ฉินจงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะถีบประตูห้องนอนให้เปิดผางออก
แฮร่!
เสียงคำรามต่ำดังลอดออกมาพร้อมกับลมะเืราวกับพัดมาจากขุมนรก ศพหญิงสาวที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงพุ่งทะยานเข้าใส่เขาทันที
ฉินจงไม่มีท่าทีลนลาน เขาถอยฉากไปสองสามก้าวเพื่อตั้งหลักกลางห้องนั่งเล่น สองมือกำดาบเหมียวเตาที่คมกริบไว้แน่น ร่างกายตื่นตัวเต็มพิกัด สายตาจ้องเขม็งไปยังซอมบี้สาวที่กำลังพุ่งบีบระยะเข้ามา
"ย้าก!"
วินาทีต่อมาเมื่อสบโอกาส ฉินจงแผดเสียงะโพร้อมตวัดดาบฟันออกไปในแนวราบ ทว่าคมดาบกลับสับติดเข้ากับกระดูกไหปลาร้าของมัน เมื่อรู้สึกว่าดาบติดขัด เขาจึงกระชากดาบกลับตามสัญชาตญาณหวังจะดึงให้หลุด
ทว่าแรงกระชากนั้นกลับลากเอาร่างของซอมบี้สาวตามมาด้วย กรงเล็บแหลมคมตะปบวูบมาข้างหน้า กลิ่นคาวเืเน่าโชยเตะจมูก หากเขาไม่หงายหลังหลบได้ทันท่วงที ใบหน้าคงถูกขย้ำจนเหวอะหวะไปแล้ว
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตาย ฉินจงอาศัยจังหวะที่เอนหลังหลบ ยกเท้าถีบยอดอกของมันอย่างแรงจนชักดาบหลุดออกมาได้ จากนั้นจึงพลิกข้อมือ แล้วพุ่งดาบแทงสวนกลับไปอย่างดุดัน
ฉึก!
คมดาบอันหนักหน่วงและทรงพลังแทงทะลุกลางกะโหลกของซอมบี้สาว ส่งผลให้มันทรุดฮวบและตายสนิทในทันที
ฉินจงทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา หอบหายใจหนักหน่วง เขาเพิ่งรู้ตัวว่าตอนนี้ทั้งหน้าผากและแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ วันสิ้นโลกผ่านไปเกือบครึ่งปีแล้ว แต่นี่เป็ครั้งแรกเลยที่เขาต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้เพียงลำพังแบบร้อยเปอร์เซ็นต์
ต้องเข้าใจก่อนว่า ทันทีที่วันสิ้นโลกปะทุขึ้น เขาก็จัดตั้งศูนย์ลี้ภัยได้สำเร็จ โดยมีบรรดาพี่น้องที่ไว้ใจได้คอยอยู่เคียงข้าง และด้วยความช่วยเหลือจากคนเ่าั้ ศูนย์ลี้ภัยของเขาจึงพัฒนาไปได้อย่างราบรื่นมาโดยตลอด
ความราบรื่นที่มากเกินไปทำให้ความทะนงตัวของฉินจงพองโต เขามักคิดว่าตัวเองสามารถควบคุมได้ทุกสิ่ง จนเผลอละเลยการพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเองไปเสียสนิท
การถูกหักหลังอย่างเจ็บแสบในครั้งนี้ ทำให้เขาตาสว่างและเห็นจุดบกพร่องของตัวเองมากมาย ในอดีตเขามักคิดว่าทักษะความเป็ผู้นำและการจัดการคือสิ่งสำคัญที่สุดในวันสิ้นโลก จนมองข้ามการยกระดับพลังการต่อสู้ส่วนบุคคลไปอย่างสิ้นเชิง
เขาลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า ในโลกที่ล่มสลาย มีเพียงความแข็งแกร่งและพลังอำนาจที่แท้จริงเท่านั้นที่จะทำให้ผู้คนยอมสยบและติดตาม ส่วนผู้นำที่ไร้ซึ่งเขี้ยวเล็บ... ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกพวกมักใหญ่ใฝ่สูงเลื่อยขาเตียงและเขี่ยทิ้งอยู่ดี
ครู่ต่อมา ฉินจงจัดการลากศพซอมบี้สาวไปโยนทิ้งออกนอกหน้าต่าง เขาลุกขึ้นยืนสำรวจรอบห้อง คว้าผ้าขี้ริ้วมาเช็ดคราบเืออกจากใบดาบ ก่อนจะกวาดเสบียงเท่าที่หาได้ยัดใส่กระเป๋าเป้ จากนั้นจึงหันไปเปิดประตูห้องเพื่อออกเดินทาง
โถงทางเดินด้านนอกเงียบสงัด ฉินจงเดินขึ้นบันไดไปเรื่อย ๆ อย่างระแวดระวัง แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าไม่มีซอมบี้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว จนกระทั่งเขาปีนขึ้นไปถึงดาดฟ้า ทัศนียภาพของเมืองอันรกร้างและพังทลายก็ปรากฏแก่สายตา
เขายืนกวาดสายตาสำรวจจากมุมสูง และมั่นใจว่าจุดที่ยืนอยู่นี้ไม่ได้ห่างจากคลังสินค้าเดิมของเขามากนัก เพราะสภาพภายนอกตอนนี้เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้ ต่อให้พวกของหยางซิน้าจะกำจัดเขา ก็คงไม่เสี่ยงแบกเขาไปทิ้งไว้ไกลนักหรอก
เมื่อลองกะระยะด้วยสายตา ฉินจงคำนวณในใจเงียบ ๆ คาดว่าที่นี่น่าจะห่างจากศูนย์ลี้ภัยเดิมราว ๆ ห้าถึงหก่ตึก หากเป็เมื่อก่อน ขับรถไปคงใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง
แต่ 'ครึ่งชั่วโมง' ในโลกยุคก่อน กับ 'ครึ่งชั่วโมง' ในวันสิ้นโลกนั้น... ความหมายมันต่างกันลิบลับ
ในเมืองที่ล่มสลาย ยานพาหนะอย่างรถยนต์แทบจะกลายเป็ของไร้ประโยชน์ เพราะทันทีที่สตาร์ตเครื่องและเกิดเสียงดังขึ้น ซอมบี้เกือบครึ่งเมืองคงแห่กันมาล้อมกรอบหน้าหลัง ซึ่งนั่นไม่ต่างอะไรกับการเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าหาความตายเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพถนนในเมืองตอนนี้ก็เต็มไปด้วยซากรถยนต์และข้าวของระเกะระกะขวางทางไปหมด บางครั้งการฝืนขับรถอาจจะช้ากว่าการเดินเท้าเสียด้วยซ้ำ
สมัยที่เขายังอยู่ที่ศูนย์ลี้ภัย เวลาต้องออกไปทำภารกิจข้างนอก พวกเขาจึงเลือกใช้จักรยานเป็หลัก เพราะทั้งคล่องตัว รวดเร็ว และปลอดภัยจากเสียงรบกวนมากกว่า
ขณะที่ฉินจงกำลังยืนสำรวจรอบ ๆ ดาดฟ้า เพื่อวางแผนหาเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการบุกฝ่ากลับไปยังศูนย์ลี้ภัยในยามวิกาล ทันใดนั้นเอง... บนตึกสูงที่อยู่ห่างออกไปลิบ ๆ กลับปรากฏแสงไฟสว่างวาบขึ้นมา!
เมื่อเห็นแสงไฟนั้น ฉินจงก็ฉุกคิดขึ้นได้ ซอมบี้จุดไฟไม่เป็ ดังนั้นมันย่อมต้องเป็ฝีมืุ์ แปลว่าที่นั่นยังคงมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่!
เซี่ยงไฮ้คือเมืองระดับซูเปอร์เมโทรโพลิสของจีน ก่อนหน้านี้มีประชากรอาศัยอยู่กว่ายี่สิบล้านคน แม้จะผ่านวันสิ้นโลกมาได้ครึ่งปี ต่อให้อัตราการรอดชีวิตเหลือเพียงแค่สิบเปอร์เซ็นต์มันก็ยังหมายความว่ามีมนุษย์หลงเหลืออยู่อีกกว่าสองล้านชีวิต!
หาเพื่อนร่วมทางสักสองสามคนมาตั้งกลุ่มช่วยเหลือกัน ย่อมดีกว่าหัวเดียวกระเทียมลีบเป็ไหน ๆ
ฉินจงเฝ้าสังเกตการณ์อยู่พักใหญ่ ในใจเริ่มคำนวณเส้นทางลัดเลาะตามตรอกซอกซอยเพื่อมุ่งหน้าไปยังตึกแห่งนั้นในวันพรุ่งนี้
ระหว่างที่กำลังใช้ความคิด เขาก็เดินกลับลงมาจากดาดฟ้า และตัดสินใจว่าจะกวาดล้างตึกนี้เพื่อรวบรวมเสบียงให้ได้มากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อตุนเสบียงไว้ประทังชีวิตในระหว่างที่รอซุนเสี่ยวเหยียนหาของมาส่งให้
...
เขาเดินลงมาถึงห้องห้องหนึ่งบนชั้นสามสิบซึ่งประตูเปิดแง้มทิ้งไว้ เขาเลือกห้องแบบนี้เพราะห้องที่ปิดตายมักมีความเสี่ยงสูงที่จะมีซอมบี้ถูกขังอยู่ข้างใน และตอนนี้ฉินจงไม่อยากเอาตัวไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็
เมื่อมาถึงหน้าประตู ฉินจงผลักประตูนิรภัยให้เปิดกว้างที่สุด มือกระชับดาบแน่นแล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปช้า ๆ โดยจงใจเปิดประตูทิ้งไว้ เพื่อที่ว่าหากโชคร้ายเจอซอมบี้สามตัวขึ้นไป เขาจะได้เผ่นหนีออกมารับมือด้านนอกได้ทัน
บนตึกสูงระดับชั้นสามสิบ เสียงโหยหวนของฝูงซอมบี้บนท้องถนนแทบจะส่งขึ้นมาไม่ถึง ภายในห้องจึงเงียบเชียบจนน่าขนลุก หลังจากเดินสำรวจดูทุกซอกทุกมุมจนมั่นใจแล้วว่าไม่มี ‘ตัวอะไร’ ซ่อนอยู่ ฉินจงจึงเดินไปปิดประตูนิรภัย แล้วมุ่งหน้าตรงเข้าห้องครัว
ผ่านวันสิ้นโลกมาครึ่งปี ระบบไฟฟ้าทั้งหมดถูกตัดขาดไปนานแล้ว แต่โชคดีที่ในถังแก๊สของบ้านหลังนี้ยังพอมีแก๊สหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร แต่หลังจากที่เขารอดตายจากวิกฤตครั้งนี้มาได้ เขากลับรู้สึกว่าร่างกายมีกำลังวังชามากขึ้น และที่สำคัญคือ... หิวบ่อยขึ้นเป็บ้า
ฉินจงมองถังแก๊สในครัวแล้วตัดสินใจว่าต้องจัดมื้อหนักอีกสักมื้อ แต่ทว่า... ต้มน้ำยังไม่ทันเดือด แก๊สเ้ากรรมดันมาหมดเกลี้ยงเสียก่อน
ด้วยความจนใจ เขาจึงต้องไปรื้อหาหนังสือมาสองสามเล่ม พังลิ้นชักไม้มาอีกสองอัน แล้วจัดการก่อกองไฟมันกลางห้องนั่งเล่นนั่นแหละ!
ในครัวมีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเขายังโชคดีเจอไข่ไก่ที่ยังไม่เน่าเสียอีกสองสามฟอง ท่ามกลางควันไฟที่ลอยคลุ้ง ฉินจงต้องทนลืมตาแดงก่ำสู้ควันไฟ ซัดบะหมี่ต้มใส่ไข่จนอิ่มหนำสำราญ
เมื่อหนังท้องตึง เขาก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนโซฟาอย่างพึงพอใจ เอื้อมมือไปหยิบซองบุหรี่บนโต๊ะกาแฟขึ้นมาจุดสูบอย่างสบายอารมณ์
การบุกรุกและยึดครองบ้านคนอื่นแบบนี้ หากเป็ยุคก่อนวันสิ้นโลกคงโดนรวบตัวข้อหาบุกรุกไปนานแล้ว แต่ในยุคที่โลกพังทลาย เื่พรรค์นี้กลับกลายเป็เื่ปกติสามัญที่สุด
หลังจากอัดควันบุหรี่เข้าปอดจนหนำใจ ฉินจงก็เริ่มรื้อค้นข้าวของไปทั่วห้อง จนกระทั่งได้เป้สะพายหลังมาหนึ่งใบ ไฟฉายหนึ่งกระบอก กล้องส่องทางไกลหนึ่งอัน และเชือกไนลอนเส้นหนาเท่านิ้วโป้งอีกหนึ่งม้วน
ไม่ว่าจะของดีหรือของเน่า ฉินจงจัดการกวาดทุกอย่างที่พอจะมีประโยชน์ยัดลงเป้ทั้งหมด ส่วนอาหารและน้ำดื่ม เขาพกไปแค่ปริมาณที่พอเหมาะสำหรับสำรองยามฉุกเฉินเท่านั้น เพราะเดี๋ยวเขาอาจจะต้องเปิดฉากปะทะกับฝูงซอมบี้ การรักษาความคล่องตัวไว้จึงเป็เื่สำคัญที่สุด
เขาแบกเป้เดินออกจากห้องแล้วมุ่งหน้าลงบันไดไปสู่ชั้นล่างสุด ระหว่างทาง ฉินจงยังแวะค้นห้องที่ประตูเปิดทิ้งไว้อีกสองสามห้อง แต่เสบียงที่ได้มานั้นเรียกได้ว่าน้อยนิดจนน่าใจหาย
ในไม่ช้า ฉินจงก็ลงมาถึงชั้นหนึ่ง เมื่อเขาลองมองลอดผ่านช่องว่างของลูกกรงประตูนิรภัยออกไป ก็พบว่ามีซอมบี้อย่างน้อยสามสิบถึงสี่สิบตัว กำลังเดินลากขาเตร็ดเตร่ไปมาเต็มลานด้านนอก
จากการสังเกตการณ์บนดาดฟ้าก่อนหน้านี้ ฉินจงรู้ดีว่า การจะบุกฝ่าดงซอมบี้ที่เดินกันยั้วเยี้ยเต็มถนน เพื่อมุ่งหน้าไปยังตึกสูงที่อยู่ห่างออกไปถึงหกถึงเจ็ด่ตึกนั้น หากใช้แค่สองเท้าเดินไปล่ะก็... ไม่มีทางรอดแน่ ดังนั้นเขาจำเป็ต้องหารถสักคัน!
แม้การขับรถในเมืองตอนที่มีซอมบี้เกลื่อนกลาดจะอันตรายสุด ๆ แต่ก็ต้องดูสถานการณ์ด้วย หากเจอจังหวะที่ซอมบี้ไม่หนาแน่นจนเกินไป การมีรถยนต์สักคันไว้เหยียบมิดไมล์พุ่งชนฝ่าวงล้อมออกไปเลย ย่อมเป็ทางเลือกที่ดีที่สุด
ตอนนี้ บริเวณริมกำแพงทิศใต้ของลานด้านนอก มีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลหลากหลายรุ่นจอดเรียงรายกันอยู่ราว ๆ สิบเจ็ดถึงสิบแปดคัน แต่คำถามคือ... เขาจะไปหากุญแจรถพวกนี้มาจากไหนล่ะ?
ปัญหาโลกแตกนี้ทำเอาฉินจงถึงกับยกมือขึ้นมากุมขมับ
แต่แล้ว จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าลากพื้นพร้อมเสียงครางต่ำดังใกล้เข้ามา ซอมบี้กลุ่มหนึ่งราวเจ็ดแปดตัวเดินโซเซผ่านหน้าประตูนิรภัยไป สายตาของฉินจงพลันเบิกกว้างเป็ประกายวิบวับทันที!
เพราะที่หูเข็มขัดของซอมบี้ตัวหนึ่ง มีพวงกุญแจรีโมทรถห้อยแกว่งไปมาอยู่!
ไม่รอช้า ฉินจงแกล้งทำเสียงกระแอมไอออกมาสองสามครั้ง เมื่อพวกซอมบี้ถูกกระตุ้นด้วยเสียง พวกมันก็หันขวับมาทันที ปากที่ฉีกขาดวิ่นอ้ากว้างเผยให้เห็นซี่ฟันสีดำเปรอะเื พวกมันพุ่งพรวดเข้ามาตะกุยตะกายรุมทึ้งอยู่หน้าลูกกรงประตูเหล็กทันที
ใบหน้าเน่าเฟะสุดสยองของพวกมันอยู่ใกล้แค่เอื้อม แม้จะมีประตูเหล็กหนาขวางกั้นจนไม่ได้รับอันตราย แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำเอาฉินจงขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขาพรูลมหายใจเรียกสติ ดันปลายดาบสอดผ่านช่องว่างของลูกกรงออกไป รวบรวมพละกำลังจากสองแขน แล้วพุ่งคมดาบเสียบทะลุกะโหลกของพวกมันทีละตัวอย่างแม่นยำและรุนแรง
ฉินจงต้องกัดฟันกลั้นอาการคลื่นไส้จากกลิ่นคาวเืเน่า แล้วกระซวกดาบทำแบบเดิมซ้ำ ๆ จนกระทั่งกำจัดซอมบี้ทั้งกลุ่มลงได้หมดจด
ด้วยความที่เขาลงมืออย่างรวดเร็วและเฉียบขาด การสังหารหมู่ครั้งนี้จึงแทบไม่ก่อให้เกิดเสียงดังรบกวนเลย ซอมบี้ตัวอื่น ๆ ที่อยู่อีกฝั่งของลานกว้างยังคงเดินเตร็ดเตร่ไปมาอย่างเชื่องช้า โดยไม่ได้รับรู้ถึงความตายเงียบที่เกิดขึ้นตรงนี้แม้แต่น้อย
เมื่อเห็นทางสะดวก ฉินจงค่อย ๆ แง้มประตูนิรภัยออกไป เอื้อมมือไปกระชากพวงกุญแจรีโมทจากเอวของศพซอมบี้ตัวนั้นมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงรีบสับเท้าวิ่งฝ่าไปทางกำแพงทิศใต้ พร้อมกับกดปุ่มปลดล็อกบนรีโมทรัว ๆ
ตื๊ด ตื๊ด!
เสียงปลดล็อกดังแทรกความเงียบงันขึ้นมาสองครั้ง พร้อมกับไฟหน้ารถ SUV สีดำคันงามที่สว่างวาบกะพริบรับคำสั่ง
เสียงที่ดังขึ้นทำเอาฝูงซอมบี้ที่เดินเตร่อยู่บริเวณนั้นสะดุ้งสุดตัวและหันขวับมามอง แต่ก่อนที่พวกมันจะได้เดินโซเซเข้ามาล้อมกรอบ ฉินจงก็พุ่งตัวขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ตเครื่องยนต์ แล้วกระแทกคันเร่งจนมิดไมล์!
บรื้นนน!
เครื่องยนต์รถ SUV คำรามลั่นราวกับสัตว์ป่า ก่อนที่ตัวรถจะพุ่งทะยานพรวดออกจากประตูเหล็กของลานจอดมุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่ไปอย่างรวดเร็ว