บทที่ 21 แช่โลหิตัทอง
หลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ ยอดเขาฉางเจี้ยนก็ได้กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
ครั้งนี้พวกเขาได้รับร่างของปราชญ์อสูรัทองและร่างของจักรพรรดิอสูรวานรั์ นอกจากนี้ยังมีร่างของาาอสูรตนอื่นๆ อีกเกือบสามสิบตน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็ฝีมือการสังหารของอันเมี่ยวหลิง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องกังวลเื่ขาดแคลนเนื้อสัตว์ไปอีกนาน
นอกจากนี้ฉินเทียนยังหาเวลาว่างนำแก่นโลหิตบริสุทธิ์มาผสมกับสมุนไพริญญา เพื่อกลั่นเป็โอสถบางชนิด โอสถเหล่านี้สามารถช่วยให้ทุกคนเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะได้มากขึ้น
อีกเื่หนึ่งคือ จากการต่อสู้ครั้งก่อน ฉินเทียนพบว่าอันเมี่ยวหลิงยังไม่มีวิชากระบี่ที่ดีพอ ดังนั้นฉินเทียนจึงถ่ายทอดวิชากระบี่ที่ดีที่สุดของเขา นั่นคือเคล็ดกระบี่ความว่างเปล่าให้กับอันเมี่ยวหลิง
วิชากระบี่นี้มีทั้งหมดหกกระบวนท่า สามกระบวนท่าหลังเป็วิชากระบี่ระดับจื้อจุน ทว่าสามกระบวนท่าแรกนั้นนับได้เพียงวิชากระบี่ระดับจักรพรรดิเท่านั้น
ในระหว่างการสอน ฉินเทียนมีความละเอียดรอบคอบอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าสอนแบบจับมือทำเลยทีเดียว
ในตอนกลางคืน ฉินเทียนใช้แก่นโลหิตบริสุทธิ์ของปราชญ์อสูรัทอง ผสมกับสมุนไพริญญาล้ำค่าบางชนิดเพื่อสร้างสระโอสถขึ้นมา
นี่เป็สิ่งที่เขาคิดมานานแล้ว ก่อนหน้านี้เขาพยายามตามหาจักรพรรดิอสูรหลายครั้งแต่ก็ไม่พบ ครั้งนี้ในเมื่อได้โลหิตของอสูรศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงมาอย่างยากลำบาก เขาจึงไม่ยอมปล่อยโอกาสในการขัดเกลาร่างกายนี้ให้สูญเปล่า
หลังจากเตรียมสระโอสถเสร็จสิ้น เขาก็ไปตามอันเมี่ยวหลิงและไป๋เสี่ยวหรูมา
ทันทีที่อันเมี่ยวหลิงเห็นสระโอสถ ใบหน้าของนางก็แดงระเรื่อ อยู่ร่วมกันมานานเพียงนี้ นางจะไม่รู้ความคิดของอาจารย์ได้อย่างไร
"ศิษย์รัก รีบถอดเสื้อผ้าแล้วลงไปเถิด นี่คือแก่นโลหิตบริสุทธิ์ของอสูรศักดิ์สิทธิ์ การแช่จะช่วยให้เ้าพัฒนาขึ้นได้อย่างมาก" ฉินเทียนกล่าว
สุดท้ายอันเมี่ยวหลิงก็จำต้องถอดเสื้อตัวนอกออก เผยให้เห็นชุดชั้นในสีชมพูที่อยู่ด้านใน
ใบหน้าเล็ก ๆ ที่งดงามจนล่มเมืองของนางกลายเป็สีแดงฉาน มือเรียวบางราวกับหยกสองข้างโอบกอดทรวงอกไว้ ขาเรียวยาวที่เย้ายวนค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า และนั่งลงในน้ำอย่างช้า ๆ
ใครจะไปคาดคิดว่า จักรพรรดินีผู้ไร้ใจที่เด็ดขาดในการเข่นฆ่าในชาติก่อน จะแสดงท่าทางราวกับดรุณีน้อยเช่นนี้
เมื่อเห็นอันเมี่ยวหลิงลงไปแล้ว ฉินเทียนก็สวมกางเกงขาสั้น จากนั้นก็อุ้มจิ้งจอกน้อยแล้วะโลงไป
ยามนี้ทั้งอันเมี่ยวหลิงและจิ้งจอกน้อยต่างไม่กล้ามองฉินเทียน โดยเฉพาะจิ้งจอกน้อยที่ถูกฉินเทียนอุ้มไว้ในอ้อมกอด นางอยากจะขัดขืนมาก แต่รู้ดีว่ามันเปล่าประโยชน์
เมื่อก่อนมีผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิมากมายตามจีบนาง แต่กลับไม่มีใครได้แตะต้องแม้แต่ปลายนิ้วของนาง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็ว่า ฉินเทียนกอบโกยผลประโยชน์ไปจนหมดสิ้น ยังดีที่นางรู้ว่าฉินเทียนจะไม่ทำอะไรที่เกินเลยไปกว่านี้
หลังจากผ่าน่เวลาที่น่ากระอักกระอ่วนในตอนแรก ทั้งสองคนและหนึ่งจิ้งจอกก็เริ่มดูดซับโลหิตัทองเพื่อขัดเกลาร่างกาย
ต้องยอมรับว่าผลของการขัดเกลาร่างกายด้วยโลหิตของเผ่าันั้นยอดเยี่ยมมากจริง ๆ แม้แต่กายานิรันดร์าขั้นสองของเขาก็ยังััได้ถึงการพัฒนาที่ชัดเจน
ส่วนอันเมี่ยวหลิงและไป๋เสี่ยวหรูมีการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่กว่า
ไป๋เสี่ยวหรูมีแนวโน้มที่จะเลื่อนระดับขึ้นสู่ระดับกึ่งปราชญ์ขั้นสองแล้ว
ด้านอันเมี่ยวหลิงเพิ่งจะทะลวงระดับได้ไม่นาน ดังนั้นนางจึงยังอยู่ใน่สร้างความมั่นคงให้กับระดับพลัง เมื่อระดับพลังมั่นคง ความเร็วในการทะลวงระดับก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เพียงแต่ตอนนี้อันเมี่ยวหลิงไม่กล้ากระตุ้นสายเืเฟิ่งหวงน้ำแข็ง ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งก่อนตอนที่นางกระตุ้นสายเืแล้วัักับแก่นโลหิตบริสุทธิ์ของเจียว จนถึงตอนนี้พอนึกถึงนางก็ยังรู้สึกเขินอาย
ฉินเทียนสังเกตเห็นจุดนี้ จึงเอ่ยเตือนว่า "หากเ้ากระตุ้นสายเืเพื่อดูดซับ ผลลัพธ์จะดียิ่งขึ้นมาก เ้าวางใจเถิด อาจารย์ไม่ถือสาหรอก"
อันเมี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นใบหน้าก็แดงก่ำ แล้วเอ่ยอย่างแง่งอนว่า "ท่านไม่ถือสา แต่ข้าถือสา"
จากนั้นฉินเทียนก็แอบเติมโลหิตัทองลงไปอีกเล็กน้อย พลังยาในสระก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อพลังยาเพิ่มขึ้น อันเมี่ยวหลิงดูดซับเข้าไปมากขึ้น สายเืเฟิ่งหวงจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองทันที
การกระทำนี้ของฉินเทียนถูกจิ้งจอกน้อยสังเกตเห็น แต่นางไม่ได้พูดอะไร ออกจะยินดีที่ได้ดูเื่สนุกเสียด้วยซ้ำ อย่างไรเสียตราบใดที่นางไม่คืนร่างเป็มนุษย์ ฉินเทียนก็ทำอะไรนางไม่ได้
นานเข้า อันเมี่ยวหลิงก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "ท่านทำอะไรลงไป?"
ฉินเทียนส่ายหน้าด้วยสีหน้าใสซื่อ
เนื่องจากได้รับผลกระทบ ปราณิญญาในร่างกายของอันเมี่ยวหลิงจึงเริ่มปั่นป่วน ฉินเทียนจึงเข้าไปช่วยนางจัดระเบียบปราณ และถือโอกาสถูกอันเมี่ยวหลิงเอาเปรียบเล็กน้อย
ครั้งนี้อันเมี่ยวหลิงยังคงรักษาสติไว้ได้บ้าง แต่เพียงแค่ภาพเหล่านี้ก็ทำให้จิ้งจอกน้อยต้องเอามือปิดตา
นางคิดว่าในอนาคตฉินเทียนคงไม่ใช้วิธีการแบบนี้กับนางหรอกนะ พอนึกถึงตรงนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเขินอายขึ้นมา
ขณะนี้ สองมือของฉินเทียนวางอยู่บนแผ่นหลังของอันเมี่ยวหลิง เพื่อช่วยนางจัดระเบียบพลังิญญาในร่างกาย ส่วนอันเมี่ยวหลิงก็พิงกายอยู่บนตัวของฉินเทียนพร้อมกับผ่อนลมหายใจที่หอมราวกับดอกกล้วยไม้
ทำให้ในใจของฉินเทียนรู้สึกคันยุบยิบ เมื่อมองไปยังความโค้งมนที่เผยให้เห็นรำไรด้านหน้าของอันเมี่ยวหลิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า "ดูเหมือนจะใหญ่ขึ้นอีกนิดนะ"
อันเมี่ยวหลิงได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหว กัดเข้าที่ลำคอของฉินเทียนอย่างแรง แต่ิัของฉินเทียนหนาและทนทาน กัดอยู่นานก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่กลับทิ้งรอยจุมพิตไว้เต็มลำคอแทน
เนิ่นนานผ่านไป พลังยาในสระถูกดูดซับจนเกือบหมด
อันเมี่ยวหลิงกลับมามีสติครบถ้วนสมบูรณ์ นางมองดูรอยแดงบนคอของฉินเทียนแล้วก็รู้สึกเขินอายจนทำตัวไม่ถูก
"เอาเปรียบผู้อื่นอยู่เรื่อย ต่อไปข้าจะแต่งงานกับใครได้อย่างไรกันเ้าคะ" อันเมี่ยวหลิงเอ่ยอย่างแง่งอน
ฉินเทียนตบหลังอันเมี่ยวหลิงเบาๆ แล้วกล่าวว่า "แต่งไม่ออกก็ดี อาจารย์จะเลี้ยงเ้าไปตลอดชีวิตเอง"
อันเมี่ยวหลิงรีบผละออกจากตัวฉินเทียนทันทีแล้วกล่าวว่า "ท่านฝันหวานไปเถิด"
พูดจบก็นางก็ลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกแล้วเดินจากไป
เมื่อเห็นอันเมี่ยวหลิงไปแล้ว จิ้งจอกน้อยก็รีบวิ่งตามไปเช่นกัน หลังจากอันเมี่ยวหลิงกลับถึงห้อง นางก็มุดตัวเข้าไปในผ้าห่มทันที จนถึงตอนนี้ หัวใจของนางยังคงเต้นแรง
หรือว่าข้าจะชอบอาจารย์เข้าจริง ๆ แล้ว? อาจารย์บอกว่าจะเลี้ยงข้าไปตลอดชีวิต หรือว่าอาจารย์เองก็ชอบข้าเช่นกัน
อันเมี่ยวหลิงตกอยู่ในภวังค์แห่งความคิดฟุ้งซ่านทั้งคืน
...
เช้าวันรุ่งขึ้น
ในขณะที่ฉินเทียนกำลังอยู่เป็เพื่อนอันเมี่ยวหลิงฝึกกระบี่ ลูกศิษย์คนหนึ่งก็วิ่งมาหา "ท่านอาจารย์อา วันนี้เป็วันที่สำนักรับลูกศิษย์ ท่านเ้าสำนักเชิญท่านไปเข้าร่วมขอรับ"
"ไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงเวลาหรอกหรือ?" ฉินเทียนถามด้วยความสงสัย
ศิษย์คนนั้นยิ้มแล้วตอบว่า "นั่นเป็เพราะการต่อสู้ครั้งก่อน ทำให้ชื่อเสียงของสำนักเราโด่งดังขึ้นมากขอรับ
พอดีว่าองค์หญิงแห่งแคว้นฉงิเตรียมจะมาฝากตัวเป็ศิษย์เพื่อฝึกฝนสักระยะหนึ่ง ท่านเ้าสำนักจึงเลื่อนวันรับลูกศิษย์ให้เร็วขึ้นขอรับ"
"ตกลง ข้าจะไปดูด้วย"
ก่อนที่ฉินเทียนจะจากไป อันเมี่ยวหลิงส่งสายตาเตือนเขา เห็นได้ชัดว่าความหมายคือห้ามพาสาวที่ไหนกลับมาเด็ดขาด
ที่ด้านนอกูเาคุนหลุน มีรถม้าสีชมพูหรูหราและโอ่อ่าคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าของสำนักคุนหลุนอย่างรวดเร็ว
รอบรถม้ามีองครักษ์ขี่ม้าหกนาย ซึ่งในจำนวนนั้นมีสองนายที่เป็ยอดฝีมือระดับสรรค์สร้าง ผู้ทดสอบคนอื่น ๆ ที่เดินทางอยู่บนถนนต่างตกตะลึงในความมั่งคั่งของแคว้นฉงิ
ฉินเทียนนั่งอยู่ที่ที่นั่งของตนเอง หยิบหนังสือนิยายพื้นบ้านขึ้นมาอ่านเพื่อฆ่าเวลา
ครั้งนี้ม่อเวิ่นเทียนไม่ได้ตำหนิเขาอีก ส่วนเหลยป้าที่เคยเขม่นเขาก็ตายไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ
แม้ว่าเขาจะทำตัวต่ำต้อย แต่ก็ยังได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย ยอดเขาฉางเจี้ยนในตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน เพราะมียอดหญิงอย่างอันเมี่ยวหลิงอยู่ ดังนั้นลูกศิษย์ชายหลายคนจึงอยากจะลองเสี่ยงดวงดู
รถม้าหยุดลงที่หน้าประตูสำนัก หญิงสาวผู้หนึ่งที่ใช้ผ้าคลุมหน้าสีขาวค่อยๆ ก้าวลงมา นางก็คือิอีเหลียนที่ฉินเทียนเคยช่วยชีวิตไว้ในเมืองฉงินั่นเอง
แม้ว่าทุกคนจะมองเห็นใบหน้าของนางไม่ชัดเจน แต่จากดวงตาที่ใสราวกับแก้ว และรูปหน้าที่สมบูรณ์แบบ ก็สามารถบอกได้ว่าหญิงผู้นี้ต้องเป็โฉมงามอย่างแน่นอน
หลังจากที่นางเข้าสู่บริเวณลาน ผู้เข้าร่วมการทดสอบบางส่วนก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน ส่วนใหญ่พวกเขามาจากแคว้นฉงิ และมีลูกหลานขุนนางรวมอยู่ด้วย ดังนั้นจึงพอจะรู้เื่ราวในราชสำนักอยู่บ้าง
"ได้ยินว่าการที่องค์หญิงมาฝากตัวเป็ศิษย์ครั้งนี้ จริง ๆ แล้วมีความหมายแฝงอยู่"
"เื่นี้ข้ารู้ นาง้าสร้างความสัมพันธ์กับคุนหลุน เพื่อเสริมสร้างตำแหน่งของตนเองให้มั่นคง เพราะตอนนี้องค์จักรพรรดิทรงมีพระประสงค์ที่จะส่งต่อบัลลังก์แล้ว"
บนที่นั่งอันสูงส่ง ฉินเทียนดูเหมือนจะััได้ จึงมองไปยังิอีเหลียน ด้านิอีเหลียนก็ส่งยิ้มให้ฉินเทียนเช่นกัน
ครั้งก่อนฉินเทียนจากไปอย่างเร่งรีบ เพื่อที่จะสืบหาตัวตนของฉินเทียน นางจึงให้คนวาดภาพเหมือนของเขาขึ้นมา
จากนั้นก็ให้หน่วยข่าวกรองของแคว้นฉงิช่วยสืบ จนกระทั่งได้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา