เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 118 ฝังหลิงเมิ่ง (2)

            ไม่ใช่ว่าซูอินเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย แต่เพราะชาติก่อนหลิงเมิ่งใช้คะแนนของเธอเพื่อให้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งแห่งนี้ส่วนเธอต้องไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมลำดับที่แปดซึ่งเป็นแหล่งรวมนักเรียนไม่เอาไหน ทั้งที่ใช้ประโยชน์จากเธอขนาดนั้นแต่หลิงเมิ่งกลับไม่ยอมปล่อยเธอไป นอกจากบีบคั้นและปฏิบัติต่อเธอด้วยการกระทำต่างๆนานาที่บ้าน ยังจ้างพวกอันธพาลที่โรงเรียนมาก่อกวนเธอในโรงเรียน

            ในชาตินี้ใช่ว่าอู๋อู๋จะไม่ได้วางแผนให้หลิงเมิ่งเข้าเรียนในโรงเรียนแทนที่เธอแต่ว่าตอนนี้เธอเป็นนักเรียนที่สอบได้อันดับหนึ่ง ผลคะแนนโดดเด่นขนาดนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะมาแทนที่กันได้ง่ายๆ

            เธออยากทำให้หลิงเมิ่งรู้ว่าตัวของหลิงเมิ่งจะไม่มีวันได้เจอความสงบสุข

            เมื่อชาติก่อนเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ชาตินี้ซูอินอยากชดเชยความเสียใจนั้นไม่เพียงแค่อยากสอบให้ได้ แต่จะตั้งใจเรียนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ

            เมื่อโอกาสมาอยู่ตรงหน้าเธอจึงต้องหาทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

            เธอรักชีวิต อยู่ให้ห่างหลิงเมิ่งใช้ชีวิตในโรงเรียนที่ไม่มีเรื่องกวนใจ

            เมื่อได้ยินคำร้องขอจากเธอ ทำให้หวังเหวินชิงเผลอขมวดคิ้ว

            เธอมีความคิดค่อนไปในทางขนบธรรมเนียมเดิมเพราะอย่างไรตระกูลหลิงก็เลี้ยงดูซูอินมาถึงสิบหกปีทว่าไม่นานเธอก็เข้าใจสถานการณ์ของซูอินจากสิ่งที่หลินซิ่วเคยเล่าตอนที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย เธอหมกมุ่นอยู่กับคณิตศาสตร์ มีเพื่อนไม่กี่คนหลินซิ่วถือเป็นหนึ่งในนั้น หากเป็นคำพูดของคนอื่นเธอคงไม่สนใจแต่เมื่อเป็นคำพูดของหลินซิ่ว เธอค่อนข้างเชื่อถือ

            แต่ว่า…

            “มั่นใจหรือว่าคะแนนของเด็กคนนั้นไม่สูงพอที่จะเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งเธออาจไม่เคยรู้ว่าการรับสมัครนักเรียนของโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งจะมีนักเรียนบางส่วนที่คะแนนอาจไม่ผ่านเกณฑ์แต่หากส่งคะแนนสอบพร้อมกับเงินค่าธรรมเนียมก็สามารถเข้าได้แล้ว ซึ่งนั่นไม่ผิดกฎระเบียบ”

            การประกอบกิจการของโรงเรียนจำเป็นต้องมีเงินสนับสนุนโดยเฉพาะโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งที่รองรับห้องเรียนโอลิมปิก

            หากรอเงินจัดสรรจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียวคงไม่พอการรับเงินค่าธรรมเนียมเข้าเรียนอาจไม่เป็นไปตามข้อบังคับ แต่หลายปีมานี้ค่าใช้จ่ายต่างๆก็มาจากสิ่งนี้โดยปริยาย

            ซูอินชะงักไปครู่หนึ่งเธอนึกถึงท่าทางของหลิงเมิ่งในวันสอบขึ้นมัธยมปลายก่อนจะพยักหน้าด้วยความมั่นใจ

            “หนูมั่นใจค่ะ”

            เมื่อเห็นสายตาเคลือบแคลงของหวังเหวินชิง เธอจึงอธิบาย “ไม่ทราบว่าคุณครูหวังยังจำเธอได้ไหมวันนั้นเธอสอบที่สนามสอบเดียวกับหนู เธอเป็นคนที่…ส่งกระดาษคำตอบก่อนหนู”

            “เป็นเธอเองหรือ”

            เด็กที่เรอและผายลมจนในห้องมีกลิ่นเหม็นส่งเสียงรบกวนคนอื่นในห้องสอบ ผ่านไปครึ่งชั่วโมงก็ส่งกระดาษคำตอบส่วนที่เติมคำในช่องว่างและโจทย์ข้อใหญ่ๆ ถูกเว้นว่างทั้งหมด

            คนแปลกประหลาดแบบนั้น ต่อให้หวังเหวินชิงอยากลืมก็ลืมไม่ลง!

            เด็กนักเรียนที่ปกติมีผลการเรียนดี แม้จะเป็นวิชาเฉพาะแต่อย่างน้อยวิชาภาษาจีนก็ควรทำได้ราวๆ 110 คะแนน คณิตศาสตร์ราวๆ 80 คะแนนส่วนมากจะไม่ค่อยมีใครที่ทำไม่ได้เลย นักเรียนที่มีผลการเรียนแย่การสอบครั้งใหญ่เช่นนี้ต่อให้ไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศาก็คงไม่มีทางส่งกระดาษเปล่าอย่างแน่นอน

            แต่ว่านักเรียนที่เข้าสอบคนนั้นจากประสบการณ์การสอนคณิตศาสตร์มาหลายปีบอกได้เลยว่าเด็กคนนั้นต่อให้จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเรียนก็ไม่ผ่านการคัดเลือกอย่างแน่นอน

            สำหรับความสัมพันธ์ที่ซูอินกล่าวมาหวังเหวินชิงแทบจะไม่ได้คำนึงถึงเลย

            หากเป็นนักเรียนคนอื่นที่มีผลการเรียนดีทางโรงเรียนคงพิจารณาดูอีกที แต่ซูอินนั้นแตกต่าง เพราะสอบได้คะแนนสูงถึง 575 คะแนนมองข้ามโจทย์ข้อสอบที่ยากในปีนี้ ต่อให้เป็นปีที่ผ่านมาซึ่งข้อสอบไม่ยากเท่านักเรียนที่ได้อันดับหนึ่งก็ไม่มีใครทำคะแนนได้สูงขนาดนี้

            คะแนนสูงขนาดที่ทำให้คุณครูใหญ่ตื่นตกใจ ก่อนที่เธอจะมาทางโรงเรียนได้กำชับเป็นพิเศษว่า หากซูอินต้องการสิ่งใดที่ไม่มากจนเกินไปทางโรงเรียนสามารถตอบสนองต่อคำขอนั้น

            ตรรกะในการเรียนคณิตศาสตร์โดยทั่วไปค่อนข้างใช้ความละเอียดในช่วงเวลาสั้นๆ ความเป็นไปได้หลายอย่างผุดขึ้นในหัวของหวังเหวินชิงเมื่อมั่นใจว่าไม่น่าจะมีปัญหา เธอจึงพยักหน้าด้วยความเต็มใจ

            “ได้สิ”

            “ได้หรือคะ”

            การตอบรับด้วยความมั่นใจขนาดนี้ทำให้ซูอินตกใจเล็กน้อย

            ตระกูลหลิงเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองผิงเลยนะ

            เมื่อเงยขึ้นมองเห็นสีหน้ามุ่งมั่นของคุณครูหวังมีบางคนที่ทำให้เธอรู้สึกนับถือทั้งภายในและภายนอก ซึ่งสำหรับคุณครูหวังเธอรู้สึกเช่นนั้น

            ซูอินอดไม่ได้ที่จะเชื่อว่ามัธยมปลายสามปีต่อจากนี้หลิงเมิ่งจะไม่มีทางเข้าเรียนที่เดียวกันกับเธอ

            เมื่อรู้เช่นนี้ทำให้ในใจเธอรู้สึกดีขึ้น ริมฝีปากเผยยิ้มน้ำเสียงหวานขึ้นกว่าเดิม “ถ้างั้นก็ขอขอบคุณคุณครูหวังนะคะหวังว่าสามปีหลังจากนี้หนูจะสามารถได้รับความรู้เพิ่มขึ้นหลายอย่างจากการชี้แนะของคุณครูการสอบขึ้นมหาวิทยาลัยในอนาคตต้องได้รับคะแนนดีอย่างแน่นอน”

            การที่โรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งทำให้เธอได้ขนาดนี้ส่งผลให้ซูอินแสดงท่าทีอย่างเป็นธรรมชาติ

            แม้ว่าเธอจะฉวยโอกาสในการทำคะแนนเพื่อสอบเข้ามัธยมปลายการมีอยู่ของน้ำพุแห่งจิตวิญญาณในห้วงมิติก็ทำให้เธอมีความมั่นใจในตนเองการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในอีกสามปีข้างหน้า เธอจะต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งมากขึ้นและส่งกระดาษคำตอบที่ทำให้ทุกคนพึงพอใจ

            ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เธอมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            เธอเป็นเด็กฉลาดและมีเหตุผล หวังเหวินชิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ฉันจะรอนะ”

            ครูและศิษย์ในอนาคตจับมือและมองหน้ากัน

            เมื่อการสนทนาจบลง ในตอนที่หลินซิ่วกำลังแสดงความยินดี ซูอินกรอกหนังสือยินยอมเข้าศึกษาต่อจนเสร็จและส่งให้เธอก่อนจะออกจากห้องสำนักงานพร้อมกับอวี๋ฉิงที่กรอกเอกสารเสร็จแล้วเช่นกัน

            เมื่อเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนคุณหนูอวี๋อดไม่ได้ที่จะบอกข้อมูลกับซูอิน

            “ซูอิน รู้ไหมว่าคุณครูหวังคนนี้เก่งมาก วิทยานิพนธ์ของเธอได้เข้า SCIด้วย ไม่เพียงเรียนเก่ง การสอนก็ยอดเยี่ยมมากเหมือนว่าเธอคงศึกษามาอย่างลึกซึ้ง ทำให้สอนได้ละเอียดนอกจากทำหน้าที่ดูแลห้องเรียนโอลิมปิกแล้ว ยังดูแลห้องเรียนทดลองด้วยคะแนนของฉันเข้าห้องเรียนทดลองได้พอดีหลายวันมานี้พ่อฉันใช้สารพัดวิธีเชิญผู้ดูแลโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งมาร่วมดื่มในวันนี้ถือโอกาสตีเหล็กตอนที่ยังร้อน[1]เพื่อยัดฉันเข้าห้องเรียนที่หล่อนดูแล”

            ซูอินฟังพลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยความสงสัย “SCI คืออะไร”

            คำถามนี้ยังคงทำให้คุณหนูอวี๋รักษาความมั่นคงไว้ได้เธอเอ่ยด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง “เหมือนกับว่าจะเป็นคลังวิทยานิพนธ์ของต่างประเทศไม่ต้องใส่ใจส่วนนั้นมากก็ได้ อย่างไรเสียก็รู้สึกว่ามันเยี่ยมมาก”

            หากคุณหนูอวี๋บอกว่าเยี่ยมก็คงใช่แหละ

            ซูอินแสดงท่าทีเห็นด้วย ก่อนจะเอ่ยด้วยความชื่นชม “ได้ยินมานานแล้วว่าห้องโอลิมปิกของโรงเรียนมัธยมลำดับที่หนึ่งเก่งมากแค่คุณครูหวังคนเดียวยังเก่งขนาดนี้ดีนะที่ฉันปฏิเสธโรงเรียนมัธยมปลายที่ให้ทุนการศึกษาเหล่านั้นไปหมดแล้ว”

            “เงินนั่นจะไปสำคัญอะไร สภาพแวดล้อมการเรียนที่ดีต่างหากสำคัญที่สุดพอพูดถึงเรื่องเงิน ครั้งนี้ฉันสอบได้คะแนนดี คุณพ่อให้เงินมาฉันเลยอยากแบ่งส่วนหนึ่งไปลงในกองทุนเงินบริจาคเพื่อนักเรียนยากจนของเธอในตอนนี้ทีมจัดตั้งกองทุนเพื่อบริจาคให้นักเรียนยากจนดำเนินการแล้วเธออยากเข้าไปดูสักหน่อยไหม”

            “ตอนนี้หรือ”

            ซูอินชะงักไปครู่หนึ่ง “รอก่อนได้ไหม ฉันอยากรอดูก่อนรอเหวินเหวินก่อนได้ไหม”

            “ได้สิ” จากนั้นคุณหนูใหญ่ก็เอามือจับหน้าผากของตนเอง“เมื่อเช้าตอนโทรศัพท์หาเธอมัวแต่พูดเรื่องน้องชายของเธอจนลืมบอกไปเลย”

            “เธอตรวจสอบเจอแล้วหรือ”

            “ใช่” อวี๋ฉิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “เหวินเหวินกลับไปที่บ้านของคุณยายแล้ว ช่วงนี้อาศัยอยู่ที่นั่นหมู่บ้านที่คุณยายของเหวินเหวินอยู่ใกล้กับหมู่บ้านของคุณปู่ฉัน นี่เบอร์โทรศัพท์”

            ซูอินหยิบโทรศัพท์มือถือของตนเองและบันทึกเบอร์ลงในรายชื่อในตอนที่กำลังจะโทร จู่ๆ มีเสียงบางอย่างดังขึ้นเมื่อเงยหน้ามองก็พบว่าเป็นสวีเหวินเหวิน

            นอกจากเธอแล้วยังมีแม่เฒ่าผมขาวใบหน้าเหี่ยวย่นอีกคนหนึ่งที่กำลังฉุดกระชากแขนเสื้อของเธอแม่เฒ่าน้ำเสียงแหบกำลังก่นด่าด้วยคำพูดต่างๆ ที่ไม่รื่นหู

            วันนี้เป็นวันกรอกหนังสือยินยอมเข้าศึกษาต่อทำให้หน้าโรงเรียนมีผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงทะเลาะวิวาทดึงดูดความสนใจของผู้คนอย่างรวดเร็ว

            สวีเหวินเหวินที่เดิมเป็นคนขี้ขลาดอยู่แล้วเมื่อถูกคุณย่าที่ตัวเองหวาดกลัวมาตั้งแต่เด็กขวางอยู่หน้าประตูโรงเรียนกระชากแขนเสื้อและตะโกนด่าทอ ทำให้เธอตกใจกลัวจนลืมต่อต้าน

            ถึงเธอจะลืม แต่เพื่อนของเธอสองคนนี้ไม่มีทางลืม

            ยังไม่ทันที่ซูอินจะเอ่ยปากถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอวี๋ฉิงก็คว้าแขนของเธอและรีบเดินเข้าไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูโรงเรียน

            “คุณลุงยามคะ คนที่อยู่ข้างนอกเป็นเพื่อนร่วมห้องของพวกเราค่ะวันนี้มารับหนังสือยินยอมเข้าศึกษาต่อ คุณลุงคงเห็นแล้วใช่ไหมคะตอนนี้เธอถูกใครไม่รู้ฉุดกระชาก รบกวนคุณลุงช่วยไปจัดการให้หน่อยได้ไหมคะ”

     

    -------------------------------------------------------------------------

    [1] ตีเหล็กตอนที่ยังร้อนหมายถึง รีบตัดสินใจทำเมื่อมีโอกาส เปรียบได้กับสำนวนไทย น้ำขึ้นให้รีบตัก

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน