ท่ามกลางความมืดบนถนนที่เงียบสงัดเสียงรถม้าแล่นเหยียบแผ่นหินบนพื้นดังชัดเจน รถม้าสั่นไปมา ยามนี้ผู้คนต่างหลับใหลแต่คนที่นั่งอยู่ในรถม้ากลับยังครุ่นคิดอะไรอยู่ นางนั่งพิงรถม้า มือจับอยู่ที่ขมับในแววตาเต็มไปด้วยเรื่องร้อนใจ
ในใจนางกำลังคิดเรื่องอะไรบางอย่าง...เรื่องแรกทำไมจู่ ๆ ท่านเสนาบดีถึงถามเรื่องสามีนางเช่นนี้? หลายปีก่อนที่สามีนางซางห้วยเฉิงได้รับบาดเจ็บ ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ นางพยายามหาวิธีรักษาเขามาโดยตลอดหากนางถอดใจ ซางห้วยเฉิงคงจะตายไปนานแล้ว ด้วยอาการบาดเจ็บแบบนั้นต่อให้จะเป็นหมอมือดีที่สุดในใต้หล้า แต่หากหาตัวยาทั้งหมดมาไม่ได้ก็คงหมดหนทางเยียวยา
ซางห้วยเฉิงสลบไปนานหลายปี แต่คนในหน่วยทหารไม่เคยถามถึงเลยสักครั้งยิ่งไปกว่านั้น พวกเขามักหลบเลี่ยงเรื่องนี้ตลอด ไม่มีใครอยากเอ่ยปากพูดถึงแต่ทว่าวันนี้จู่ ๆ ท่านเสนาบดีก็ถามถึงขึ้นมา ทั้งยังบอกให้ระวังคนของไทเฮาอีกเพราะเหตุใดกัน?
จวงเฟยเฟยหวนนึกถึงคำพูดของเฉินไจ่เหยียนนางรู้สึกว่าเขามีอะไรบางอย่างที่พูดออกมาไม่หมด
ดูท่าต้องส่งสามีออกนอกเมืองหลวงแล้วจริงๆ แต่จะส่งไปที่ไหนกันเล่า?
จักรวรรดิต้าซี?
ในใต้หล้านี้ ก็คงมีเพียงจักรวรรดิต้าซีเท่านั้นที่แคว้นเยี่ยนไม่กล้าทำอะไรล่วงเกิน
เรื่องที่สองก็คือเรื่องของอันเจิง
พูดตามความจริงจวงเฟยเฟยก็ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกับอันเจิง นางรู้ว่าอันเจิงมีบุญคุณต่อตนเองแต่นางก็ได้ตอบแทนบุญคุณไปไม่น้อยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ยอมให้อันเจิงเป็นเพื่อน...อาจพูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนแต่มันเหมือน...น้องชายมากกว่า?
เมื่อในสมองนางมีคำว่าน้องชายโผล่ออกมาราวกับนางมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่นะอันเจิงจะเป็นน้องชายนางได้อย่างไร เพียงแค่เด็กหนุ่มคนนั้นมีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าสนิทสนมกันเท่านั้น
แต่ยิ่งนางอยากควบคุมความคิดของตัวเองมากเท่าไหร่ความคิดนั้นก็ยิ่งผุดขึ้นมามากเท่านั้น เดิมทีน้องชายของนางป่วยตั้งแต่เด็กตอนนั้นบ้านนางฐานะยากจนมาก ถึงแม้ว่าบิดามารดาและนางจะพยายามสุดความสามารถแล้วแต่สุดท้ายก็ช่วยชีวิตน้องชายนางไว้ไม่ได้ อันเจิงที่เจอกันตอนอยู่ในโลกมายาก็เหมือนกับน้องชายนางในวัยเด็กรูปร่างผอมแต่กลับเป็นเด็กหัวแข็ง
ตอนนั้น ในสมองนางก็นำภาพน้องชายในความทรงจำมารวมเข้ากับอันเจิงทำให้นางสับสนเป็นอย่างมาก
ชั่วขณะนั้น รถม้าก็มาถึงหน้าประตูสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แล้ว
“ฮูหยิน ถึงแล้วขอรับ”
ชายชราที่บังคับรถม้าอายุราวห้าสิบกว่าปีแต่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ภายใต้หมวกฟางคือใบหน้าที่มีหนวดเคราสีขาวเขามีผิวเข้ม คนที่มักตากแดดเป็นประจำก็จะมีสีผิวเช่นนี้ เขาไว้หนวดเคราและดูเป็นผู้อาวุโสที่มีจิตใจเมตตา
“ขอบคุณมาก ท่านกลับไปก่อนเถอะ”จวงเฟยเฟยพูดขึ้น จากนั้นก็เดินไปยังหน้าประตู
ชายชราถาม “ไม่ต้องรอที่นี่จริงหรือ?”
จวงเฟยเฟยส่ายหน้า “ข้ากับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์คุ้นเคยกันดีอันเจิงก็เป็นเพื่อนกับข้า ข้าอยู่ที่นี่ไม่เป็นไรหรอก”
ชายชราพยักหน้า “ได้ งั้นข้าจะกลับไปก่อนหากท่านมีเรื่องอะไรก็ส่งสัญญาณนะ แล้วข้าจะรีบตามมา”
จวงเฟยเฟยพยักหน้ารับ “กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะหลายปีมานี้ห้วยเฉิงไม่ฟื้นขึ้นมาสักที เรื่องทั้งในและนอกของโรงจวี้ฉ่างก็ได้ท่านคอยดูแลหากไม่มีท่านข้าคงยอมแพ้ไปนานแล้ว”
ชายชราถอนหายใจพลางพูด “ข้าไม่ลำบากสักนิดฮูหยินต่างหากที่ลำบาก หลายปีมานี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”
จวงเฟยเฟยก้มหัวลง “ขอบคุณ”
ชายชราส่ายหน้า จากนั้นก็ขับรถม้าออกไป แต่เขาไม่ได้จากไปไกลเลยเมื่อพ้นถนนด้านหน้าสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ เขาก็จอดรถม้าพลางเอนกายหลับตาพักผ่อน ดูเผินๆ ราวกับเขาหลับ แต่ในระยะห้าร้อยกิโลเมตรโดยรอบนี้ หากมีการเคลื่อนไหวของพลังก็ไม่อาจจะปกปิดเขาได้
จวงเฟยเฟยเคาะประตูเบา ๆผ่านไปไม่นานประตูก็เปิดออก ผู้เฒ่าฮั่วชะโงกหน้าออกมาดูจากนั้นก็ชะงักไป “แม่นางจวงเช้าขนาดนี้ท่านมาทำไมหรือ”
ขณะนี้ฟ้าเกือบสว่างแล้ว ปลายขอบฟ้าเริ่มมีแสงรำไร
จวงเฟยเฟยยิ้ม“มีเรื่องด่วนต้องการพบเจ้าสำนักอันสักหน่อย รบกวนช่วยบอกให้ข้าที”
ผู้เฒ่าฮั่วเปิดประตู “รีบเข้ามาเถอะ ด้านนอกมีน้ำค้างเยอะ”
เขาปิดประตูเอาไว้อย่างดีจากนั้นก็เดินนำจวงเฟยเฟยเข้ามาในสำนัก ขณะนี้เหล่าชายร่างกำยำในสำนักเริ่มตื่นขึ้นมาฝึกร่างกายแล้วคนเหล่านี้มีสีหน้าเคร่งขรึม ดูแล้วราวกับมีความเจ็บปวดบางอย่างจวงเฟยเฟยรู้สึกสนใจขึ้นมา นางรู้สึกว่าอันเจิงไม่เหมือนคนทั่วไปแม้กระทั่งคนรอบตัวของเขาก็ยังไม่ปกติ
บนตัวนางยังสวมชุดของผู้ชายอยู่ฉะนั้นชายร่างกำยำในสำนักก็เลยไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าพวกเขาสวมกางเกงขาสั้นและอาบน้ำอยู่ ภายใต้แสงไฟริบหรี่ ชายเหล่านั้นดูแข็งแกร่งและกำยำมากด้านข้างมีชุดขาววางอยู่ คาดว่าเป็นชุดที่เพิ่งหาซื้อมา อีกประเดี๋ยวพวกเขาก็คงจะสวมใส่ชุดเหล่านั้นเพราะเป็นคนที่มีหน้าที่แบกโลงศพจึงตื่นแต่เช้าขึ้นมาแต่งตัว
ผู้เฒ่าฮั่วเดินนำจวงเฟยเฟยไปที่หน้าห้องอันเจิงทันใดนั้น ประตูก็ถูกเปิดออกจากด้านใน สีหน้าอันเจิงดูอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก“เข้ามานั่งก่อนเถอะ ผู้เฒ่าฮั่ว รบกวนบอกคนทำกับข้าวส่งเข้ามาในนี้ด้วย”
ผู้เฒ่าฮั่วพยักหน้า“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
จวงเฟยเฟยเดินเข้าประตูไปนี่เป็นครั้งแรกที่นางเข้ามาในห้องอันเจิง เมื่อมองสำรวจไปรอบ ๆจึงพบว่าในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย นอกจากของที่จำเป็นต้องมี ก็ไม่มีของตกแต่งอย่างอื่นเลย
หลังจากนั่งลงแล้วจวงเฟยเฟยยิ้มพลางพูดขึ้น “นี่ไม่เหมือนบ้านของมหาเศรษฐีเลยสักนิด ข้าเคยคิดว่าบ้านของมหาเศรษฐีคงไม่มีบ้านไหนไม่เต็มไปด้วยของประดับล้ำค่าแต่ในห้องเจ้า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคงเป็นเก้าอี้ที่ทำมาจากต้นสาลี่นั่นกระมัง ทั้งยังเป็นเก้าอี้ที่ซ่อมมาแล้วเสียด้วย”
อันเจิงยิ้มแห้ง ๆ “เจ้ายังมีอารมณ์มาตลกอีกนะ”
จวงเฟยเฟยเลิกคิ้วที่งดงามของนางขึ้น“ข้าไม่ใช่คนก่อเรื่องสักหน่อย และข้าก็ไม่ใช่คนที่บุกไปฆ่าใครต่อใครด้วย ทำไมข้าจะต้องไม่มีอารมณ์ตลกด้วยเล่าแต่ถึงแม้เพื่อนเจ้าจะเกิดเรื่อง...เจ้าก็อย่าเสียใจนักเลยคนตายแล้วหวนกลับมาไม่ได้ อย่างไรเสียเจ้าก็แก้แค้นให้เขาแล้ว”
“ขอบคุณ”
“ไม่ต้องเกรงใจข้าขนาดนั้นตอนนี้ตัวเขาอยู่ที่ไหน?”
อันเจิงชี้ไปยังด้านนอก“อีกเดี๋ยวในสำนักจะจัดงานศพ ตอนนี้ร่างของเขาวางไว้ที่ห้องโถง”
“พาข้าไปเผากระดาษให้เขาหน่อยสิ หลังจากนี้ข้ากลัวว่าตัวเองจะไม่มีเวลามาที่นี่แล้ว”
จวงเฟยเฟยลุกขึ้น อันเจิงไม่ได้ห้ามแต่กลับพานางเดินออกจากห้องไป
ณ ห้องโถงสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ ร่างของจิงสานลิ้งถูกทำความสะอาดแล้วบาดแผลในตัวถูกเย็บและเปลี่ยนชุดใหม่ เขานอนอยู่ที่นั่นอย่างสงบราวกับนอนหลับก็ไม่ปาน
ด้านหน้าศพของจิงสานลิ้งมีโต๊ะบูชาบนโต๊ะมีหัวคนวางเรียงกันอยู่
อันเจิงหยิบกระถางเผากระดาษเข้ามาจากนั้นก็ยื่นกระดาษเงินให้จวงเฟยเฟย นางคุกเข่าอยู่ด้านหน้ากระถางแล้วเผากระดาษ “ขอให้พี่ชายท่านนี้ไปดีนะอันเจิงช่วยเจ้าล้างแค้นเรียบร้อยแล้ว เจ้ามีพี่น้องที่ดีแบบนี้นับเป็นวาสนานัก ข้ารู้ว่าตอนที่เจ้าจากไปต้องมีความในใจมากมายแน่นอนหากยังไม่หมดห่วงก็กลับมาที่นี่นะ ไม่มีใครกลัวเจ้าหรอก”
อันเจิงมองจวงเฟยเฟยอย่างเหม่อลอยนึกไม่ถึงว่านางก็พูดอะไรแบบนี้เป็นด้วย
จวงเฟยเฟยเผากระดาษจนหมด จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วโค้งตัวคำนับ“อันเจิงมีพี่ชายแบบเจ้าก็นับว่าเป็นโชคเช่นกัน ข้าอายุมากกว่าเขา ฉะนั้นขอส่งเจ้าในนามพี่สาวของอันเจิง”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเปล่งออกไปจวงเฟยเฟยรู้สึกเสียใจขึ้นทันที
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับทำตัวไม่ถูกไปซะหมด
จวงเฟยเฟยหันหลังกลับ “ไปเถอะข้ามีเรื่องสำคัญอยากคุยกับเจ้า”
ขณะนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้วเมื่อจวงเฟยเฟยและอันเจิงเดินออกจากห้องโถง สีท้องฟ้าก็สว่างมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นี่ก็ใกล้เวลาประชุมเช้าของราชสำนักแล้วขอให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยเถอะ”
จวงเฟยเฟยพูดออกมาด้วยสีหน้าที่สุขุม
ขณะเดียวกันเฉินไจ่เหยียนเสนาบดีของหน่วยทหารก็เข้าพบอันเฉิงขันทีคนสนิทของราชาในมุมลับ ๆของวังหลวง
“ใต้เท้าเฉิน มาหาข้าเช้าขนาดนี้มีอะไรหรือ?”
อันเฉิงรู้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่ๆ เฉินไจ่เหยียนเป็นคนที่ไม่แสดงอารมณ์ แต่นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีเรื่องร้อนใจจริงๆ
“ข้าขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่ง ไม่ว่าอย่างไรวันนี้หาวิธีให้ราชาเสด็จเข้าประชุมช้าสักสองชั่วโมงด้วย”
“เพราะอะไร?”
“ไว้ข้าจะบอกรายละเอียดเจ้าทีหลัง แต่เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงความเป็นความตายของหน่วยทหารอย่างไรรบกวนเจ้าช่วยด้วย”
อันเฉิงเห็นสีหน้าเคร่งขรึมของเฉินไจ่เหยียนเขาจึงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว ข้าจะคิดหาวิธีเอง”
เฉินไจ่เหยียนยกมือคารวะ “ขอบคุณมาก”
หลังจากพูดจบเขาก็รีบเดินจากไป
เพียงไม่นาน ในราชสำนักก็มีคนมาแจ้งข่าวว่าราชาทรงประชวรตอนนี้เพิ่งเสวยพระโอสถเสร็จ หลังจากประทับพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วจะเสด็จมาเข้าประชุมฉะนั้นการประชุมจึงเลื่อนออกไปสองชั่วโมง
ทุกคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กราวกับมีเรื่องในใจ
ผ่านไปสองชั่วโมง ราชามู่ฉางเยียนก็เสด็จเข้ามาทรงเพิ่งประทับลงและยังไม่ได้เริ่มตรัสสิ่งใด ซูเม่าในตำแหน่งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ยืนฝั่งขุนนางบุ๋นก็เดินออกมาเขาหันกลับมามองเฉินไจ่เหยียนด้วยสายตามีเลศนัย จากนั้นก็ยิ้มที่มุมปาก
ทว่าเขายังไม่ทันได้พูดเฉินไจ่เหยียนก็รีบเดินออกมาก่อน “กระหม่อมมีเรื่องทูลพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเม่าชะงักไป “ใต้เท้าเฉินต้องข้าก่อนสิ...”
เขายังไม่ทันพูดจบ ราชามู่ฉางเยียนก็โบกพระหัตถ์“เฉินไจ่เหยียน เจ้ารีบร้อนขนาดนี้มีเรื่องอะไร?”
เฉินไจ่เหยียนยื่นฎีกาในมือขึ้นไป“กระหม่อมจะกราบทูลเรื่องของใต้เท้าห่าวผิงอันเสนาบดีคนก่อนของหน่วยทหาร เขาแอบจัดตั้งกลุ่มทหารขึ้นมาเองอย่างลับๆ แล้วใช้คนกลุ่มนี้ออกไปหาเงิน”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปากเขา ทุกคนต่างก็อึ้งไปตามๆ กัน ซูเม่าที่เดิมทีหันมายิ้มให้เฉินไจ่เหยียน ตอนนี้เขามีสีหน้าดูไม่ได้เลยสักนิดน่าเกลียดราวกับเพิ่งไปกินขี้สุนัขมา ในมือเขายังถือฎีกาที่เขียนรายงานว่าหน่วยทหารร่วมมือกันก่อกบฏแต่เขาช้าไปหนึ่งก้าว เพราะเฉินไจ่เหยียนชิงรายงานเรื่องนี้ก่อนแล้ว
ทางด้านขุนนางฝ่ายบู๊ทุกคนมองเฉินไจ่เหยียนด้วยสายตาเกรี้ยวโกรธส่วนขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทุกคนมองเฉินไจ่เหยียนราวกับกำลังดูละครเรื่องหนึ่ง
เฉินไจ่เหยียนพูดเสียงดัง “เมื่อคืนกระหม่อมตรวจสอบบัญชีเก่าๆ จึงพบว่าใต้เท้าห่าวผิงอัน เสนาบดีคนก่อนรับคนเข้ามาเป็นทหารของตัวเองและยังทำการค้าอีกเงินที่ได้รับมากจนน่าตกใจ ถึงแม้ใต้เท้าห่าวผิงอันจะล่วงลับไปแล้วแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของหน่วยทหาร กระหม่อมที่เป็นถึงเสนาบดีจึงจำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ความหมายคร่าวๆ ประมาณว่า เขาพบว่าใต้เท้าห่าวผิงอันรับคนในเจียงหูจากทั่วสารทิศ จากนั้นก็ใช้คนกลุ่มนี้ทำงานแล้วรับเงินจากผู้ที่ทำการค้าในเมืองหลวงเช่น เป็นองครักษ์ดูแลและปกป้องผู้ที่ทำการค้า เป็นต้น เป็นถึงขุนนางในราชสำนักแต่กลับฉวยโอกาสทำการค้าเรื่องนี้ผิดกฎหมายร้ายแรงและยังทำให้บ้านเมืองขายหน้าอีกด้วย
ราชามู่ฉางเยียนไม่เข้าใจว่านี่เป็นเรื่องอะไรกันทรงมองเฉินไจ่เหยียนอย่างเหม่อลอย แต่อันเฉิงมีไหวพริบดี เขานึกรู้ว่าหน่วยทหารต้องเกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ จึงรีบกระซิบข้างหูราชา “คาดว่าคงมีคนอยากจัดการหน่วยทหารแต่ใต้เท้าเฉินไหวตัวเสียก่อนในเมื่อท่านเสนาบดีคนก่อนก็จากไปแล้ว มีเพียงโยนความผิดให้ท่านรับไปเท่านั้นจึงจะสามารถปกป้องคนอื่นๆ ในหน่วยทหารได้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว ราชามู่ฉางเยียนจึงทรงเข้าใจและแสร้งตรัสถามเฉินไจ่เหยียนพอเป็นพิธี
หลังจากเฉินไจ่เหยียนทูลเรื่องของใต้เท้าห่าวผิงอันเสร็จแล้วเขาจึงคุกเข่าลงแล้วพูด “ถึงแม้ท่านเสนาบดีคนก่อนจะทำเรื่องผิดกฎ แต่กระหม่อมก็จำเป็นต้องขอร้องแทนท่านที่ท่านทำแบบนี้ก็เพื่อช่วยราชสำนักต้าเยี่ยน หน่วยทหารเดือดร้อนเรื่องการเงินมานานพี่น้องทหารแถบชายแดนต้องออกไปสู้รบด้วยสภาพหิวโซ ท่านเสนาบดีใจร้อน เพื่อแก้ไขปัญหานี้เขาถึงให้คนเหล่านั้นออกไปรับงานนอกกระหม่อมตรวจสอบมาแล้ว เงินที่หามาได้ท่านเสนาบดีไม่ได้เก็บไว้เองเลย แต่มันถูกส่งไปให้ทหารแถบชายแดนได้ยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น”
ราชามู่ฉางเยียนถอนพระปัสสาสะพลางตรัสขึ้น“นี่ไม่ใช่ความอับอายของห่าวผิงอันเพียงคนเดียว แต่เป็นความอับอายของแคว้นเยี่ยนด้วย!”
ขุนนางทุกคนคุกเข่าลง “กระหม่อมก็มีส่วนผิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูเม่าเขม่นหน้าเฉินไจ่เหยียน สุดท้ายฎีกาในมือเขาก็ไม่ได้ถูกยื่นออกไปหากเขายื่นฎีกาออกไปตอนนี้ละก็ เกรงว่านอกจากจะไม่มีผลกระทบอะไรต่อหน่วยทหารแล้วเขาเองยังต้องถูกต่อว่าอีกด้วย
ในใจของเฉินไจ่เหยียนเองก็สับสนเหลือเกิน...เพราะในหน่วยทหารมีไส้ศึก!