บทที่ 13
พี่รองช่วยทำข้าป่วยที
ปีรัชสมัยอู่จงปีที่สิบสี่เดือนเจ็ด กองทัพแคว้นเยี่ยนหนึ่งแสนนายได้เดินทางถึงเมืองหลวงประชาชนต่างมารอต้อนรับแสดงความยินดีส่งเสียงร้องสรรเสริญสนั่นสองข้างทางาดำเนินอย่างยืดยาวนับห้าปีในที่สุดก็ยุติแคว้นเล็กรอบข้างและหัวเรือใหญ่อย่างแคว้นหลัวไห่แพ้ราบคาบยอมสวามิภักดิ์ต่อแคว้นเยี่ยน
แคว้นเยี่ยนกับแคว้นหลัวไห่มีความขัดแย้งกันมาอย่างยาวนานก่อนาจะเริ่มปะทุกองทัพหลัวไห่เป็พันธมิตรกับดินแดนรอบข้างมักวางแผนก่อกวนบริเวณแถบชายแดนแคว้นเยี่ยนมาโดยตลอดพวกเขาหวังแบ่งแยกดินแดนราชวงศ์เยี่ยน แล้วแบ่งปันการปกครอง
ทว่าหลายสิบปีหลังจากเยี่ยนิ่เถลิงถวัลย์ราชสมบัติขึ้นเป็ฮ่องเต้กองทัพและการปกครองแคว้นเยี่ยนเข้มแข็งห้าวหาญ เพียงห้าปีอาณาเขตแผ่ขยายกว้างใหญ่
ต่อมาหลัวไห่ตระหนักถึงภัยคุกคามจึงเริ่มหนักข้อนำกองกำลังทหารเข้าบุกยึดเมืองซีเจียงเมืองหน้าด่านซึ่งมีดินแดนติดกันนับจากนั้นจึงเป็จุดเริ่มต้นาระหว่างสองแคว้น
อู่จงฮ่องเต้เองก็เหมือนจะแค้นหลัวไห่ไม่น้อยพอาดำเนินเข้าสู่ปีที่สองแคว้นศัตรูส่งราชทูตมาเจรจาสงบศึกแต่ไม่เป็ผล
ส่งหลายสิบครั้งกว่าจะมีการยุติาจนแคว้นหลัวไห่แห้งกรอบเหลือเพียงชื่อเท่านั้นแต่ทว่าผู้ที่น่าสงสารที่สุดคือประชาชนที่ต้องรับกรรมที่หลัวไห่ก่อ
ด้านหลี่ซวนบุตรชายคนโตของอัครมหาเสนาบดีหลี่เหวินกวงก็เพิ่งเดินทางมาถึงสามวันที่แล้วพร้อมฟางฮูหยินผู้เป็ภรรยาหลี่ซวนบุตรชายคนนี้เดินตามรอยบิดา แม้กระทั่งการมีภรรยาเพียงหนึ่งไม่มีอนุหรือสาวใช้อุ่นเตียงแตกต่างจากชนชั้นทั่วไป ดังนั้นเขาจึงมีบุตรชายเพียงสองคนคนโตหลี่เมิ่งหรานอายุสิบเก้า คนเล็กหลี่เจิ้งซูอายุสิบห้าปี
หลังจากนี้ครอบครัวตระกูลหลี่จะได้อยู่ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเป็ครั้งแรกในรอบสองปีพี่ชายคนโตของหลี่หว่านเอ๋อร์มีอายุสามสิบแปดปี ห่างจากนางถึงยี่สิบสองปีไม่แปลกตอนพบกันอีกครั้งจึงไม่ค่อยสนิทสนม ดูรักษาระยะอย่างมีมารยาทหลี่ซวนมีนิสัยสุขุมใจเย็น อยู่ในกรอบธรรมเนียมแตกต่างจากพี่ชายคนรองส่วนภรรยาของเขาฟางฮูหยินเป็คนอบอุ่นใจดี มักมองน้องสามีด้วยสายตาเอ็นดู
จนบางทีหลี่หว่านเอ๋อร์แอบรู้สึกว่าฟางฮูหยินผู้นี้เห็นนางเป็บุตรสาวเสียมากกว่าน้องสาวสามี
ส่วนหลานชายทั้งสองนั้นอายุไล่เลี่ยกับนางห่างกันไม่กี่ปีโดยเฉพาะหลานชายคนโตหลี่เมิ่งหรานเขามีใบหน้าหวาน บุคลิกแลดูอ่อนโยนซึ่งเขาอายุมากกว่ายามเอ่ยเรียกนางว่าท่านอาหญิงหลี่หว่านเอ๋อร์ก็รู้สึกเคอะเขินอยู่บ้างหลานคนเล็กหลี่เจิ้งซูยังดีที่อายุน้อยกว่านาง ตอนนี้เขาอยู่ใน่วันแตกหนุ่มเวลาพูดฟังระคายหูราวกับเสียงแม่เป็ดร้อง เขามีหน้าตาจิ้มลิ้มอวบอ้วนดูน่ารักชอบเรียกนางว่าพี่สาวแทนจะเรียกอาหญิง
อากาศร้อนอบอ้าวหลายวันในที่สุดเช้าวันนี้ฝนก็ตกจนได้เมฆสีเทาปกคลุมท้องฟ้าจนมืดครึ้มทั้งที่เพิ่งจะยามเฉิน (07.00-08.59 น.)อากาศเย็นลงทำให้คนร่างอ่อนแอต้องรักษาร่างกายให้อุ่นเพื่อจะไม่ป่วยจนต้องติดเตียงอีก
หลี่หว่านเอ๋อร์ห่มผ้านั่งขดตัวบนตั่งปูผ้าหนานุ่มสายตาเหม่อมองสายฝนตกปรอย ๆ ผ่านหน้าต่างหวนคิดถึงเื่ราวสองสามวันในจวนที่ผ่านมา กับการอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาคนตระกูลหลี่
วันที่เงียบเหงาช่างน่าเบื่อ...อาเฉียวไปทำธุระยังไม่กลับมานี่ก็ห้าวันแล้ว
"คุณหนูเ้าคะท่านจะสวมชุดใดดีเ้าคะสีชมพู หรือสีขาว สีแดงก็ดีนะเ้าคะ"
นางหันมองต้นเสียงอย่างเกียจคร้านมองเสื้ออาภรณ์ในมือหลินลั่วด้วยสายตาเบื่อหน่าย ตอบไปส่ง ๆ
"แบบใดก็ได้เ้าเลือกมาเถอะ"
"งั้นสีแดงไหมเ้าคะ"
"ไม่เอาสะดุดตาเกินไป"
"สีชมพูก็งดงามแถมตกแต่งด้วยอัญมณีด้วยเ้าค่ะ"
"หรูหราเกิน"
"...งั้นสีขาวสะอาดบริสุทธิ์เ้าค่ะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์ขมวดคิ้วหนักใจ "ไม่มีชุดอื่นแล้วหรือเอาที่เรียบ ๆ ไม่สะดุดตา สามารถกลมกลืนไปกับฝูงชนได้ยิ่งดี"
เอ่ยจบนางก็หันหน้าเหม่อมองสายฝนด้านนอกต่อหากเป็ไปได้ตอนเย็นนางอยากนอนอยู่ภายในเรือนหมู่ตานเฉย ๆไม่อยากไปงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในวังให้เหนื่อย
ภาวนาให้ฝนตกตลอดทั้งวันจนทำให้งานเลี้ยงต้องล่ม
"คุณหนูเ้าคะเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวนี่มันตัวใหญ่กว่าตัวท่าน เดี๋ยวบ่าวจะนำไปตัดให้นะเ้าคะ"
เสื้อคลุมจิ้งจอกขาว? นางเคยมีมันด้วยหรือ...
หลี่หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วั์ตาเหม่อลอยพลันสะดุ้งลุกพรวด เมื่อนึกถึงเสื้อคลุมจิ้งจอกขาว หันขวับเอ่ยรีบร้อน
"ลั่วลั่วอย่าแตะต้องมัน!"
หลินลั่วงุนงงกับการตอบสนองของเ้านายที่พุ่งมาอุ้มเสื้อคลุมในมือตนไปไว้ในอ้อมแขนราวกับหวงแหนแถมยังลูบเบา ๆ ััมันอย่างอ่อนโยน
"ลั่วลั่วไปทำงานของเ้าต่อเถอะ"
"เ้าค่ะ"
หลี่หว่านเอ๋อร์อุ้มเสื้อคลุมไปนั่งที่เตียงหลังจากวันนั้นที่หลี่เฉิงลักพาตัวนางออกจากจวนไปนั่งชมจันทร์จวนชินอ๋องพอกลับมานางถอดมันแล้วพับเก็บไว้อย่างดีในตู้เสื้อผ้า ผ่านมาหลายวันจนลืมไปแล้วและผู้เป็เ้าของมันก็ไม่นึกเอ่ยทวงถาม
นานขนาดนี้แล้วไม่ต้องคืนแล้วกระมังเพราะเขาผู้นั้นออกจะร่ำรวย แค่เสื้อคลุมตัวเดียวคงสั่งตัดใหม่ได้
ถึงตัวนางมีใจอยากจะคืนให้ก็ใช่ว่าอยากพบจะเข้าพบเขาได้เสียเมื่อไหร่...
หลี่หว่านเอ๋อร์ถอนหายใจเฮือกหนึ่งอย่างปล่อยวาง ก้มหน้าซบลงบนเสื้อคลุมจิ้งจอกัันุ่มนิ่มแถมมันมีกลิ่นหอมสะอาดไม่รู้ว่าจะใช่กลิ่นกายของผู้เป็เ้าของที่ติดมาหรือไม่กลิ่นนี้ทำให้นางรู้สึกสงบ
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เอนตัวล้มลงนอน อากาศเย็นสบายความนุ่มนิ่มอบอุ่นของเตียงทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คิดจะพักสายตาเพียงชั่วครู่แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งจิบชานางก็หลับไปจริง ๆโดยที่ยังกอดเสื้อคลุมเ้ากรรมไว้ในอ้อมแขน
สาวใช้คนสนิทค่อย ๆย่องเข้ามาในห้องนอนหยิบผ้าห่มที่ถูกทิ้งบนเตียงตั่งริมหน้าต่างนำมาห่มให้หญิงสาวนอนหลับตาพริ้มและยังไม่ลืมปิดหน้าต่างเบามือ จากนั้นจึงย่องออกไป
หลินลั่วยิ้มอ่อนโยนปล่อยให้คุณหนูนอนพักผ่อนให้เต็มอิ่มเย็นนี้นางยังต้องไปร่วมงานเลี้ยงในวัง จึงควรพักผ่อนให้มา
ตำหนักบูรพาเยี่ยนเฟยหรงถอดผ้าพันแผลทิ้ง มองสำรวจาแตรงเอวด้านขวา เริ่มสมานตัวตกสะเก็ดให้คันยุบยิบาแไม่ได้ร้ายแรงอยากที่คิดแม้จะมีเืออกมาก ทว่าความจริงมันแค่โดนฟันถาก ๆไม่โดนจุดสำคัญใด
เมื่อมองาแก็หวนนึกถึงหน้าตาโง่งมของคุณหนูหลี่บุตรสาวแสนรักของอัครมหาเสนาบดีหลี่เหวินกวงจิ้งจอกเฒ่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าตนกับคุณหนูผู้มีแต่ชื่อแต่หาตัวพบยากจะได้เจอกันในสถานการณ์ยากอธิบาย
พอเขาลืมตาขึ้นเห็นสตรีท่าทางเงอะงะพอสบตากันครู่เดียวก็ส่งกรีดร้องใวิ่งหนีไปเสียอย่างนั้นนางช่างดูโง่งมและน่าขันยิ่ง
ความจริงเมื่อวานเป้าหมายคือมู่หรงเหลียนอวี้ก่อนหน้าหนึ่งวันจิ้งถูให้คนตามสืบจนรู้ว่าทางนั้นจะไปวัดสุยเสวียนเขาคิดจะตามไปสร้างสถานการณ์แสร้งเป็พบกันโดยบังเอิญ ทว่าวันนั้นจิ้งถูกลับรายงานเื่สำคัญมาพอดีเขาจึงต้องแวะไปอีกสถานที่หนึ่งก่อน
สุสานราชวงศ์โลงศพของเยี่ยนหย่งผิง องค์หญิงธรรมดา ๆ ผู้หนึ่งยังตั้งอยู่ที่นั่นนางเสียชีวิตไปเกือบสองเดือน จากไปอย่างเงียบ ๆ โดยข้างกายมีเพียงนางกำนัลไม่กี่คน
การตายของนางคนในวังให้ความสนใจน้อยเสียยิ่งกว่าคนนอกวังดูไม่ต่างกับหมาแมวตัวหนึ่งตาย ส่วนฮ่องเต้ก็เ็าเหลือเกิน พอนางตายเขาไม่แม้จะแวะมาดูหน้าบุตรสาวเป็ครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ
เยี่ยนหย่งผิงมารดาของนางไม่รู้ว่าเป็ใครนางเข้าในตระกูลเยี่ยนครั้งแรกตอนสี่ห้าขวบคือตอนที่ฮ่องเต้เพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นานเวลานั้นนางอยู่ในความดูแลของฮองเฮาจึงทำให้เยี่ยนเฟยหรงกับนางใกล้ชิดกันโดยปริยาย
พูดได้ไม่เต็มปากว่าเขาชอบน้องสาวผู้นี้แต่ก็ไม่เคยเกลียด ตอนได้ยินข่าวการตายของนาง เขารู้สึกโหวงเหวงในอกเล็กน้อย
ต่อมาััได้ว่าการตายของนางดูผิดแปลกจึงตามสืบ แล้วมันก็มีเื่สงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ จนจิ้งถูองครักษ์ของเขารายงานว่าสุสานราชวงศ์โลงศพเยี่ยนหย่งผิงยังไม่ได้ฝังแต่ข้างในกลับว่างเปล่า ไม่มีร่างของนางอยู่หลังทราบเื่เขาคิดลอบเข้าไปดูด้วยตนเองแต่สุดท้ายถูกผู้ดูแลสุสานเห็นว่าเขายืนข้างโลงศพยังไม่ทันอธิบายฝ่ายนั้นก็วิ่งไล่ตามหมายจะเอาชีวิต
ทว่าพอผ้าปิดหน้าเยี่ยนเฟยหรงหลุดออกอีกฝ่ายเห็นหน้าเขาก็เปลี่ยนใจ ลงกระบี่ฟันหนึ่งยกเพื่อเตือนแล้วจากไป
ต่อมาเขาให้คนไปสืบเื่ชายเฝ้าสุสานกลับไม่พบข้อมูลอะไรแถมชายคนนั้นยังหายตัวไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยส่วนโลงศพที่ตรวจดูอีกครั้งก็มีร่างที่เริ่มเน่าเปื่อยอยู่ข้างในมองผ่าน ๆ คล้ายเยี่ยนหย่งผิง บนโลงไม้ยังหลงเหลือรอยงัดแงะ
"ร่างของนางถูกนำไปฝังหรือยัง"
"ถูกนำไปฝังหลังพบว่ามีคนลักลอบเข้าไปไม่กี่วันพ่ะย่ะค่ะ"
"แล้วคนของเราที่ส่งรายงานมาหาพบหรือไม่"
"ไม่พบร่องรอย...คาดว่าน่าจะเสียชีวิตพ่ะย่ะค่ะ"
เื่นี้ผิดแปลกเกินความคาดหมายมากหลักฐานยืนยันแน่ชัดก็ไม่มี ถึงจะรู้ว่ามันมีอะไรไม่ถูกต้องแต่ร่องรอยให้ตามก็หายไปยากจะสานต่อ
"พักเื่นี้ไว้ก่อน..."
"พ่ะย่ะค่ะ"
"เื่ตระกูลมู่หรงไปถึงไหนแล้ว"
"ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงพ่ะย่ะค่ะท่านโหวยังคงเก็บตัวนิ่งเฉย"
มู่หรงเหลียนอวี้เขาให้ความสนใจนางไม่น้อยขณะถูกชายเฝ้าสุสานไล่ฆ่าเขาเปลี่ยนแผนให้เป็สาวงามช่วยบุรุษแทนมุ่งหน้ามายังวัดสุยเสวียนตามแผนเดิมที่นัดแนะกับจิ้งถู
แถวนั้นมีทหารองครักษ์จวนมู่หรงคอยคุ้มกันหญิงสาวทว่าทุกอย่างผิดพลาดเพราะชายเฝ้าสุสานนั้นฝีมือไม่ด้อยต้อนเขาไปป่าหลังอารามที่ไร้ผู้คน ยังดีที่จิ้งถูมีไหวพริบไปตามคนแถวนั้นมาช่วยซึ่งก็คือหนูมู่หรง...
เขาแน่ใจว่าวันนั้นมู่หรงเหลียนอวี้ทราบว่าเขาเป็ใครนางต้องใช้จุดนี้ให้เป็ประโยชน์ต่อตัวนางแน่ขนาดหลังเข้าเมืองยังก่อกวนกระแสสร้างข่าวลือว่ามู่หรงโหวจะรับนางเป็บุตรบุญธรรมโดยไม่เกรงกลัวแล้วเื่ที่ตัวเองช่วยชีวิตรัชทายาทจะไม่นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
"เห็นทีข้าคงต้องเพิ่มเชื้อไฟเสียหน่อยแล้ว"
เยี่ยนเฟยหรงยิ้มหัวเราะเบา ๆ
หลี่หว่านเอ๋อร์หลังตื่นขึ้นฝนก็หยุดตกเสียแล้วต่อมาจึงทานอาหารเที่ยงเพียงเล็กน้อย ก็ถูกจับอาบน้ำแต่งองค์ทรงเครื่องใบหน้าที่ปกติไม่ขีดเขียนแต้มชาดก็ถูกหลินลั่วแปลงโฉมจนแทบจำไม่ได้ทั้งที่นางย้ำนักย้ำหนาว่าให้เบามือหน่อย ผ่านไปกว่าสี่ชั่วยาม[1] จึงเสร็จเรียบร้อยและตอนนี้นางถูกจับมานั่งบนรถม้ากำลังเคลื่อนตัวไปทางถนนซีอันที่ตั้งวังหลวง
ภายในรถม้าชายหนุ่มวัยสามสิบกำลังนั่งจ้องหน้านางอย่างพินิจพิเคราะห์หากไม่ใช่หลี่เฉิงพี่ชายคนรองของหลี่หว่านเอ๋อร์แล้วจะเป็ผู้ใดได้
"พี่รองท่านไม่มีรถม้าคันอื่นหรือ"
"มีแต่หลี่ซวนเพิ่งไล่ข้าออกมา สงสัยกลัวข้าขัดเวลาจู๋จี๋กับภรรยา เฮ้อคนอะไรเห็นสตรีดีกว่าน้องชายตัวเอง"
"ท่านก็รีบหาภรรยาสิถ้าข้าแต่งงานแล้วพี่รองคงโดดเดี่ยวแย่"
"ข้าไม่มีทางให้เ้าแต่งกับคนแซ่ลั่วนั่นแน่บุรุษที่ยอมแต่งเข้าจวนฝ่ายหญิงง่าย ๆ ต้องไม่ใช่คนดีอะไรแน่หว่านเอ๋อร์เ้าต้องแต่งกับคนที่เหมาะสมสิถึงจะถูกต้อง"
แล้วนางจะไปหาคนผู้นั้นมาจากไหนให้ทันก่อนจะถูกดึงเข้าร่วมศึกชิงตำแหน่งชายารัชทายาทหลี่หว่านเอ๋อร์นั่งฟังพี่ชายพูดพล่ามสีหน้าเบื่อหน่ายพลางโต้แย้งในใจ
พี่ชายที่ไม่รู้อะไรเลยอย่างท่านควรหุบปากไปซะ
"ช่างเื่นั้นเถอะ"
นางเปิดม่านออกมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดอากาศเย็นลงเรื่อย ๆ หากนางได้ออกไปเหาะเหินบนหลังคาชาวบ้านท่ามกลางอากาศเช่นนี้โดยที่ไม่สวมเสื้อคลุมนางจะต้องป่วยแน่นอน
หญิงสาวพลันหันมาเอ่ยกับหลี่เฉิงสีหน้าเรียบเฉย
"พี่รองท่านช่วยทำให้ข้าป่วยที"
[1] หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง