ทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว)

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 สกุลต่ง

            สิ่งที่เคอโยวหรานพึมพำทำให้การคาดเดาของต้วนเหลยถิงเด่นชัดยิ่งขึ้นและค่อยๆ กลายเป็นเค้าโครง แต่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น จำต้องมีการพิสูจน์เสียก่อน

            ด้วยเหตุนี้ คนทั้งสองจึงจับพลัดจับผลูบุกเข้าไปในห้องลับเก็บสมบัติอีกหลายห้อง ล้วนแต่ถูกเคอโยวหรานโกยสมบัติจนโล่งเตียน ทางด้านต้วนเหลยถิงอดอุทานมิได้ สมบัติเซียนที่ผู้เฒ่าทั้งสองมอบให้ช่างเก่งกาจนัก นึกไม่ถึงว่าจะเก็บกวาดจนเกลี้ยงยิ่งกว่าฝูงตั๊กแตนบุกนาข้าวเสียอีก

            ภายในห้องลับโดยส่วนใหญ่จัดเก็บเสบียงอาหาร ผ้าฝ้ายผ้าหยาบ ดาบกับง้าว ฟูกนอนสำเร็จรูป รวมถึงแร่เหล็กจำนวนมาก เพียงพอต่อการติดอาวุธให้ทหารห้าแสนนายต่อปี

            สถานที่แห่งนี้กว้างขวางจนเกินไปจริงๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่างกับใยแมงมุม ครั้นเดินไปจนถึงช่วงท้าย ขาของเคอโยวหรานก็อ่อนแรงไม่ฟังคำสั่งเสียแล้ว

            เมื่อเห็นว่าเคอโยวหรานเหน็ดเหนื่อยอย่างหนัก ต้วนเหลยถิงพลันย่อกายลงแบกนางขึ้นหลังเพื่อเดินหาทางออกต่อ เขาวงกตเช่นนี้ หากคิดจะออกไปโดยไม่มีแผนที่และอาศัยเพียงประสบการณ์ย่อมถือเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง

            เคอโยวหรานถือตะกร้าลูกหมาป่า เอ่ยพลางชูคบเพลิงว่า

            “ซานหลาง สกุลต่งสร้างห้องเก็บสมบัติขนาดใหญ่ถึงเพียงนี้ พวกเขาคิดจะทำการใดกันแน่เจ้าคะ? หากพวกเราออกไปไม่ได้ ข้าเก็บสมบัติตั้งมากมายเอาไว้แล้วยังจะมีประโยชน์อันใด?”

            ต้วนเหลยถิงเอ่ยในสิ่งที่คาดเดา “สกุลต่งอาจเป็นกิ่งก้านของผู้มีอำนาจในราชสำนักบางคน จุดประสงค์ก็เพื่อช่วยเก็บรวบรวมเสบียงและเงินเดือนทหารให้ผู้มีอำนาจคนนั้น”

            เคอโยวหรานใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “กระต่ายเจ้าเล่ห์ยังมีสามอุโมงค์ ผู้มีอำนาจย่อมไม่มีทางสั่งสมจุดรวบรวมทรัพย์สินไว้แค่ที่สกุลต่ง ภายในราชสำนักมีคนเช่นนี้อยู่เยอะหรือไม่เจ้าคะ?”

            “มีหลายคน พวกเขาต่างคานอำนาจกัน คอยควบคุมซึ่งกัน ยามนี้ยังนับได้ว่าสมดุล” ต้วนเหลยถิงเอ่ยขณะก้าวเท้าเดิน ทว่าเบื้องหน้าไร้หนทาง กลายเป็นห้องลับอีกห้องหนึ่งเสียแล้ว

            คนทั้งสองต่างไร้คำใดจะเอ่ย หากเอาแต่เดินเตร่ต่อไปและเปิดห้องลับจนหมดก็ยังหาทางออกไม่เจอ ถึงยามนั้นจะทำอย่างไร?

            ทำได้เพียงลองเปิดห้องลับเพื่อเข้าไปสำรวจดูข้างในสักหน่อย โชคดีที่ต้วนเหลยถิงฝึกทักษะทางด้านกลไกกับดักได้ช่ำชองยิ่งนัก มิเช่นนั้นพวกเขาคงต้องจบเห่ไปนานแล้ว

            ขณะทำลายกลไกกับดัก ต้วนเหลยถิงยังรื้อถอนและดัดแปลงกลไกกับดักตรงจุดนี้ไปไม่น้อย

            การทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ภายใต้สถานการณ์ที่พวกเขาหาทางออกไม่พบและถูกผู้อื่นเจอตัวเข้า การดัดแปลงกลไกกับดักเหล่านี้จะสามารถขัดขวางผู้ที่ต้องการตามล่าพวกเขาได้

            ไม่นานนัก ห้องลับแห่งนี้ก็ถูกต้วนเหลยถิงเปิดออก ภายในนั้นมิใช่เงินทองของมีค่า เสบียงอาหาร หรืออาวุธอีกต่อไป แต่คือชั้นวางตำราตั้งเรียงราย

            เพื่อไม่ให้ห้องนี้ติดไฟ เคอโยวหรานจึงดับคบเพลิงแล้วล้วงหยิบไข่มุกราตรีที่ได้มาจากห้องลับแห่งอื่นออกมาจำนวนสองลูก จัดการมัดไว้เหนือศีรษะของตนกับต้วนเหลยถิง กลายเป็นหลอดไฟอัตโนมัติสองหลอด

            เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีมือว่างสองมือ สบายขึ้นไม่น้อย

            ห้องลับนี้แตกต่างจากห้องลับอื่นๆ มีกับดักมากมายนับไม่ถ้วนเรียงรายอยู่ภายใน หากไม่ทันระวังอาจสิ้นชีพคาที่ก็เป็นได้

            ต้วนเหลยถิงระงับความคิด มุ่งความสนใจไปยังการทำลายกลไกกับดัก จากนั้นพาเคอโยวหรานย้ายตำแหน่งไปยังข้างชั้นวางตำราอย่างระแวดระวัง

            ชายหนุ่มหยิบสมุดบันทึกเข้าเล่มเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกอ่านก่อนเอ่ยทั้งรอยยิ้มว่า “โยวหราน เจ้าช่างเป็นดาวนำโชคของข้าจริงๆ ข้าว่าสถานที่ที่พวกเราบุกเข้ามามิใช่กิ่งก้านสาขาย่อย แต่เป็นลำต้นสำคัญ เจ้าลองดูสิ่งนี้เถิด”

            เขากล่าวพลางกางสมุดบันทึกเข้าเล่มไปตรงหน้าเคอโยวหราน “เนื้อหาเหล่านี้คือบันทึกความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีบรรดาศักดิ์สูงส่ง ขุนนาง และเครือญาติของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการจดบันทึกหลักฐานการทุจริตและฝ่าฝืนกฎหมายเอาไว้อีกด้วย

            สิ่งของในห้องนี้สำคัญและน่าสนใจยิ่งกว่าข้าวของภายในห้องที่พวกเราเดินผ่านมายิ่งนัก”

            เคอโยวหรานกวาดตาอ่านเนื้อหาบนสมุดบันทึกเข้าเล่ม “ให้ตายเถิด! นี่มันระเบียนบุคคล ท่านต้องการสิ่งของเหล่านี้ใช่หรือไม่? เพราะสกุลต้วนเกี่ยวข้องกับราชสำนักใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            “อืม!” ต้วนเหลยถิงไม่ปฏิเสธ เอ่ยโดยไม่ลังเลว่า “เก็บรวบรวมข้าวของเอาไว้มากมายถึงเพียงนี้ จะต้องมิได้เพิ่งเริ่มทำอย่างแน่นอน ผู้อยู่หลังม่านสกุลต่งมีความทะเยอทะยานสูง ทั้งอำนาจในมือไม่น้อยเป็นแน่ ข้าจะลองทำลายกลไกกับดักทั้งหมด เจ้าช่วยข้าเก็บข้าวของเหล่านี้ได้หรือไม่?”

            “ได้เจ้าค่ะ!” เคอโยวหรานตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะคิด

            “นอกจากตำราที่อยู่เบื้องหน้าเจ้า ห้ามแตะต้องสิ่งอื่นเป็นอันขาด ยืนอยู่ตรงนี้ห้ามขยับ คอยข้า!”

            ต้วนเหลยถิงกำชับก่อนจะถอยออกจากเขตปลอดภัยอย่างระแวดระวัง...

            ยืนเฉยๆ ก็น่าเบื่อ เคอโยวหรานจึงหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกอ่าน

            สิ่งของเหล่านี้ล้วนแต่เป็นความลับ ไม่แน่ว่าภายหน้าอาจได้ใช้ประโยชน์ ทำความเข้าใจไว้สักหน่อยย่อมเป็นเรื่องดี

            ขณะนั้นเอง พลันมีเสียงดังฟังชัดอันคุ้นหูดังเข้ามา นี่มิใช่เสียงของหลินโส่วเสียนที่ใส่ร้ายความบริสุทธิ์ของตนเมื่อเช้าหรอกหรือ?

            เหตุใดถึงได้ยินเสียงของเขาในห้องลับแห่งนี้? หรือว่าที่นี่ก็คือทางออก?

            เคอโยวหรานอดเงี่ยหูฟังมิได้ ต้นตอของเสียงมาจากเหนือศีรษะของตน

            ได้ยินเพียงหลินโส่วเสียนที่เอ่ยว่า “สกุลเคอไม่รักษาสัญญา ยกภรรยาเอกของข้าให้ออกเรือนกับสกุลต่ง นี่นับเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่ง วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อทวงความยุติธรรม”

            “เจ้าจะเอาอย่างไร?” นี่คือเสียงของคนแปลกหน้า ฟังดูคล้ายเสียงคนหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ

            หลินโส่วเสียนเอ่ย “สกุลเคอกับสกุลต่งต้องจ่ายเงินชดเชยให้ข้า อย่างน้อยเป็นเงินห้าร้อยตำลึง”

            “หึ ข้าเองก็เป็นผู้เสียหาย สกุลเคอยกสตรีที่มีสัญญาหมั้นหมายและไม่สะอาดให้มาออกเรือนกับข้า ข้าต่งปี้อู่ก็จะไปทวงคำอธิบายจากสกุลเคอเช่นกัน! เจ้ามาขอให้สกุลต่งจ่ายเงินชดเชย ทำเช่นนี้คิดอยากได้เงินจนเสียสติแล้วกระมัง?”

            ต่งปี้อู่? เคอโยวหรานพยายามค้นหาในความทรงจำเจ้าของร่างเดิม ในที่สุดก็นึกขึ้นได้ด้วยความทรงจำอันน้อยนิดที่หลบอยู่ในซอกหลืบ

            นี่มิใช่คุณชายน้อยสกุลต่งที่เคอเสี่ยวหรูออกเรือนด้วยหรอกหรือ?

            “ปี้อู่ ข้าไม่เคยมีสัญญาหมั้นหมาย ซิ่วไฉผู้นี้หมั้นกับเคอต้ายาลูกพี่ลูกน้องของข้า ท่านอย่าได้ฟังเขากล่าววาจาเหลวไหลนะเจ้าคะ”

            เสียงของเคอเสี่ยวหรูดังขึ้น น้ำเสียงแหบห้าวเสียจนทำให้คนขนลุก แต่กลับยังพยายามเลียนน้ำเสียงออดอ้อนของผู้อื่น

            เคอโยวหรานถึงกับกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว

            “ปี้อู่ เรื่องการหมั้นหมายจะต้องมีบางสิ่งแอบแฝงเป็นแน่ พวกเราเข้าไปหารือกันในห้องดีหรือไม่ ถกเรื่องภายในครอบครัวอยู่กลางถนนใหญ่เช่นนี้ คงไม่น่าดูนักกระมัง?”

            คล้ายว่านี่จะเป็นเสียงของบิดาเคอเสี่ยวหรู คือเคอเจิ้งหนานผู้รับตำแหน่งนายทะเบียนอยู่ในอำเภอ

            “ไม่ ข้าไม่เข้าไป ข้าเป็นเพียงบัณฑิตอ่อนแอไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะมัดไก่ หากข้าเข้าไปหารือในห้อง เช่นนั้นจะยังมีชีวิตรอดออกมาได้อีกหรือ?” หลินโส่วเสียนเอ่ยด้วยความร้อนรน

            “หลานชาย เข้าไปพูดคุยกันในห้องเถิด เรื่องภายในครอบครัว จะกล่าวออกมาให้ผู้อื่นหัวเราะเยาะได้อย่างไร?”

            หลังเสียงของผู้เฒ่าเคอดังขึ้นก็ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวุ่นวาย จากนั้นเหลือเพียงเสียงจอแจจากทั้งสี่ทิศที่ไม่ควรค่าให้ใส่ใจแต่อย่างใด

            ภายในห้องลับค่อยๆ เงียบสงบลง

            เคอโยวหรานคิดในใจ คาดว่าพวกนางอาจอยู่ใต้ตรอก หากทะลุเพดานขึ้นไปด้านบนจากตำแหน่งนี้ ไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องหรือไม่

            เคอโยวหรานล้มเลิกความคิดของตนเองภายในเวลาอันรวดเร็ว การออกไปเช่นนี้สะดุดตาเกินไป ครั้นถูกเปิดเผยใต้หนังตาของสกุลต่ง จะไม่นำมาซึ่งการตามฆ่าอย่างไร้ที่สิ้นสุดหรอกหรือ?

            ยังคงต้องหาหนทางให้พบแล้วออกไปจากห้องลับนี้อย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าตรงทางออกจะมีคนเฝ้าไว้หรือไม่?

            เคอโยวหรานส่ายหน้า นางพลิกอ่านตำราภายในมือ ทันใดนั้นก็มีม้วนหนังวัวแผ่นหนึ่งกลิ้งลงมาจากชั้นตำรา

            หญิงสาวค้อมเอวลงไปเก็บขึ้นมาและคลี่ออกอ่าน นี่คงมิใช่ภาพแปลนการก่อสร้างเขาวงกตแห่งนี้กระมัง?

            ถูกตนหาพบอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้เชียว เป็นของปลอมใช่หรือไม่? เอามาวางไว้ตรงนี้เพื่อรอให้คนมาตกหลุมพรางกระมัง?

            เคอโยวหรานวางตำราลง ตั้งใจมองพิจารณาภาพนี้โดยละเอียด ทั้งอ่านทั้งเดินไปยังจุดที่เพิ่งผ่านมาก่อนหน้านี้อย่างครุ่นคิด

            มิต้องเอ่ยว่าเหมือนกับภาพที่อยู่ในมือไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ไม่รู้ว่ากลไกกับดักที่ทำสัญลักษณ์เอาไว้ข้างบนจะเหมือนกันด้วยหรือไม่

            เรื่องนี้ต้องรอให้ต้วนเหลยถิงมาตัดสินใจ เพราะนางไม่มีความรู้เรื่องกลไกกับดักอย่างแท้จริง

            หากสัญลักษณ์ที่กำกับเอาไว้ทั้งหมดเหมือนกัน เช่นนั้นภาพนี้ก็เป็นของจริง

            เคอโยวหรานลากนิ้วตามหาทางออกบนภาพแปลนนี้ จนกระทั่งหาพบนางก็ถึงกับระเบิดเสียงอุทานดังลั่น “บัดซบ บิดาเจ้าเถิด!”

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน