่สายของวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรยากาศภายในห้อง 302 หอพักชายเต็มไปด้วยความเอื่อยเฉื่อยและผ่อนคลายตามประสาเด็กมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง
แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านม่านหน้าต่างเข้ามาตกกระทบพื้นเตียง จางเฉินกำลังนอนคว่ำหน้าอยู่บนที่นอน นิ้วโป้งสองข้างรัวแป้นพิมพ์โทรศัพท์มือถือยิกๆ พร้อมกับรอยยิ้มกรุ้มกริ่มและเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังแชทคุยกับสาวจากคณะนิเทศศาสตร์ที่เพิ่งไปขอเบอร์มาได้
ที่มุมหนึ่งของห้อง ปาเยว์เซิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดทำความสะอาดรองเท้าบูตหนังคู่เก่งของตัวเองอย่างขะมักเขม้น พลางฮัมเพลงพื้นบ้านมองโกเลียในไปด้วยเบาๆ
ส่วนเซี่ยเหวินเจานั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือของตัวเอง เขาสวมแว่นตากรอบเงิน สายตาจดจ่ออยู่กับหนังสือปกแข็งหนาเตอะเื่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุโรป พลิกหน้ากระดาษอย่างเงียบเชียบและเชื่องช้า
อิ๋งเย่นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ของตัวเอง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเกียจคร้าน สมองกำลังประมวลผลอย่างว่างเปล่าว่ามื้อเที่ยงวันนี้จะฝากท้องไว้ที่โรงอาหารหรือจะเดินออกไปกินบะหมี่หน้ามหาลัยดี
ครืด... ครืด...
เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะของอิ๋งเย่สั่นเตือนทำลายความเงียบ ชายหนุ่มปรายตามองหน้าจอ เมื่อเห็นว่าเป็เบอร์ของหลู่จือเหยา เขาก็หยิบมันขึ้นมากดรับสายแล้วยกขึ้นแนบหูโดยไม่ได้ลุกเดินออกไปที่ระเบียง
“คุณอิ๋งครับ เกิดเื่ใหญ่แล้วครับ!”
น้ำเสียงของหลู่จือเหยาที่ดังลอดมาจากปลายสายเต็มไปด้วยความตึงเครียดและร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งต่างจากมาดผู้จัดการทั่วไปผู้สุขุมนุ่มลึกตามปกติของเขาอย่างสิ้นเชิง
“หุ้นตัวที่เราทุ่มเงินลงทุนแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของพอร์ตอันหนิง โฮลดิ้งเข้าไป... ตอนนี้กราฟกำลังดิ่งลงเหวครับ!”
หลู่จือเหยารายงานสถานการณ์รัวเร็วพร้อมกับเสียงเคาะคีย์บอร์ดที่ดังแทรกมาเป็ระยะ บ่งบอกว่าเขากำลังจ้องหน้าจอเทอร์มินัลการซื้อขายอย่างเอาเป็เอาตาย
“หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นมาทำจุดสูงสุดตลอดสัปดาห์ตามที่เราคาดไว้ จู่ๆ เมื่อสิบห้านาทีที่แล้วก็มีแรงเทขายมหาศาลทะลักเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สัญญาณทางเทคนิคพังทลายหมด แนวรับแรกทะลุไปแล้ว ตอนนี้กำลังทดสอบแนวรับที่สอง ถ้าหลุดเส้นนี้ไปอีก เราจะไม่เหลือแม้แต่กำไรที่ทำมา และมันจะลามไปกินเงินต้นมหาศาลของเราทันที!”
ในฐานะมืออาชีพที่คลุกคลีในวงการการเงิน หลู่จือเหยาไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างไร้เหตุผล การเห็นเงินทุนเกือบทั้งหมดของบริษัทถูกเทขายจนมูลค่าหดหายไปในพริบตาเป็เื่ที่บีบหัวใจขั้นสุด เขาต้องรีบเสนอทางออกเพื่อปกป้องความเสี่ยง
“คุณอิ๋งครับ ในฐานะผู้จัดการ ผมขอแนะนำอย่างยิ่งให้เราตั้งคำสั่งขายเพื่อล็อกกำไรส่วนที่เหลือออกมาก่อนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ตลาดตอนนี้ผันผวนเกินกว่าเหตุผลทางเทคนิคไปแล้ว เราต้องรักษาเงินต้นไว้ก่อนครับ!”
บรรยากาศรอบตัวอิ๋งเย่ยังคงสงบนิ่ง จังหวะการหายใจของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่นิดเดียว
ในหัวของชายหนุ่มมีเพียงความคิดสั้นๆ เรียบง่าย
‘พวกสถาบันกับกองทุนใหญ่กำลังร่วมมือกัน ‘ทุบเอาของ’ เพื่อเขย่าให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและคายหุ้นออกมาก่อนที่ข่าวประกาศนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมฉบับใหม่ของรัฐบาลกลางจะออกอากาศในสัปดาห์หน้าก็แค่นั้น... นี่มันพฤติกรรมพื้นฐานของการล้างไพ่ก่อนทำกำไรคำโตชัดๆ ทำไมจะต้องใไปตามเกมพวกนั้นด้วย?’
อิ๋งเย่ไม่ได้อธิบายเื่นโยบายรัฐบาล หรือกลไกการเขย่าเม่าของกองทุนใหญ่ให้หลู่จือเหยาฟัง เขาเพียงแค่กรอกเสียงลงไปในสายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล
“ถือต่อไป”
ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่หลู่จือเหยาจะแย้งขึ้นมาด้วยความร้อนรน
“ตะ... แต่ว่าคุณอิ๋งครับ! แรงเทขายยังไม่หยุดเลยนะครับ! ถ้าเราถือต่อแล้วมันดิ่งลงไปถึงฟลอร์ เงินทุนแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของบริษัทจะ...”
“ยืนยัน ทำตามที่บอก”
อิ๋งเย่ตัดบทด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก แต่หนักแน่นและเด็ดขาดจนคนฟังรู้สึกได้ถึงกำแพงที่ไม่อาจโต้แย้ง
“...เข้าใจแล้วครับคุณอิ๋ง” หลู่จือเหยาตอบรับเสียงแ่
ตู๊ด...
อิ๋งเย่กดวางสายทันที
ชายหนุ่มโยนโทรศัพท์มือถือกลับลงไปบนโต๊ะตามเดิม แล้วเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทีเกียจคร้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีการถอนหายใจ ไม่มีการสบถด่า ไม่มีการเปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กกราฟหุ้นแต่อย่างใด
ในจังหวะนั้นเอง เซี่ยเหวินเจาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม พลิกหน้ากระดาษหนังสือในมือค้างไว้
สายตาที่ซ่อนอยู่หลังกรอบแว่นสีเงินเหลือบมองผ่านสันหนังสือมาที่อิ๋งเย่แวบหนึ่ง
แม้บทสนทนาที่เซี่ยเหวินเจาได้ยินจะมีเพียงประโยคสั้นๆ แต่น้ำเสียงที่เด็ดขาดและท่าทีที่นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นของเพื่อนร่วมห้อง บ่งบอกชัดเจนว่ากำลังตัดสินใจเื่สำคัญที่มีเดิมพันสูงมาก และที่สำคัญกว่านั้นคือ... อิ๋งเย่ดูไม่แยแสกับผลลัพธ์ของมันเลยแม้แต่น้อย ราวกับผลลัพธ์จะออกมาแบบไหน ก็ไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหวได้
เซี่ยเหวินเจามองอยู่เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะละสายตากลับไปที่หน้าหนังสืออย่างเงียบเชียบ ไม่เอ่ยถามหรือแสดงท่าทีสนใจใดๆ ออกมา
ความเงียบในห้อง 302 ดำเนินต่อไปอีกไม่กี่นาที ก่อนจะถูกทำลายลงด้วยเสียงริงโทนเพลงป็อปที่ดังลั่นมาจากโทรศัพท์ของจางเฉิน
“ฮัลโหล ม้า! มีอะไรโทรมาแต่เช้า... หือ? วันนี้เหรอ? อ้าว ทำไมไม่บอกล่วงหน้าเนี่ย”
จางเฉินเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง คุยโทรศัพท์ด้วยเสียงโหวกเหวกตามสไตล์ลูกแหง่ติดแม่
“ได้ๆ เดี๋ยวผมถามเพื่อนก่อนนะ... ม้าเตรียมของกินไว้เยอะๆ เลยนะ พวกนี้มันกินจุ!”
เขาลดโทรศัพท์ลงจากหู แล้วหันมาะโก้องห้อง
“ลูกพี่อิ๋ง! ไอ้เยว์! เหล่าเซี่ย! แม่ฉันโทรมา ชวนพวกแกไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันคืนนี้! แม่บอกว่าอยากเลี้ยงขอบคุณที่ช่วยดูแลฉันที่หอ เห็นว่าสั่งให้แม่บ้านไปเหมาซีฟู้ดชุดใหญ่จากตลาดมาเพียบเลย กุ้งั ปูขน ปลาเก๋า มีครบ! พวกแกไปกันเปล่า!?”
ปาเยว์เซิงที่กำลังขัดรองเท้าอยู่เบิกตากว้าง ทิ้งแปรงขัดรองเท้าลงพื้นทันที
“ซีฟู้ดชุดใหญ่!? ของฟรี!? ไปสิวะ รออะไรอยู่! ข้าวโรงอาหารทำเอากระเพาะฉันจืดชืดไปหมดแล้วเนี่ย!” เด็กหนุ่มจากทุ่งหญ้าแดนเหนือกระตือรือร้นสุดขีด
เซี่ยเหวินเจาปิดหนังสือปกแข็งลงช้าๆ
“ฉันไม่มีธุระอะไร ไปได้”
สายตาสามคู่หันมาจับจ้องที่อิ๋งเย่เป็ตาเดียว
ชายหนุ่มที่เพิ่งสั่งคงสถานะความเสี่ยงระดับหลายสิบล้านหยวนโดยตาไม่กะพริบ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เมื่อครู่นี้เขายังลังเลอยู่เลยว่าจะกินอะไรดี การมีคนเสนอตัวเลี้ยงอาหารทะเลมื้อใหญ่ฟรีๆ แบบนี้ ถือเป็การช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันของเขาไปได้อย่างงดงาม ซึ่งตรงกับหลักการใช้ชีวิตอย่างประหยัดของเขาพอดี
“มีคนเลี้ยงทั้งที จะปฏิเสธได้ยังไง” อิ๋งเย่พยักหน้ารับเรียบๆ มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ
“เยี่ยม! งั้นตามนี้เลยนะม้า! เจอกันตอนเย็น!” จางเฉินกรอกเสียงลงโทรศัพท์อย่างร่าเริง
บรรยากาศในห้อง 302 กลับมาคึกคักอีกครั้ง ปาเยว์เซิงรีบลุกขึ้นไปค้นเสื้อผ้าในตู้เพื่อเตรียมตัว จางเฉินผิวปากอย่างอารมณ์ดี
ไม่มีใครในห้องนี้รู้เลยว่า ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกันเื่มื้อเย็น ในตลาดทุนด้านนอกกำลังเกิดแรงเทขายครั้งใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนจำนวนมากตื่นตระหนก...
แต่สำหรับอิ๋งเย่แล้ว ตัวเลขสีแดงบนกระดานหุ้นที่กำลังดิ่งเหว ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการได้กินซีฟู้ดมื้อใหญ่โดยไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่แดงเดียวเลยสักนิด