รถของมาลีน่าค่อยๆ แล่นผ่านเขตชุมชน ออกไปเขตนอกเมือง และมุ่งสู่ถนนที่ตัดเข้าป่าเธอเปิดเพลงคลอเบา ๆ ซึ่งเป็เพลงที่กำลังฮิตอยู่ในตอนนี้
“จริงสิ นี้ของเธอนะ รับไว้สิ”มาลีน่าพูด ยื่นล็อตเก็ตสีเงินให้เมวิสบนล็อกเกตมีสัญลักษณ์รูปดวงดาวที่วาดด้วยสามเหลี่ยมซ้อนทับกัน
“สวยจังหนูไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยค่ะ” เมวิสรับสร้อยคอมาและจ้องมองมันอย่างพินิจเธอพยายามเปิดมันออก แต่ดูเหมือนจะไม่สามารถเปิดได้
“มันติดตัวมากับเธอน่ะคงจะเป็สมบัติที่ครอบครัวของเธอเหลือเอาไว้ให้ ฉันได้มันมาตอนที่เข้าไปคุยเื่ของเธอกับเ้าหน้าที่ที่เรียกตัวเองว่า มาดามชารอนน่ะ”
“คุณพูดยังไงเธอถึงยอมมอบมันให้คุณเธอไม่น่าจะยอมมอบมันมาให้คุณง่าย ๆ นะคะ” เมวิสถามด้วยสีหน้าฉงน
เพราะมาดามชารอนที่เธอรู้จักคงไม่ยอมมอบของที่ดูมีราคานี้ให้ใครง่ายๆ หล่อนบังคับให้เมวิสและเด็ก ๆ คนอื่นไปขายคุกกี้ตามบ้านเพื่อหารายได้เข้าบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าสัปดาห์ล่ะ5-6 วัน หากยอดขายไม่ได้ตามเป้าจะต้องถูกลงโทษให้อดอาหาร ซึ่งปกติอาหารที่ได้รับก็แทบจะไม่พอกินอยู่แล้ว
“ฉันมีวิธีการของฉันน่ะ แล้วเธอจะต้องแปลกใจแต่มันก็ไม่ใช่เื่น่าอวดอะไรหรอกนะ เรามาพูดถึงเื่ของเธอดีกว่าเธอพอจะเล่าให้ฉันฟังได้มั้ยจ๊ะ” มาลิน่าถาม เธอได้ยินเสียงถอนหายใจของเมวิส
“เมื่อหลายเดือนก่อนหนูสลบอยู่ในป่ามีคนไปพบหนูเข้า พวกเขาพาหนูส่งโรงพยาบาล ตำรวจและคนอื่น ๆพยายามตามหาพ่อแม่ให้หนู พอไม่มีใครมารับหรือแสดงตัวว่ารู้จักหนูเลยพวกเขาก็ส่งหนูมาที่บ้านเลี้ยงเด็กพร้า เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น หนูจำอะไรไม่ได้เลยหนูใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นเรื่อยมา จนเกิดเื่คำสาปขึ้น และคุณก็เข้ามารับหนูค่ะ”เมวิสเล่า
“ป่านั่นอยู่ที่ไหนกันล่ะ”
“มันคือป่าเมวิโซน่าในเขตชานเมืองน่ะค่ะหนูชื่อเมวิสก็เพราะเื่นี้แหละ”
“งั้นเองเหรอจ๊ะ”
“คุณพอจะรู้จักครอบครัวของหนูมั้ยคะ?สัญลักษณ์ที่อยู่บนล็อกเกตคุณพอจะรู้จักมันบ้างมั้ย?”เมวิสถามอย่างมีความหวังตอนนี้ในหัวของเธอเต็มไปด้วยเื่ที่อยากรู้มากมาย เธอหวังเป็อย่างยิ่งว่ามาลีน่าจะตอบว่ารู้จักและกำลังจะพาเธอไปพบกับครอบครัวผู้วิเศษของเธอ แต่แล้วเธอก็ต้องผิดหวัง
“ไม่เลยจะ ต้องขอโทษด้วยนะสัญลักษณ์นั่น ฉันเองก็พึ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก นั่นคงจะเป็เบาะแสสำคัญในการตามหาครอบครัวของเธอนะฉันว่า”
สีหน้าของเด็กสาวพลันเปลี่ยนเป็สลดใจอีกครั้ง
“เดี๋ยวเลี้ยวซ้ายตรงนั้น ป้ายนั่นก็จะเข้าเขตดินแดนเวทมนตร์และเราจะเดินทางได้ง่ายขึ้นมากเลยจะ”
รถเลี้ยวซ้ายผ่านป้ายพัง ๆ เก่า ๆ ที่เขียนว่าPegasilva ซึ่งไม่มีถนนตัดผ่านนอกจากพงหญ้ารกแต่เมื่อขับเข้าไปได้ไม่กี่เมตรถนนก็ปรากฏขึ้นสู่สายตาโดยพลังแห่งเวทมนตร์ รถแล่นตามถนนไปจนไปสุดทางที่ริมหน้าผาชายฝั่งทะเลซึ่งมีต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่
“เอาล่ะลงมาจากรถกันเถอะ จากนี้ไปเราต้องข้ามทะเลเพื่อเข้าสู่เมือง เพกาซิลเวีย” มาลีน่าพูดเมื่อทั้งสองลงมาจากรถ มาลีน่าก็เสกคาถาลดขนาดสิ่งของให้รถมีขนาดเล็กลงและเก็บรถของเธอเข้าไปในกระเป๋าเมวิสแสดงสีหน้าตกตะลึงเหมือนกับได้เห็นโชว์มายากลในงานเทศกาลก็ไม่ปาน
“Po-tis-view” มาลีน่าร่ายคาถาใส่ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้เริ่มขยับเขยื้อนเมวิสสะดุ้งโหยงเธอเดินถอยหลังออกมาพลางมองจ้องไปที่มัน ต้นไม้เปลี่ยนแปลงรูปร่างยืดกิ่งก้านขยายออก มีขนาดใหญ่พอให้ทั้งสองคนขึ้นไปยืนได้ มาลีน่าเสกคาถาใส่ตัวเธอเองและเมวิสทั้งสองลอยขึ้นไปยืนบนรากไม้ใหญ่ เธอร่ายเวทย์ใส่ต้นไม้อีกครั้ง รากไม้ยืดยาวขยายออก มุ่งหน้าสู่ทะเลกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ลมทะเลพัดผ่านใบหน้าของเมวิสผมของเธอปลิวไสวลู่ไปตามสายลม เธอรู้สึกราวกับได้โบยบินเหมือนนก แสงอาทิตย์ยามเย็นสะท้อนลงบนผิวทะเลเป็ภาพอาทิตย์ตกดินที่สวยงามที่สุดสำหรับเธอ