ผ่านมาเกือบเดือนแล้วที่สหัสวัตเอาแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำนางสาวิตรีเองก็ได้แต่จนใจจะห้ามปรามด้วยรู้ว่าแม้ลูกชายจะรับปากเื่การแต่งงานกับผู้หญิงที่นางหาให้แล้ว แต่ลึกๆในใจเขา นางรู้ดีว่าลูกชายไม่ได้มีความสุขกับการตัดสินใจเลือกหนทางนี้นักหรอก
จนกระทั่งวันนี้ที่นางอดรนทนไม่ไหวจำต้องเปิดปากเอ่ยคุยอย่างเป็ทางการเพราะไม่อยากให้อะไรๆ ยืดเยื้อเรื้อรังอีกต่อไป อีกทั้งก็อยากให้มีผู้หญิงดีๆเข้ามาในชีวิตของลูกชาย เผื่อเขาจะหายจากอาการซังกะตายซึมกะทือนี้ไปได้บ้างนางเป็แม่ย่อมรู้ดีเสียยิ่งกว่าใครว่าสหัสวัตชอกช้ำระกำใจแค่ไหนภายนอกต่อหน้าคนอื่นเขาก็ดูปกติดี แต่ลึกๆ ในใจเป็ยังไง สิ่งเหล่านี้ไม่อาจพ้นจากสายตาของคนเป็แม่อย่างนางไปได้
เมื่อร่างสูงเดินมาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ตัวตรงข้ามเพื่อเตรียมรับประทานอาหารเช้าสาวิตรีก็ได้จังหวะเอ่ยพอดิบพอดี
“ตอนเย็นแม่ว่าจะชวนบ้านนั้นมากินข้าวเย็นด้วยกันริวกลับบ้านเร็วหน่อยได้ไหมลูก”
บ้านนั้นที่แม่พูดถึงคงไม่พ้นครอบครัวของว่าที่เ้าสาวที่แม่เขาเลือกให้สินะจะว่าแม่เลือกให้ก็ไม่ถูก เพราะเขาชี้เองกับมือเพียงแค่ว่าไม่ได้สนใจพินิจพิเคราะห์ดูเท่านั้นเอง
กระทั่งตอนนี้เขาบอกตามตรงว่าลืมเค้าโครงหน้าตาของน้องนางคนนั้นไปเสียสนิทติดลบ ด้วยตอนที่เลือกๆก็ไม่ได้เหลือบแลแม้แต่หางตา ชี้มั่วว่าง่ายๆกระนั้นด้วยความเป็สุภาพบุรุษและไม่เคยทำให้แม่ผิดหวังก็รับปากไปเรียบร้อย
“ได้ครับ”
“แล้วเื่แต่งงาน ริวจะเอายังไงล่ะลูกนี่มันก็ล่วงเลยมาเป็เดือนแล้ว ั้แ่ที่แม่เคยคุยๆ เกริ่นๆ ไว้กับป้าอัญ”
เขารู้ว่าเพื่อนแม่คนนั้นชื่ออัญชลีแม้จะไม่เคยเห็นหน้าแต่ก็เคยได้ยินแม่พูดถึงบ่อยๆน่าแปลกที่ป้าอัญชลีเป็เพื่อนสนิทของท่านแท้ๆแต่เขากลับไม่เคยเห็นทั้งที่อีกฝ่ายก็เคยมาที่นี่หลายครั้งคงเพราะมาตอนที่เขายังอยู่ต่างประเทศกระมัง หรือไม่ก็มาตอนที่เขาอยู่ออฟฟิศ
“คุณแม่จัดการไปได้เลยครับผมไม่มีปัญหา ถ้าทางผู้หญิงมีวันดี เราก็ตกลงเลยก็ได้ครับ เอาที่เขาสะดวก”
นางสาวิตรีพยายามมองหาร่องรอยความฝืนใจหรือความเบื่อหน่ายบนสีหน้าและดวงตาคมเข้มนั้นแต่ก็ปรากฏเพียงความเรียบเฉยที่แสดงบนใบหน้าหล่อเหลานั่นเท่ากับว่าเขายินดีและเต็มใจอย่างปากว่า หาใช่เพราะนางบังคับจิตใจสรุปเอาเป็ตามนี้ก็แล้วกัน ไม่ว่ายังไงงานแต่งงานก็ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนตามฤกษ์สะดวก นางตัดสินใจแล้ว นางเชื่อว่าคนที่จะเข้ามาในชีวิตของลูกชายคือคนที่จะทำให้สหัสวัตสามารถกลับมามีรอยยิ้มได้อีกครั้ง...
“จอดตรงป้ายรถเมล์ได้เลยค่า”
หญิงสาวหยิบเงินให้แท็กซี่พอดีไม่ต้องทอนก่อนจะหอบข้าวของพะรุงพะรังลงมาจากรถอย่างไม่ค่อยถนัดนัก
ข้าวกล่องอาหารกลางวันจำนวนสามสิบกล่องค่อนข้างถือลำบากพอสมควรสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆบอบบางแต่ด้วยความที่เป็ลูกแม่ค้าขายอาหารตามสั่งที่เธอช่วยทำมาตลอดั้แ่จำความได้สิ่งนี้จึงไม่เป็อุปสรรคกับสาวน้อยคนนี้นัก
เธอเดินหิ้วถุงพลาสติกใบใหญ่เข้าไปในตัวอาคารสูงสามสิบชั้นผ่านลุงยามที่เคยเห็นหน้าค่าตากันมาบ้างเนื่องจากเคยมาส่งข้าวกล่องที่นี่ราวๆสี่ครั้งแล้ว เพียงยื่นนามบัตรของคนสั่งให้ ลุงยามก็ยอมให้เดินเข้าไปด้านในของตัวอาคารแต่โดยดี
ธมนเดินหอบข้าวของไปแจ้งความจำนงต่อประชาสัมพันธ์ประจำอาคารซึ่งเป็ที่ตั้งของบริษัทแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรรายใหญ่ของประเทศไทยเมื่อประชาสัมพันธ์แจ้งว่าโทรแจ้งคนที่สั่งข้าวให้แล้วธมนก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้รับแขกที่จัดแยกโซนไว้นั่งรอสำหรับผู้มาติดต่อ
เพียงไม่นานร่างผอมสูงของคนที่โทรไปสั่งข้าวก็เดินออกมาพร้อมกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ธมนเดาว่าน่าจะเป็ลูกน้องของเขา
หลังจากส่งมอบข้าวกล่องและเคลียร์ค่าใช้จ่ายกันเสร็จเรียบร้อยแล้วธมนก็เดินออกมาจากโซนรับรองนั้น ก่อนจะก้าวจากไปก็อดไม่ได้ที่จะหันกายกลับมามองสำรวจไปรอบๆบริเวณเหมือนเช่นทุกครั้งที่เคยมาเยือน
รู้สึกตกหลุมรักและชอบบรรยากาศของอาคารสถานที่และผู้คนที่นี่ซึ่งอยู่กันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยแต่ครั้นมีผู้มาติดต่อประสานงานก็แย้มยิ้มต้อนรับขับสู้อย่างดี
ธมนเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ และยังไม่ได้ลองยื่นสมัครงานที่ไหนด้วยว่าอยากช่วยพ่อกับแม่ขายอาหารไปก่อน อีกอย่างสาขาที่เธอจบมาก็ค่อนข้างหางานทำลำบากในความคิดของเธอ
และธมนรู้ตัวดีว่าเป็คนหัวไม่ดีเรียนหนังสือไม่เก่ง กระนั้นเธอก็พยายามอย่างเต็มที่แล้วจนสามารถจบปริญญาตรีสาขาวิชาคหกรรมมาได้ด้วยเกรดเฉลี่ยระดับกลางๆแต่อย่างไรก็ดีธมนก็อดหวังไม่ได้ว่าถ้ามีโอกาสได้มาสมัครงานที่นี่ก็จะไม่ลังเล
ขณะที่สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ และกำลังจะหันหลังกลับไปที่ประตูพลันสายตาก็สะดุดเข้ากับร่างสูงใหญ่และใบหน้าคมเข้มที่คุ้นตาและติดอยู่ในความทรงจำเสียก่อน
“พี่คนนั้นนี่นา”
ธมนไม่ทันคิดหน้าคิดหลังเมื่อเห็นว่าเขากำลังเดินเคียงข้างไปกับชายร่างสูงไล่เลี่ยกันแต่สูงวัยกว่าไปหยุดที่หน้าลิฟต์และกดนิ้วจิ้มลงบนปุ่ม ธมนก็รีบเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหาเขาทันทีท่ามกลางความตกตะลึงของเ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่ร้องห้ามไม่ทัน
“พี่ขา!พี่คะ!”
เธอร้องเรียกเขาเอาไว้และเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะก้าวขาเข้าไปในลิฟต์ก็ยิ่งเรียกเสียงดังขึ้น
“พี่คะรอหนูด้วยค่ะ”
ได้ผลเพราะคนโดนเรียกเหมือนจะรู้ตัวว่ามีคนเรียกเขาอยู่
ชายหนุ่มที่ดูดีั้แ่หัวจรดเท้าชะงักขาที่จะก้าวเข้าลิฟต์ก่อนจะหันกลับมามองหญิงสาวตัวเล็กบอบบางที่วิ่งมาหยุดหอบอยู่ตรงหน้าเขาดวงตากลมโตเต้นระริกสุกสกาวราวกับยินดีนักหนายังไม่ทันที่สหัสวัตจะถามว่าเธอเป็ใคร สาวน้อยก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“พี่หวัดดีค่ะ”
เธอยกมือไหว้เขาแล้วก็หันไปไหว้ผู้ชายสูงวัยที่ยืนอยู่ข้างเขาด้วยแม้จะไม่รู้จักก็ตาม ชายต่างวัยทั้งคู่ต่างยกมือรับไหว้อย่างงงๆธมนจึงรีบเอ่ย
“หนูจะเอาเงินทอนมาให้ค่ะวันนั้นที่พี่ไปกินข้าวที่ร้าน พี่ยังไม่ได้รับเงินทอนน่ะค่ะ”
สหัสวัตนิ่งคิดไปครู่หนึ่งสีหน้าเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา สักครู่ก็เอ่ยว่า
“เอขอโทษนะครับ พี่จำไม่ได้”
“เอ่อ คือวันที่ฝนตกแล้วพี่สั่งข้าวกะเพราไม่เอาถั่วฝักยาว แล้วร้านของหนูทำให้ผิดน่ะค่ะ”
ธมนพยายามอธิบายเมื่อเห็นว่าเขาขมวดคิ้วมุ่นก็หน้าหงอยลง
คุ้นๆสหัสวัตรู้สึกอย่างนั้น แต่ยังนึกภาพไม่ออกว่าที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไรแต่เขาเชื่อว่าคนตรงหน้าไม่ได้โกหก เพราะเขาไม่กินถั่วฝักยาวจริงๆสุดท้ายเพื่อไม่ให้เหตุการณ์ยืดเยื้อต่อความกันยาวไปกว่านี้จึงตัดสินใจพยักพเยิดไปให้จบๆ
“อ้อ ครับน่าจะใช่”
“พี่จำได้แล้วขอบคุณมากค่ะ”
เธอว่าเสียงดีใจก่อนจะก้มลงไปหยิบเงินในกระเป๋าหน้าของเสื้อกันเปื้อนนับจำนวนเสร็จก็รีบยื่นให้เขา เป็จำนวนสี่ร้อยหกสิบบาท
“เงินทอนค่ะ”
“มาทำอะไรที่นี่เหรอ”
ยังไม่ได้รับเงินมาแต่ตัดสินใจถามเธอก่อน ถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่จนได้มาเจอเขา
“หนูเอาข้าวกล่องมาส่งให้พี่ที่ชื่อศุภชัยค่ะพี่เขาทำงานที่นี่ กำลังจะกลับแล้ว แต่เห็นพี่พอดีเลยรีบตามมาค่ะ”
บอกเขาจ้อยๆราวกับรู้จักมักจี่กันมานาน ทั้งที่จริงๆ แล้ว ธมนไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาเป็ใครมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ณ ที่แห่งนี้
“อ้ออย่างนี้นี่เอง”
“เงินทอนค่ะ460 บาท ค่าข้าวกับค่าน้ำวันนั้นแค่ 40 บาทค่ะ”ธมนย้ำเพราะเขายังไม่ยอมรับเงินไปเสียที
“ไม่เป็ไรพี่ให้ หนูเก็บไว้เถอะ” เขาบอกเธอยิ้มๆ แล้วทำท่าจะหันหลังเดินเข้าลิฟต์แต่ธมนรีบเรียกเขาไว้อีกครั้ง
“พี่ขาไม่ต้องให้หนูหรอกค่ะ รับคืนเถอะนะคะ” บอกเขาสายตาก็ละห้อยวิงวอน จนคนมองอดสงสารไม่ได้
สุดท้ายสหัสวัตจึงต้องยื่นมือไปรับเงินทอนนั้นและสิ่งที่เขาทำต่อมาก็คือ...
“พี่ขอแค่สองร้อยที่เหลือหนูไว้เป็ค่ารถกลับบ้าน รีบกลับ ฝนจะตกแล้ว”
เขาว่าแค่นั้นแล้วก็ยัดเงินที่เหลือจำนวนสองร้อยหกสิบบาทกลับคืนสู่มือเล็กของเธอจากนั้นก็หันไปพยักหน้ากับชายสูงวัยที่ยืนดูเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบและหายเข้าไปในลิฟต์ด้วยกันทันที
โดยที่ธมนก็ได้แต่ยืนอึ้งความร้อนผ่าวจากฝ่ามือของเขาที่ัักับมือเล็กของเธอยังอุ่นวาบอยู่เลย ราวกับว่าเขายังไม่ได้ปล่อยมือ
“ไปแอบกินข้าวตามสั่งที่ไหนมา”พ่อเขากระเซ้าขณะยืนอยู่ด้วยกันในลิฟต์
สหัสวัตยิ้มนิดๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจหรือคิดว่าเป็เื่แปลกประหลาดแต่อย่างใดใครก็กินอาหารข้างทางกันทั้งนั้น
“น่าจะร้านแถวบ้านครับ จำไม่ค่อยได้แต่คุ้นว่าเคยไปกินแล้วเขาทำให้ผิดจริงๆ”
“น่ารักดีนะ ตามหาจนเอาเงินมาคืนได้”พ่อเขาว่าอีก
“ครับ”
ชายหนุ่มตอบรับแค่นั้นก่อนจะต่างคนต่างยืนนิ่งตกอยู่ในความเงียบสงบจนกระทั่งลิฟต์เคลื่อนมาถึงชั้นที่เป็ห้องทำงาน ทั้งคู่จึงแยกย้ายกันเข้าห้องทำงานของตัวเองไปในที่สุด...