไปบีบแก้มป่องๆ ของเขา "อืม ดูท่าน้องชายคนนี้คงเก็บไว้ไม่ได้แล้วแฮะ ต้องหาคนใหม่มาเปลี่ยนซะแล้ว"
“หาคนใหม่มาเปลี่ยน?” เ้าเด็กเอาแต่ใจที่เพิ่งสงบลงเมื่อครู่กลับทำหน้าถมึงทึงยิ่งกว่าเดิม เขาหรี่ตามองด้วยสายตาอำมหิตพลางถามเสียงเข้ม “พี่จะเปลี่ยนยังไง?”
ฉู่ชิวไป๋อมยิ้ม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้อย่างมีเลศนัยก่อนจะฉวยโอกาสขโมยจูบที่มุมปากของอีกฝ่าย คำตอบทีเล่นทีจริงของเขาละลายหายไปในรสจูบที่ชุ่มฉ่ำและคลุมเครือ
"ฉันก็จะทำแบบนี้ก่อน แล้วค่อยทำแบบนั้น... นายว่าดีไหม? อื้อ—"
ลูกโป่งพวงใหญ่ในมือของฉู่เจียงไหลหลุดลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้าไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะของฉู่ชิวไป๋
ความเคร่งครัดต่อศีลธรรม ความละอายใจ ความระมัดระวัง และการหักห้ามใจ... พันธนาการทุกอย่างของฉู่ชิวไป๋มลายหายไปในวินาทีนั้น เหลือเพียงรสจูบที่ร้อนแรง เร่งเร้าและดึงดูดใจจนถอนตัวไม่ขึ้น
ท่ามกลางเสียงฮือฮาของผู้คนที่จับจ้องไปที่ลูกโป่งราคาแพงระยับจำนวนมากที่ลอยอยู่กลางอากาศ ฉู่เจียงไหลกลับสนใจเพียงการจูบคนตรงหน้าอย่างดุดัน ใช้ทุกการกระทำตอกย้ำฉู่ชิวไป๋ว่า 'ไม่ได้เด็ดขาด'
...จะน้องชายหรือคนรักก็เปลี่ยนไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากฉู่เจียงไหลแล้ว ชาตินี้ทั้งชาติฉู่ชิวไป๋ก็อย่าหวังว่าจะเปลี่ยนไปเป็ของใครหน้าไหนได้อีก
...
*ทรัสต์ครอบครัว (Family Trust) หมายถึงโครงสร้างทางกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหาร ดูแล และปกป้องทรัพย์สินของตระกูล โดยมอบหมายให้บุคคลหรือนิติบุคคลเป็ผู้จัดการทรัพย์สินแทนสมาชิกในครอบครัว ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้