จุดที่ทุกคนยืนอยู่นั้นมันเป็ราวกับเป็ฐานทัพก็มิปาน ที่นี่เต็มไปด้วยสรรพาวุธมากมาย ทั้งจักรกลารูปแบบมนุษย์ และเครื่องจักราขนาดใหญ่จำนวนไม่แพ้คลังแสงของประเทศ รวมถึงเ้าอินวิสซิเบิ้ลที่เคยเป็ปัญหาให้พวกชูล่าก่อนหน้านี้เรียงรายกันเป็จำนวนมาก
แต่ที่ทำให้ทุกคนตื่นตะลึงที่สุดก็คือเครื่องจักราขนาดมหึมาที่หลับใหลอยู่ภายในสุดของโกดัง บรูซพยายามแหงนหน้าขึ้นมองและพบว่ามันใหญ่โตจนไม่อาจมองเห็นยอด โลหะั์นี้อาจมีน้ำหนักมากกว่ายุทโธปกรณ์ทั้งหมดภายในคลังแสงรวมกันเสียอีก
ชื่อของมันที่เขียนไว้ที่ส่วนขาคือ “ลาสท์ เอมเพอเร่อร์” ชูล่าเคยเห็นมันมาก่อนเมื่อครั้งที่มันยังคงเป็เพียงภาพวาดบนแผ่นพิมพ์เขียวผ่านทางดวงตาแห่งฝันของเอลฟิเอน่า มันคือเครื่องจักรสังหารที่เซซิลพูดถึงในโครงการเซอเพนทาเรียส แม้ว่ารูปร่างจะต่างออกไปจากในแบบร่างอยู่บ้างเล็กน้อย ที่สำคัญคือมันมีสภาพใหม่เกินกว่าที่จะเป็ของทิ้งร้างจากโครงการที่ถูกยกเลิกไป ช่างน่าแปลกเสียจริง…
“ดูเหมือนว่าจะเป็รุ่นทดลอง… แต่ไม่ว่าจะมีไว้เพื่ออะไร เราก็ต้องทำลายมัน”
แน่นอนว่านั่นคือจุดมุ่งหมายหลักของเซซิลและซิลเวีย
“พูดเป็เล่น! คุณจะใช้อะไรทำลายเ้าตึกั์นี่กัน? ปืนใหญ่เหรอ? หรือว่าจะเป็สิ่วกับค้อนดีล่ะ?”
บรูซรู้สึกว่ามันเป็ไปไม่ได้ และที่สำคัญพวกเขาไม่มีอาวุธที่มีพลานุภาพร้ายแรงเช่นนั้น
“ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นี่นา”
ชูล่าคิดว่าบางทีพลังของเขาอาจจะทำได้ เพราะสิ่งนี้ทำให้ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับมันต้องตาย ทั้งเอลฟิเอน่า รวมถึงจาฮา และอาจจะมีอีกมากหากว่าเขาไม่ลองทำอะไรสักอย่าง ชูล่ารวบรวมกำลังทั้งหมดเอาไว้ที่กำปั้นของเขา ออร่าเปลวเพลิงสีแดงห่อหุ้มอยู่รอบแขน
ชูล่าแกว่งแขนสองสามครั้ง ก่อนจะต่อยเต็มแรงไปที่ส่วนฐานของมันสุดแรงเท่าที่คิดว่าตนเองจะทำได้ แต่ทว่ากลับมีพลังบางอย่างที่ฝืนต้านพลังของชูล่าไว้ เขาถูกแรงต้านผลักจนกระเด็นกลิ้ง ออร่าและเปลวไฟแตกกระจายออกจากกันและสร้างรอยขีดขวดให้สิ่งนั้นไม่ได้เลยสักนิดเดียว ชูล่าพยายามอีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จอีกเช่นเคย
“เปล่าประโยชน์หนุ่มน้อย พลังของเธอไม่สามารถทำอะไรสนามพลังนัลล์ได้หรอก”
และตอนนั้นเอง เสียงของชายชราผู้หนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของกลุ่มชายฉกรรจ์ติดอาวุธจำนวนมาก อาลูลุพยายามที่จะหนีก็ถูกปืนไฟฟ้ายิงจนสลบไป พวกชูล่าถูกล้อมเอาไว้หมดแล้ว และที่ก้าวออกมานั้นคือชายแก่เ้าของเสียง รูปร่างเตี้ยค่อมและมีศีรษะใหญ่โตจนผิดปกติ เขาเดินไม่ถนัดนักจึงต้องใช้ไม้เท้าคอยพยุงร่างอยู่ตลอดเวลา
“ดร.กุสตาฟ!”
เซซิลอุทานขึ้น ชายแก่เมื่อได้ยินก็พยายามเพ่งมองมาทางเซซิล เขาปาดฝุ่นที่กระจกแว่นตาเพื่อมองเห็นได้ชัดขึ้น
“โฮ่… นึกว่าใคร ที่แท้ก็เซซิลนี่เอง ไม่ได้พบกันเสียนานนะ”
เขาคือดร.กุสตาฟ นักวิทยาศาสตร์เ้าของโครงการเซอเพนทาเรียส และอดีตนักวิทยาศาสตร์ผู้เกรียงไกร เขาพยุงร่างตนเองไปยังจักรกลั์อย่างยากลำบาก พร้อมกับใช้ฝ่ามือลูบไปบนผิวเหล็กกล้าของมันด้วยความชื่นชมในความแข็งแกร่ง
“เื่ที่พวกเธอคิดจะทำมันเปล่าประโยชน์ ไม่มีอะไรจะทำลายมันลงได้ และเมื่อมันเสร็จสมบูรณ์เมื่อไหร่ ไม่ว่าประเทศใด ๆ บนโลกก็ล้วนที่จะต้องสยบอยู่ในอุ้งมือของเรา”
“สิ่งนั้นจะทำให้โลกเราสูญสิ้นต่างหาก ตาสว่างเสียทีเถอะดร. คุณกำลังพยายามก้าวข้ามไปในสิ่งที่คุณไม่อาจควบคุมได้อยู่นะ”
“เธอต่างหากล่ะที่ต้องตาสว่าง ฉันทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อศึกษาและพัฒนามัน เซอเพนทาเรียสมีความหมายกับฉันมาก ถ้าหากมีมันล่ะก็ อีกไม่นานโลกใบนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็โลกแห่งยูโทเปียอย่างแท้จริง”
“น่าเสียดาย… ทำไมคนที่เคยเป็นักวิทยาศาสตร์ที่มีอุดมการณ์แน่วแน่อย่างคุณ ถึงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดร.ก็แผดเสียงหัวเราะดังลั่น พร้อมกับชี้นิ้วมายังเซซิล
“อุดมการณ์ของคนเรามันต่างกันนะเซซิล เธอเองก็มีอุดมการณ์ของเธอ ฉันเองก็มีของฉัน สุดท้ายแล้วมันก็แค่เื่ของแิที่มันสวนทางกัน ก็เท่านั้นเอง”
และในตอนนั้นเอง ดร.กุสตาฟก็เปลี่ยนอารมณ์เป็เศร้าหมอง เขาพูดลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“เธอไม่มีวันเข้าใจความรู้สึกของการเป็คนที่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากใครหรอก…”
เมื่อมองเข้าไปภายใน แววตาของดร.กุสตาฟนั้นอัดแน่นไปด้วยความริษยาและความเศร้าโศก เขาอิจฉาซิลเวียในทุก ๆ เื่ อิจฉาในความสามารถที่ฉายแววั้แ่วัยรุ่น อิจฉาที่เธอได้รับความไว้วางใจจากทุกคน ในขณะที่ทุกคนมองเขาเป็ตัวอันตราย แต่น่าแปลกที่เซซิลกลับเข้าใจความรู้สึกนั้น
“เอาล่ะ… หมดเื่พูดแล้ว ทหาร… เอาคนพวกนี้ไปขังก่อน รอให้โยฮันกลับมาแล้วค่อยว่ากันอีกที”
และในตอนนั้นเอง ก็เกิดเสียงะเิดังขึ้นพร้อมกับม่านควันจำนวนมหาศาลที่ปกคลุมบริเวณที่พวกชูล่ายืนอยู่ เป็ฝีมือของบรูซนั่นเอง โชคดีที่เขาพกะเิควันมาด้วย เมื่อควันเริ่มหนาขึ้น ะุปืนไฟฟ้าก็เริ่มยิงสะเปะสะปะไปมาทั่วห้อง ชูล่ารีบหมอบลงและคลานไปคว้าร่างของอาลูลุผู้น่าสงสารขึ้นมา พร้อมกับได้ยินเสียงโวยวายของดร.กุสตาฟ ที่บอกให้พวกทหารหยุดยิงส่งเดช
“ชูล่า! เซซิล! แยกกันหนีไปคนละทาง เื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง!”
บรูชะโขึ้น ก่อนที่ทุกคนจะกระจัดกระจายกันไป
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
จู่ ๆ ชูล่าก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ เขาได้ยินบรูซะโบอกเพียงแค่นั้น และเป็ความคิดที่ดีที่สุดในตอนนี้ เขาข่มความเ็ปและก้มลงต่ำที่สุดเพื่อไม่ให้โดนลูกหลงจากะุ ชูล่ารีบวิ่งไปยังประตูที่อยู่ใกล้สุด จากนั้นก็วิ่งไปตามทางเดินยาวจนพบกับบันไดวน ที่เชื่อมต่อแต่ละชั้น
“มันหนีไปตรงนั้นแล้ว ตามไปเร็ว!”
ชูล่าได้ยินเสียงพวกทหาระโมาจากด้านหลัง เมื่อไม่มีทางเลือกจึงต้องวิ่งลงไปเรื่อยๆ เขาวิ่งอย่างไม่รู้สึกเหนื่อย รู้เพียงว่าต้องวิ่งต่อไปแม้ว่าจะปวดหัว ชูล่าวิ่งลงมาจนถึงชั้นใต้ดินที่เหม็นอับ มันเป็อุโมงค์ที่ถูกขุดขึ้นอย่างลวก ๆ เพื่อสร้างเป็คุกชั่วคราว
ในความมืดมิดนั้นมีเพียงแสงไฟตะเกียงส่องทาง และในตอนนั้นเอง การปวดหัวก็มากยิ่งขึ้นจนแทบจะะเิ ชูล่าทรุดลงไปกับพื้นด้วยความเ็ป ภาพที่เห็นในตอนนี้ซ้อนทับกับภาพในความฝันของเอลฟิเอน่า
เอลฟิเอน่ายืนอยู่เบื้องหน้าเขา นี่ไม่ใช่ความฝันเหมือนอย่างเคย แต่เป็ความจริง เพียงแต่ว่าร่างกายของเธอดูเลือนรางเกินกว่าจะมองเห็นได้ชัด เอลฟิเอน่าวิ่งนำหน้าและหันกลับมามองเหมือนจะให้ชูล่าตามเธอไป
ชูล่ามั่นใจแล้วว่าที่นี่คือสถานที่เดียวกับที่เคาเคยฝันถึงมาตลอดั้แ่มาถึงที่ยูโทเปีย ชูล่าพยายามฝืนลุกขึ้นและเดินต่อ แต่ละก้าวยิ่งทำให้รู้สึกเ็ปมากยิ่งขึ้น
เขาวิ่งไปตามเส้นทางคดเคี้ยว ผ่านห้องหลายต่อหลายห้อง ชูล่าคิดถึงภาพความฝันที่เคยัั และสุดท้ายแล้วโลกทั้งโลกก็ดับวูบไปในความมืดมิดพร้อมกับสติของชูล่า
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
“นายท่านชูล่าคะ! ตื่นเถอะ!”
ในห้วงความมืดนั้น ชูล่าคิดว่าตนเองเข้าสู่โลกแห่งความฝันอีกแล้ว แต่ความจริงแล้วเขายังอยู่ที่คุกใต้ดินเดิมที่สลบไป เสียงของอาลูลุพยายามเรียกให้ตื่นขึ้น ชูล่าพยายามลืมตาขึ้นมามอง ภายในดวงตาที่เลือนราง บนทางเดินอันมืดมิดนั้น เอลฟิเอน่าในชุดสีขาวมองมายังเขาก่อนที่จะหันหลังกลับและเดินหายลับไป
“ค่อยยังชั่วหน่อย… ว่าแต่ ที่นี่ที่ไหนกันคะ? แล้วคนอื่นๆล่ะ?”
อาลูลุมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าเป็กังวล แต่ชูล่ากลับรู้สึกโล่งใจที่อาลูลุกลับเป็เหมือนเดิมแล้ว อาจเป็เพราะได้รับกระแสไฟฟ้าจากปืนไฟฟ้าที่ทำให้วงจรทำงานได้เหมือนเดิม และการที่มีอาลูลุอยู่เป็เพื่อนนั้นช่วยให้ชูล่ารู้สึกเบาใจไปได้เยอะเลยทีเดียว
“เซซิลกับบรูซคงกำลังหลบหนีอยู่ที่ไหนสักแห่ง หวังว่าพวกนั้นคงไม่เป็อะไร…”
เขาพยายามพูดให้อาลูลุสบายใจขึ้น เมื่อชูล่าพยายามจะลุก อาการปวดหัวก็กำเริบขึ้นอีกครั้ง แต่แม้ว่าจะยังคงอยู่ ความรุนแรงก็บรรเทาลงไปบ้างแล้ว
“นายท่านชูล่าจะไปไหน นายท่านยังไม่หายดีนะ”
“ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันแหละ ว่ายัยนั่นจะพาฉันไปไหน…”
ชูล่าอดทนกัดฟันก้าวเดินเข้าไปลึกขึ้น ๆ โดยมีอาลูลุอยู่ข้าง ๆ เป็เพื่อน สุดทางเดินนั้นเป็ห้องขนาดใหญ่ที่มีดวงไฟตะเกียงกะพริบติดดับเหมือนกับในความฝันไม่ผิดเพี้ยน ชูล่าผลักประตูเหล็กออกและเข้าไปด้านใน
ดาบปืนเล่มนั้นยังคงปักอยู่กลางห้องเช่นเดิม เหมือนในความฝันไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ แต่ก็ยังคงสภาพและความคมพร้อมจะใช้งาน ชูล่าพยายามที่จะดึงมันออกมา แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่มันก็ไม่ยอมขยับเลยสักนิด และในตอนนั้นเองแสงสว่างจ้าก็บังเกิดขึ้นในห้องเมื่อกุญแจที่ห้อยอยู่ที่ข้อมือของชูล่าไปกระทบกับด้ามดาบ
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?”
แสงสว่างนั้นกระจายออกทั่วห้องเป็วงกว้างราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปข้างใน อาลูลุะโเรียกให้ถอยห่างออกมา แต่ชูล่ากลับไม่อาจปล่อยมือจากดาบเล่มนั้นได้ แสงสว่างทำให้ห้องทั้งห้องกลายเป็เม็ดแสงสีขาวโพลน จากนั้นก็แตกออกสว่างจ้าจนชูล่าต้องหลับตา
เสียงหวีดแหลมดังก้องอยู่ภายในรูหู ชูล่ารู้สึกถึงสภาวะอากาศรอบตัวที่บิดเบี้ยวและกดดันเหมือนถูกดูดจากพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นและไม่อยากจะลืมตามอง เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังทิ้งดิ่ง เป็การทิ้งดิ่งที่รุนแรงและไม่รู้สึกน่าหวาดเสียว
จากนั้นก็ได้ยินเสียงหีบเพลงลอยล่องมาแ่เบา ระคนเสียงเหมือนผู้คนมากมายกำลังสนทนากัน เสียงปรบมือ เสียงเหมือนเสียงผิวปาก และอีกหลาย ๆ เสียงที่พรั่งพรูเข้ามา และอีกเพียงครู่หนึ่งต่อมาเมื่อการทิ้งดิ่งหยุดนิ่งลง เสียงทุกอย่างก็เงียบลงจนผิดปกติ
“อาลูลุ ยังอยู่ดีไหม?”
ชูล่ากระซิบถาม
“ยังอยู่ค่ะ”
อาลูลุตอบกลับมา ทันใดนั้นเอง เสียงที่เคยเงียบงันก็กลับกลายเป็เสียงะเิอย่างรุนแรงติด ๆ กันหลายต่อหลายครั้งจนพื้นดินที่ชูล่ายืนอยู่สั่นะเื กลิ่นขี้เถ้าระคนดินปืนลอยเข้าจมูก เขาค่อย ๆ ลืมตาเพื่อมองดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อได้เห็นเหตุการณ์เบื้องหน้า ชูล่าก็แทบไม่เชื่อในสายตาของตนเอง
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
รอบตัวของชูล่าเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้าง ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำลายอย่างราบคาบราวกับว่าพื้นที่นี้ถูกใช้เป็สมรภูมิรบ และเมื่อมองไปไกลลิบตา ตึกหลังหนึ่งกำลังเอนถล่มลงมา ส่งฝุ่นควันกระจายฟุ้งไปทั่วบริเวณ ชูล่าไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ตนเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้
อาลูลุลืมตาตื่นขึ้นและก็ใเช่นเดียวกับชูล่า ราวกับทั้งสองคนหลุดเข้ามาในโลกที่มีแต่ห้วงวังวนของาและการทำลายล้าง ได้ยินเสียงของะเิระคนกับเสียงสรรพาวุธที่โต้ตอบใส่กันอย่างไม่ขาดสาย ชูล่าเพิ่งรู้สึกตัวว่ามือของตนเองจับดาบปืนอยู่แน่น เขาลองดึงมันออกอีกครั้งและคราวนี้มันก็หลุดออกอย่างง่ายดาย
“ที่นี่มันที่ไหนกัน แล้วทำไมเราถึงมาอยู่ที่นี่ได้…”
“เอ่อ… ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็โลกความทรงจำของผนึกโซดิแอคนะคะ”
“โลกความทรงจำ?”
“ใช่แล้วค่ะ ซึ่งดูเหมือนว่าดาบเล่มนี้จะเป็ผนึกโซดิแอค ถึงได้มีปฏิกิริยากับกุญแจของนายท่านชูล่า”
อาลูลุอธิบายถึงเหตุและผลของการมาอยู่ที่นี่ให้ชูล่าฟัง ท่ามกลางเสียงะเิที่ดูเหมือนจะกระชั้นเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
“เพราะผนึกโซดิแอคมีคุณสมบัติซึมซับความทรงจำ ความปรารถนา รวมถึงส่วนลึกของจิตใจผู้เป็เ้าของ และแสดงออกมาในแบบต่าง ๆ กันไป และผู้มีสิทธิ์จะเปิดดูความทรงจำเ่าั้ได้ก็มีเพียงคีย์มาสเตอร์ ผู้เป็เ้าของกุญแจเท่านั้น”
“กำลังจะบอกว่านี่คือโลกภายในความคิดของเอลฟิเอน่าอย่างนั้นเหรอ?”
อาลูลุพยักหน้าตอบ ตอนนี้ชูล่าพอจะเข้าใจเหตุผลในการปรากฏตัวของเอลฟิเอน่าแล้ว ดูเหมือนว่าเธอ้าให้เขาได้ััและซึมซับเื่ราวความทรงจำของเธอผ่านทางผนึกโซดิแอคเพื่อจะบอกอะไรบางอย่าง ชูล่าไม่เคยเชื่อเื่ของจิติญญา แต่ดูเหมือนว่าคงจะต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ั้แ่ตอนนี้
“แล้ว… จะมีวิธีออกจากที่นี่ไหม?”
“ตัวอาลูลุถูกสร้างมาเพื่อการนั้นอยู่แล้วค่ะ เพียงแต่ว่ามันมีเงื่อนไขบางอย่างที่อาจจะไม่ง่ายนัก”
และตอนนั้นเอง ซากตึกหลังที่ใกล้พวกชูล่าที่สุดก็ะเิออก เป็สัญญาณว่าพวกเขากำลังถูกโจมตี ชูล่าคาดดาบเอาไว้ด้านหลังและรีบวิ่งออกจากตรงนั้น เสียงลมแหวกอากาศผ่านข้างหูของเขาไปและในอีกวินาทีต่อมาก็มีเสียงะเิเกิดขึ้นที่ด้านหลังตรงจุดที่ยืนอยู่เดิม
ชูล่าเริ่มวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เขาะโข้ามผ่านซากอิฐบนพื้น ในขณะที่ะเิไล่หลังมาเรื่อย ๆ รอบข้างตลอดทางที่วิ่งผ่านมามีแต่เศษซากสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำลาย แม้แต่ต้นไม้ก็มีเพียงแค่กิ่งที่แห้งแล้งและเหี่ยวเฉา ไม่มีสิ่งใดเลยที่คงรูปร่างสมบูรณ์
“นายท่าน! ตรงนั้น!”
อาลูลุะโเรียกและชี้ให้ชูล่ามองตาม ที่เบื้องหน้านั้น เขาเห็นผู้หญิงในชุดกระโปรงสีขาวยืนอยู่ เธอคือเอลฟิเอน่าผู้โศกเศร้า และในตอนนั้นเองที่ซากปรักหักพังทั้งหมดก็อันตรธานหายไป การะเิหยุดลงและกลับกลายเป็ยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยละอองสีขาวราวกับหิมะที่โปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ทว่ามันไม่ใช่หิมะ แต่เป็ละอองขี้เถ้าที่ปลิวฟุ้งไปทั่ว
เอลฟิเอน่าเหม่อมองไปเบื้องหน้าด้วยั์ตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา เหมือนว่าพวกชูล่าไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น จากนั้นเธอก็เดินทะลุร่างกายของชูล่าไปยังใครบางคนที่นอนอยู่บนพื้น พื้นสีขาวโพลนมีหย่อมสีแดงของเืย้อมอยู่เป็วงกว้าง
เขาเป็ผู้ชายร่างกำยำในชุดทหารที่ถูกใครสักคนทำร้าย เอลฟิเอน่าก้มลงและกุมมือชายผู้นั้นเอาไว้พร้อมกับร้องไห้ ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองมายังเธอพร้อมกับรอยยิ้มก่อนจะสิ้นใจ แต่สิ่งที่ชูล่าไม่เชื่อสายตาตนเองที่สุด คือใบหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นละม้ายคล้ายกับตัวชูล่าราวกับเป็คน ๆ เดียวกัน
“หลับให้สบายนะ… ชาร์ล”
ชายคนนั้นชื่อว่าชาร์ล และดูเหมือนว่าจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเอลฟิเอน่า เธอปิดเปลือกตาของชายหนุ่มลง ก่อนจะหยิบดาบปืนที่เป็อาวุธคู่กายของเขาขึ้นมา ที่ด้ามของมันสลักสัญลักษณ์เอาไว้ด้วย ชูล่ามองดูดาบปืนที่ตนแบกมาและเพิ่งสังเกตเห็นรอยสลักเดียวกัน แท้จริงแล้วมันคือตราของกลุ่มครอสไฟร์ที่ต่อต้านรัฐบาลยูโทเปีย
เมื่อเงยหน้าขึ้นมา เอลฟิเอน่าก็หายไปเสียแล้ว ที่ยืนอยู่ตรงนั้นแทนที่เธอคือร่างของแกะน้อยขนสีขาวโพลนกำลังคาบชุดของเอลฟิเอน่าอยู่ ดวงตากลมของมันจ้องมองชูล่าราวกับจะบอกเขาว่าให้ตามมา ก่อนมันจะหันหลังและวิ่งจากไป และตอนนั้น จู่ ๆ บรรยากาศรอบตัวก็แปรเปลี่ยนไปเป็ถนนอิฐที่มีซากต้นไม้แห้งตายขึ้นเรียงกันไปริมขอบทาง บรรยากาศขมุกขมัวเหมือนฝนจะตก มันคือถนนยูโทเปียที่ดูหม่นหมองและหดหู่
“ตามเ้านั่นไปกันเถอะค่ะ!”
ชูล่ากับอาลูลุวิ่งตามแกะตัวนั้นไปตามถนนเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสุดขอบของถนนและพบว่า มันเป็หน้าผาสูงไร้ก้น มีหมู่ตึกมากมายตั้งตระหง่านอยู่ภายในนั้นเหมือนกับแท่นยืน เ้าแกะะโข้ามไปยังยอดดาดฟ้าตึกที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างช่ำชองและชำเลืองตากลับมายังชูล่าเชิงดูถูกเล็กน้อย
เขาะโตามมันไปโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของอาลูลุ แต่ทันทีที่ปลายเท้าของชูล่ากระทบกับพื้น ตึกทั้งหลังก็สั่นะเืไปหมด เ้าแกะตัวแสบหาทางะโข้ามไปยังตึกหลังต่อไปสำเร็จ ในขณะที่ตึกหลังเก่ากำลังพังทลายลง ชูล่ากึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังขอบดาดฟ้าและพุ่งตัวะโไปตามดาดฟ้าตึกเรื่อย ๆ ในขณะที่ตึกด้านหลังก็เริ่มพังทลายตามหลังมา ชูล่าหลับตาทำสมาธิและะโสุดแรงเพื่อจะคว้าปลายขอบตึกอีกหลัง แต่ดูเหมือนว่าระยะห่างจะไกลเกินไป เขากำลังจะตกลงสู้เหวไร้ก้น
“จับมือฉันไว้…”
และในวินาทีนั้นเองที่ชูล่าเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก เขาก็พบกับใบหน้าที่คุ้นเคย คนที่เอื้อมมือมาหาชูล่าก็คือผู้ชายที่ชื่อชาร์ล ชูล่ายื่นมือออกไปจับมือของชาร์ล และจากนั้นภาพก็กลับกลายเป็สีขาวอีกครั้ง
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
“นี่! จะรีบวิ่งไปไหนกัน ฉันเหนื่อยแล้วนะ!”
เอลฟิเอน่าหอบหายใจถี่ เธอหยุดวิ่งและนั่งลงกับพื้นถนนพร้อมกับถอดรองเท้าส้นสูงออก ส้นเท้าของเธอเป็แผลพองเนื่องจากรองเท้ากัด ชาร์ลเองก็หยุดวิ่งและหันกลับมาหัวเราะเบา ๆ ใบหน้าของชาร์ลดูอ่อนโยนขึ้นเมื่ออยู่ภายใต้แสงแดดยามเย็น
“อะไรกัน แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอ ไหนบอกว่าตัวเองแข็งแรงนักไง”
เอลฟิเอน่าคว้ารองเท้าส้นสูงขว้างใส่ชาร์ล แต่เขาก็หลบได้ เธอกอดอกทำท่าไม่พอใจย่างมาก ชุดกระโปรงที่เคยเป็สีขาวตอนนี้เปื้อนฝุ่นไปหมด ละครเวทีไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบ แต่เพราะเป็ชาร์ลที่ชวนเธอและไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อยนักที่ทั้งสองคนจะได้อยู่ด้วยกัน และความจริงเอลฟิเอน่าไม่ชอบชุดแบบนี้เลย หากเพราะชาร์ลไม่ซื้อให้และวันนี้เป็วันพิเศษแล้วล่ะก็ เธอคงไม่มีวันใส่ชุดที่รุ่มร่ามแบบนี้อีกเป็ครั้งที่สองแน่
“เอาน่า อย่าโมโหเลยนะ ถ้าอย่างนั้นก็ขี่หลังฉันไปก็แล้วกัน”
ระหว่างที่เอลฟิเอน่ากำลังงอนแก้มป่อง ชาร์ลก็เอื้อมมือมายังเธอพร้อมกับรอยยิ้ม เอลฟิเอน่าหลบสายตาแก้มแดงไปถึงหู เธอคิดอยู่นานก่อนจะตัดสินใจยื่นมือตัวเองไปจับมือของเขา
“ตาบ้า…”
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦