บรรยากาศในเมืองจินไห่ยามบ่ายวันนี้ดูจะร้อนแรงกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะแสงแดด แต่เป็เพราะข่าวการตัดสินโทษปะาชีวิตที่ถูกประกาศออกมาอย่างสายฟ้าแลบโดย ศาลเมืองจินไห่ ณ ลานตัดสินโทษกลางเมือง ผู้พิพากษาหน้ามันเยิ้มในชุดขุนนางนั่งประจำตำแหน่งอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางการเฝ้าดูของเหล่าสมุนจากสามตระกูลใหญ่ที่คอยกดดันอยู่รอบข้าง พวกเขาใช้เงินสินบนจำนวนมหาศาลเพื่อบีบให้ศาลสั่งปะา
หลี่ิ (ร่างแยก) ทันทีในข้อหาทำร้ายผู้าุโและกรรโชกทรัพย์
"เ้ามีอะไรจะคัดค้านหรือไม่!" ผู้พิพากษาตวาดใส่จำเลยที่นั่งอยู่กลางลาน
ร่างแยกของหลี่ิที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนศิลาทมิฬหนาแน่นเพียงแค่ปรือตามองด้วยตาปลาตาย ก่อนจะหาวออกมาคำโต วืด... เขาสัปหงกจนหัวเกือบกระแทกพื้น แล้วนั่งนิ่งกรนเบา ๆ ต่อไปอย่างไม่แยแสชีวิตตนเองแม้แต่นิด
ในขณะเดียวกัน... หลี่ิตัวจริง กำลังยืนอยู่หน้าแผงขายของชำริมทาง เขาหยิบหมวกสานใบเก่าราคาถูกมาสวมหัวแล้วกดลงให้ต่ำเพื่อปิดบังใบหน้าหล่อเหลาที่เพิ่งสร้างเื่ไว้ จากนั้นก็สวมผ้าคลุมป่านหยาบ ๆ ทับชุดผ้าไหมขาวที่แสนแพงของเขา
"อืม... แบบนี้ค่อยยังชั่วหน่อย เดินไปไหนจะได้ไม่ต้องมีคนมาคอยไถตังคืน" หลี่ิพึมพำพลางเคี้ยวถังหูลู่ไม้ใหม่ที่เพิ่งซื้อมา
ในสายตาของคนทั่วไปที่เดินผ่านไปมา หลี่ิในตอนนี้คือ 'ขยะ' อย่างแท้จริง เพราะเขาจงใจปิดบังตัวตนและไม่มีกลิ่นอายของพลังปราณหลุดออกมาแม้แต่น้อย ใครมองมาก็เห็นเพียงชายพเนจรไร้พลังที่หาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ เท่านั้น
ขณะที่หลี่ิกำลังเดินลัดเลาะไปตามซอกตึกมืด ๆ เพื่อหาทางลัดไปยังร้านขนมครกเ้าดังอีกฝั่ง หูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงเนื้อกระทบเนื้อ และเสียงร้องไห้ด้วยความเ็ป
ในมุมมืดของตรอกที่อับชื้น ชายหนุ่มคนหนึ่งนอนจมกองเื สภาพร่างกายสะบักสะบอมจนจำเค้าเดิมไม่ได้ เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่ง และที่น่าเศร้าที่สุดคือบริเวณท้องน้อยของเขามีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ที่เกิดจากการถูกทำลาย 'ตันเทียน' (จุดศูนย์กลางปราณ) อย่างรุนแรง ทำให้เขากลายเป็คนพิการที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกตลอดกาล
"เป็อย่างไรบ้างล่ะ? ท่านอดีตศิษย์เอกเย่ฟาน!" หนึ่งในชายฉกรรจ์ในชุดศิษย์สำนักถ่มน้ำลายใส่ร่างนั้น "เมื่อก่อนเ้าหยิ่งผยองนักไม่ใช่รึ? ตอนนี้เ้าก็แค่หมาข้างถนนที่ถูกสำนักกระบี่เมฆาครามเขี่ยทิ้ง!"
ชายหนุ่มที่นอนอยู่คือ เย่ฟาน อดีตอัจฉริยะผู้โด่งดังที่ถูกใส่ร้ายว่าขโมยวิชาลับ จนถูกขับออกจากสำนักและโดนลงทัณฑ์ทำลายวรยุทธ์ เขาไม่มีแม้แต่แรงจะปกป้องตัวเองจากลูกศิษย์ชั้นสถุลที่ครั้งหนึ่งเคยหมอบกราบเขา
"พวกเ้าเนี่ยนะ... กลิ่นอายสังหารมันแรงจนข้าเสียรสชาติน้ำตาลเคลือบผลไม้หมดเลย"
เสียงเฉื่อยชาดังขึ้นจากปากทางเข้าตรอก กลุ่มอันธพาลจากสำนักกระบี่เมฆาครามหยุดมือแล้วหันไปมอง พวกเขาเห็นเพียงชายสวมหมวกสานท่าทางกระจอก ๆ คนหนึ่งยืนพิงกำแพงอยู่
"แกเป็ใคร? ไอ้คนพเนจร!" หัวหน้ากลุ่มอันธพาลตวาด "ไสหัวไปซะถ้าไม่อยากโดนลูกหลง!"
หลี่ิก้าวเดินเข้ามาหาช้า ๆ โดยไม่ถอดหมวกสาน "ข้าก็แค่คนที่เดินผ่านมา... ข้าจะบอกอะไรให้นะ การรังแกคนไม่มีทางสู้น่ะมันดูไม่เท่เลยสักนิด พวกเ้ามีมือมีตีนเอาไว้ฝึกวิชา หรือเอาไว้ถือของกินอร่อย ๆ จะดีกว่ามาทำเื่ไร้สาระแบบนี้นะ"
เหล่าอันธพาลต่างพากันหัวเราะลั่น เมื่อพวกเขาลองใช้ััปราณตรวจสอบชายตรงหน้า ผลปรากฏว่า "ว่างเปล่า" ชายคนนี้ไม่มีแม้แต่หยดปราณในกระแสเื
"ฮ่า ๆ ๆ! ดูไอ้ขยะนี่มันเทศนาพวกเราสิ! แกไม่มีแม้แต่ปราณเริ่มต้นด้วยซ้ำ บังอาจมาสั่งสอนศิษย์สำนักเมฆาครามรึ? ตายซะเถอะ!" อันธพาลคนหนึ่งพุ่งเข้ามาหมายจะซัดหมัดใส่หน้าหลี่ิให้หงายหลัง
หลี่ิถอนหายใจยาว "ข้าเตือนแล้วนะ..."
ในจังหวะที่หมัดกำลังจะถึงหน้า หลี่ิไม่ได้หลบ เขาเพียงแค่ขยับปลายนิ้วกลางขึ้นมาจ่อที่หน้าอกของอีกฝ่าย
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังสนั่นดุจเสียงสายฟ้าฟาด ร่างของอันธพาลคนนั้นกระเด็นทะลุกำแพงซอกตึกหายลับเข้าไปในตัวอาคารทันที เพื่อนที่เหลืออีก 4-5 คนถึงกับหยุดชะงัก ใบหน้าซีดเผือด
"แก... แกทำอะไร!" หัวหน้ากลุ่มอันธพาลชักกระบี่ออกมาด้วยมือที่สั่นเทา "แกกล้ามีเื่กับพวกเรา? รู้ไหมว่าเื้ัของพวกเราคือ สำนักกระบี่เมฆาคราม หนึ่งในสี่สำนักใหญ่ที่ปกครองแคว้นจ้าวนะโว้ย! เ้าสำนักเราเป็ถึงขั้น..."
หลี่ิไม่รอให้มันพูดจบ เขาดีดนิ้วใส่กึ่งกลางหน้าผากของมันเบา ๆ
ฟิ้วววววววววว!
ร่างของหัวหน้ากลุ่มพุ่งลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูงจนกลายเป็จุดเล็ก ๆ แล้วหายลับไปในหมู่เมฆ ทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองที่ค่อย ๆ โปรยปรายลงมา
หลี่ิเดินเข้าไปหาเย่ฟานที่มองภาพเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงและความหวังสุดท้ายที่ริบหรี่
"เ้าน่ะ... ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อกินของอร่อยในเมืองนี้ต่อไหม?" หลี่ิถามเรียบ ๆ
เย่ฟานเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะพยักหน้าอย่างยากลำบาก "ข้า... ข้าอยากล้างมลทิน... ข้าไม่อยากตายอย่างสุนัข..."
"อืม... งั้นก็ตามใจ"
หลี่ิไม่รอช้า เขาจัดการคว้าคอเสื้อของเย่ฟานแล้วแบกชายหนุ่มที่าเ็หนักขึ้นบนบ่าอย่างง่ายดายราวกับแบกปุยนุ่น เขาเดินก้มหน้าภายใต้หมวกสาน หายลับเข้าไปในเงามืดของตรอกซอกซอย ทิ้งให้ข่าวเื่ร่างแยกที่กำลังจะถูกปะากลายเป็เพียงเื่รองไปในทันที