ดราเวน ไอเซนกราด จากทหารรับจ้างแนวหน้าสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้บัญชาการหน่วยอัศวินราชองครักษ์ได้สำเร็จเริ่มต้นโดยไม่มีตราประจำตระกูล ไม่มีชื่อเสียงมีเพียงฝีมือและชีวิตที่แขวนอยู่กับคมดาบในทุกสนามรบ ผ่านศึกเล็กศึกใหญ่ฝ่ากองอสูรและกองทัพมนุษย์โดยไม่เคยถอยหลัง แม้จะาเ็นับครั้งไม่ถ้วนแต่นามนี้กลับถูกเล่าขานในหมู่ทหารแนวหน้าในฐานะผู้ไม่เคยล้มลง
คมดาบแห่งลาเมทัสและปราการไร้พ่ายแห่งไอเซนกราดสองสมดุลที่ค้ำจุนจักรวรรดิมาช้านาน หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปความสั่นคลอนคงรุนแรงเกินควบคุม
“จัดการรวดเร็วสมกับเป็ลาเมทัส”เด็กสาวในชุดเกราะสีขาวงาช้างประดับลวดลายทองอ่อนวิจิตรสะท้อนแสงออร่าตามเรือนผมยาวสลวยสีส้มเรืองรองดุจเปลวเพลิงผ้าคลุมสีขาวพลิ้วไหวตามการเดินดูสิ่งของในห้องรับรอง
รูปลักษณ์ภายนอกถอดแบบออกมาจากชายวัยกลางคนผู้หนึ่งผู้ที่นั่งรออยู่ในความเงียบงันด้านหลังมีกลุ่มอัศวินสวมชุดเกราะเต็มรูปแบบพร้อมรบตั้งแถวเตรียมพร้อมทุกสถานการณ์อยู่หนาแน่น
“นิโคล รอบนี้เบามือกับเขาหน่อยล่ะพ่อไม่อยากโดนเฮนรี่เล่นงานหรอกนะ” ดราเวนถอดหายใจ นึกย้อนไปถึงครั้งก่อนกว่าเฮนรี่จะสงบลงได้ ทั้งสองเล่นประลองกันไปมาอยู่หลายชั่วโมงเลย
“ใครใช้ให้เขาอ่อนแอขนาดนั้นถ้าพ่อไม่อยากวุ่นวายก็ยกเลิกงานแต่งก็จบแล้ว”
“ไม่ต้องมาทำเนียนลูกก็รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้”
“เ้าค่ะๆ นายท่านไอเซนกราด”นิโคลทำหน้าทำตาล้อเลียนความขรึงขังของดราเวน
สองพ่อลูกปะทะคารมกันอยู่สักพักก่อนมีใครบางคนผลักประตูหินเข้ามาอย่างเชื่องช้าแรงกดดันจากผู้มาเยือนแผ่เข้าปะทะแนวอัศวินราชองครักษ์โดยตรงเป็การหยั่งเชิงที่ไม่ต้องเอ่ยคำ
“มาช้ากว่าที่คิดนะ ดราเวน”เฮนรี่กล่าวทักทันทีหลังก้าวผ่านประตู โดยด้านหลังมีโจเวลและเอเมอร์ตามเข้ามาทั้งสองหยุดยืนทำความเคารพในแบบฉบับของอัศวิน
หลังจากเห็นพร์ของแซมโรเบิร์ตรีบเสนอตัวถ่ายทอดวิชาความรู้ให้โดยตรง
“เ้าก็รู้ว่าระบบการเคลื่อนย้ายมันยุ่งยากแค่ไหนยิ่งมีตาแก่พวกนั้นอยู่ด้วย” ดราเวนหันไปพยักหน้าให้กับชายผู้หนึ่งด้านหลังก่อนคนนั้นจะเคลื่อนกองอัศวินออกไปรอด้านนอก
“ยังไม่ยอมปล่อยวางอีก…พวกนั้นใกล้ฝั่งกันหมดแล้ว”เฮนรี่นั่งลงตรงข้ามดราเวน เอเมอร์ยกชามาเสิร์ฟอย่างรู้หน้าที่
กลิ่นชาแรกฤดูอวลบางในอากาศแม้ความอบอุ่นจะแผ่ขยาย แต่โจเวลกลับรู้สึกหนาวจนขนลุกขนชันเขามองไปยังต้นตอของจิตสังหารพบเข้ากับเด็กสาวในรุ่นราวคราวเดียวกันยืนจ้องเขม็งด้วยความอาฆาต
[ ร่างกายตอบสนองต่อความทรงจำฝังลึก ]
[ตรวจพบอาการหวาดระแวงจากประสบการณ์ในอดีต ]
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายแล่นเข้ามาแทนที่ระลึกได้ทันทีว่า ทำไมต้องเกรงกลัวเด็กสาวตรงหน้า
ถึงขั้นร่างกายจดจำได้ต้องฝังลึกมากแน่นอน เพราะขาทั้งสองถอยก่อนที่ความคิดจะทันสั่ง
เหมือนคนตรงหน้าจะเข้าใจความคิดของเขาเธอแสยะยิ้มแล้วก้าวเข้ามาใกล้
“ดูเป็ผู้เป็คนขึ้นเยอะ”
[ ตรวจพบจิตคุกคาม ]
ไม่ว่าจะโลกนี้หรือโลกก่อนโจเวลไม่ถูกกับผู้หญิงเอาเสียเลยไม่รู้ต้องงัดกลเม็ดเคล็ดวิชาไหนเข้าต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตลึกลับอันยิ่งใหญ่นี้ได้โชคยังดีที่เอเมอร์บอกการหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายเบื้องต้นแก่ตนแล้ว
“เดี๋ยวนี้…กล้าจ้องหน้ากลับ แล้วสินะ”เธอเน้นคำหลังชัดถ้อยชัดคำ
เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายช้าๆมีคู่มือไหนสามารถรับมือกับผู้หญิงได้บ้างนะ
แต่ก่อนจะได้เอื้อมมือไปจับคอเสื้อคนตรงหน้ากลับถูกบางอย่างขัดจังหวะเสียก่อน
[ สัญชาตญาณเอาตัวรอดกำลังทำงาน ]
แค่ก…แค่ก…
ดราเวนรีบแกล้งไอเฮนรี่ยิ้มมุมปากให้กับเพื่อนสนิทตรงหน้า
แม้จะขัดใจไม่น้อยแต่สุดท้ายนิโคลก็ยอมไปนั่งข้างพ่ออย่างว่าง่าย ไม่วายแยกเขี้ยวใส่โจเวล
“ได้ข่าวว่าโจเวลออกรบศึกครั้งนี้ด้วย”
“เป็เช่นนั้น” เฮนรี่ยกชาขึ้นจิบ
“ลูกเสือยังไงก็เป็ลูกเสืออยู่วันยังค่ำ”
สายตาหยุดที่ผ้าพันแผลบนร่างโจเวลราวกับกำลังประเมินว่าที่เขย
“าแของลูกผู้ชายคือเครื่องยืนยันการเติบโต”
“ขอบคุณขอรับ…ข้าจะไม่ทำให้คำพูดนั้นสูญเปล่า”
[ ค่าความพอใจของดราเวนเพิ่มขึ้น ]
ทันใดนั้น ใครบางคนก้าวเข้ามาใกล้เงาทึบทอดทับลงตรงหน้าเขา
“ไม่ไหวแล้ว ตามมานี่เลยข้าจะมอบาแแห่งการเติบโตให้สะใจเอง”นิโคลกัดฟันทนไม่ไหวจนกระทั่งต้องลากคอโจเวลออกไป ตามการร้องท้วงของเอเมอร์
[เงื่อนไขลับของเส้นทางเหนือราชันถูกกระตุ้น ]
ถูกจังหวะเหลือเกิน โจเวลสบถในใจ
ดราเวนสั่นหัวแบบปลงตกส่วนทางด้านเฮนรี่ยังคงสงบท่าที สร้างความแปลกใจไม่น้อย
“พลังแห่งหนุ่มสาวนี่ดีเสียจริง”
“เื่ที่ให้ช่วย…ไปถึงไหน”เฮนรี่เอ่ยขึ้นเมื่อเหลือกันเพียงสองคน
“ทางนั้นเริ่มลงมือแล้วสงสัยคงได้ตัวแปรสำคัญมา”
“ตรวจสอบเอเธอร์หรือยัง”เฮนรี่มองไปยังหมุดคริสตันที่วางอยู่กลางโต๊ะตรงหน้า
เอเธอร์ เครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินจะเตือนทุกภาคส่วนทันทีที่มีความผิดปกติ อย่างคลื่นสัตว์อสูรทั้งจากตัวระบบเองและการกระตุ้นใช้งาน
“ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณผิดปกติมันยังทำงานอยู่…แต่ช้าลงเรื่อยๆ” เฮนรี่หยุดคิดจังหวะหนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ
“ข้าจึงมาถึงไม่ทันเวลา”สีหน้าดราเวนตึงเครียดขึ้น
เฮนรี่พยักหน้ารับทราบ“ความบ้าคลั่งในตัวเขาไม่เคยจางหาย”
“เพราะเหตุนี้หรือเปล่าทำให้เ้าไม่ชอบการเมือง”
“ส่วนหนึ่ง…ใช่”เฮนรี่วางแก้วชาลงจ้องมองไปยังใบหน้าของเพื่อน
ดราเวนเห็นระลอกคลื่นแห่งความวิตกอยู่ในนั้นได้แต่ถอนหายใจแบบสุดหนทางเช่นกัน
“ทำไมพวกมันถึงพยายามเล็งมายังตระกูลของเ้าทั้งๆ ที่พวกเ้าทำผลงานไว้มากมาย” ดราเวนยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจหากปราการลาเมทัสล้มสลายลง ภัยอันตรายคงไหลเข้าจักรวรรดิไม่ขาดสายเป็แน่
“สิ่งที่โดดเด่นเกินไป มักอยู่ได้ไม่นานเ้าควรอยู่ให้ห่างจากเื่นี้” เฮนรี่เข้าใจความหวังดีของสหาย
“คงยากแล้วล่ะเพื่อนเอ๋ย…ลูกข้าดูจะสนใจโจเวลมากกว่าเดิมเสียอีก”
ภายนอกอาจดูก้าวร้าวแต่เนื้อแท้แล้วนิโคลเป็คนยังไงนั้น ผู้เป็พ่อเช่นเขารู้ดีอย่างถึงที่สุด
“ข้าไม่แปลกใจ เดิมพันกันสักหน่อยไหม”เฮนรี่วางเหรียญทองประทับตราลาเมทัสไว้ตรงหน้า
“10 นาที บวกลบเล็กน้อย”ดราเวนวางเหรียญทองประทับตราไอเซนกราดให้สองเหรียญเลย
เมื่อคิดเห็นไม่ลงรอยทั้งสองมักใช้วิธีนี้และได้ผลเสมอ
“เ้าแพ้ั้แ่ลงเดิมพันกลับไอเซนกราด”
“มันก็ไม่แน่เสมอไปหรอก ลาเมทัส”
ความเงียบกดทับห้องรับรองและในความเงียบนั้น สายตาของทั้งสองฟาดฟันกันยิ่งกว่าคมอาวุธใด
…
โจเวลลากครูดไปกับพื้นด้วยแรงมหาศาลนิโคลคว้าคอเสื้อไว้ มือเดียวก็เหลือเฟือ ราวกับลากของเล่นชิ้นหนึ่ง
เขาไม่เข้าใจแต่ก็ไม่รู้สึกถึงจิตสังหาร นั่นพอแล้วให้ปล่อยให้เธอทำตามใจชอบทว่าคำถามยังค้างอยู่ โจเวลคนก่อน กลัวเธอเพราะอะไรกันแน่
“ช่วยเบามือกับคนาเ็ด้วยขอรับคุณหนูนิโคล” เอเมอร์กึ่งวิ่งกึ่งเซตามมาด้านหลัง
“นายน้อยก็ช่วยขอร้องด้วยขอรับ”แล้วทำเนียนกระซิบบอกโจเวล
“ขอร้องไปก็เท่านั้นข้าจะสอนวิธีเอาตัวรอดในโลกอันโหดร้ายนี่ให้เ้าเอง”
“คงไม่มีอะไรโหดร้ายเท่าเ้าแล้วตอนนี้”ดูเหมือนจะคิดออกมาดังเกินไป
[ ระบบขอแสดงความเสียใจ ]
“อ้อ…ยังมีแรงพูดจาอีกหรือ”นิโคลชำเลืองมอง ก่อนกระตุกแขนขึ้นอีกครั้ง
“อั่ก! ข้าขอถอนคำพูด”ร่างโจเวลครูดไปกับพื้น เสียงครืดดังยาวตามแรงลากที่เพิ่มขึ้น
เอเมอร์ยกมือปิดหน้า“ท่านพูดช้าไปหนึ่งจังหวะขอรับ”
“ลุก”
จนในที่สุดทั้งสามก็ได้มาถึงลานประลองที่ดูว่างเปล่าในเวลานี้ความเงียบสงบช่างชวนให้ดูน่ากลัวอย่างอธิบายไม่ถูก
“รับ” ดาบไม้สองมือพุ่งเข้ามาโจเวลรับแทบไม่ทัน
“อย่าให้ข้าตายเด็ดขาด” นายน้อยกล่าวเอเมอร์พยักหน้ารับ
“สั่งลาแล้วก็เตรียมพร้อม”เธอเดินไปหยิบหอกไม้มาถือ
“ข้าเอาใจช่วยขอรับ นายน้อย”
น้ำเสียงจริงจังแต่สถานการณ์ทำให้โจเวลไม่แน่ใจว่ามันคือกำลังใจ…หรือคำสั่งลา
“ไม่รู้เอาใจช่วยแบบไหน”
โจเวลยืนถือดาบไม้สองมือแน่นปลายดาบแตะพื้นแ่เบา ท่วงท่าหนักแน่นแต่ยังแฝงความไม่คุ้นชิน
ตรงข้าม นิโคลหมุนหอกไม้เพลิดเพลินปลายหอกวาดอากาศเป็วงอย่างแม่นยำ ราวกับมันเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย
[ ตรวจพบผู้ใช้อาวุธระดับสูง ]
“เริ่ม” คำเดียวสั้นๆแต่เหมือนสัญญาณปลดปล่อยบางสิ่ง
หญิงสาวหายไปจากจุดเดิมในพริบตา
ฉับ!
ปลายหอกพุ่งฉีกอากาศจากมุมอับสายตาโจเวลยกดาบรับแทบไม่ทัน
ปัง!
แรงสะท้อนกระแทกผ่านฝ่ามือจนชาวาบขึ้นถึงข้อศอกยังไม่ทันตั้งหลัก หอกอีกสายก็ซัดเข้าที่สีข้าง
“อึก!”
ร่างไถลถอยไปหลายก้าว ฝุ่นกระจายใต้เท้า
“ช้า”
เสียงกระซิบแนบข้างหูเร็วจนเหมือนเธอซ้อนอยู่สองที่
ถอยอีกก้าว ต้องแพ้แน่แต่ถ้าไม่ถอย…อย่างน้อยยังเลือกได้ว่าจะล้มแบบไหน
[ สัญชาตญาณเอาตัวรอดกำลังทำงาน ]
โจเวลกัดฟันแน่น ดวงตาเริ่มนิ่งขึ้นปรับท่าจับดาบ เปลี่ยนจากตั้งรับเป็ยกขึ้นระดับอก ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ
[ ความเข้าใจอาวุธเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ]
“ไม่ลองไม่รู้”
พื้นดินใต้เท้าสั่นเล็กน้อย พุ่งเข้าใส่ดาบฟาดลงเต็มแรง
นิโคลหลบ แค่ครึ่งก้าว แล้วสวนกลับทันทีปลายหอกเฉียดลำคอคนตรงข้ามไปเส้นเดียว
แต่ครั้งนี้โจเวลไม่ลังเลและไม่หยุดการเคลื่อนไหว ปล่อยแรงทั้งหมดไหลต่อแล้วหักทิศในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
แรงเหวี่ยงกดดันอากาศจนเกิดเสียงหวีด
นิโคลหรี่ตาลงนี่ไม่ใช่การฟันของมือใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่ของคนที่ถูกสอนมาอย่างถูกต้องเช่นกัน
ปลายหอกของเธอพุ่งทะลวงเข้าไปในช่องว่างที่เปิดออกอย่างแม่นยำขณะเดียวกัน คมดาบไม้ของโจเวลก็พุ่งเข้าหาไหล่เธอในมุมที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้
ระยะห่างหายไปในพริบตา
หนึ่งลมหายใจ…ตัดสิน
เสียงอัดกระแทกดังสนั่นอากาศรอบตัวเหมือนบิดตัวแตกออก ฝุ่นฟุ้งกระจายบดบังสายตาของเอเมอร์
เมื่อมันจางลงปลายหอกหยุดอยู่ที่ลำคอของโจเวล และดาบของโจเวลหยุดอยู่ห่างจากตัวเธอเพียงปลายนิ้ว
นิโคลมองนิ่งเงียบพักใหญ่
แววตาที่เคยกดข่ม เปลี่ยนเป็บางอย่างที่ไม่เคยมีให้ใครมาก่อน
“เมื่อครู่…เ้าจงใจเปิดช่องว่าง”เธอพูดเสียงเบา สายตาไม่ละจากคนตรงหน้า
“ไม่เสียเปล่า” ปลายดาบยังไม่ขยับ
ครู่หนึ่ง นิโคลหัวเราะในลำคอก่อนจะปล่อยมือทั้งสองข้างลงข้างลำตัวอย่างยอมรับ
“ครั้งนี้ เ้าชนะ” รอยยิ้มบางปรากฏขึ้น
[ เงื่อนไขเควสบรรลุบางส่วน ]
[ ท่านได้รับการยอมรับจาก นิโคลไอเซนกราด ]
[ ค่าความสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ]
[ จิตต้านแรงกดดันเพิ่มขึ้น ]
ดวงตาสีแดงสดของเธอจ้องลึกเข้าไปในตัวของโจเวลผู้ถูกมองถึงกลับนิ่งไปชั่วขณะ เหมือนถูกมนตร์สะกด
“หรือว่าเ้าคนเดิม…ตายไปแล้วจริงๆ”
[ นิโคลสงสัยในตัวตนของท่าน ]