อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 99 ไม่น่าเลย....

    บทที่ 99 ไม่น่าเลย....

     

    ​ไม่ว่าจ่าสิบเอกไป๋จะมีชื่อเสียงขนาดไหนในฝ่ายศึกษาและวิจัยเพื่ออนาคตของมนุษย์ชาติ ก็ไม่มีทางเทียบได้กับพวกร้อยโทได้

     

    อีกอย่าง...ถ้าพูดถึงร้อยโทจาง คนที่เป็นอัจฉริยะของฝ่ายสนับสนุน ผู้ที่อายุน้อยแต่กลับแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ในขณะที่ช่วงอายุเดียวกัน จ่าสิบเอกไป๋เป็นได้แค่สิบโทในตอนนั้น เวลานี้อีกฝ่ายเป็นถึง “ร้อยโท” แล้ว ไม่ต้องพูดถึงว่าอายุของจ่าสิบเอกไป๋แทบจะเทียบเท่ากับบิดาของอีกฝ่าย แต่ยังตำแหน่งน้อยกว่า แค่นี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าใครคือคนที่มีค่ามากกว่ากันสำหรับกองทัพ!

     

    ​ทว่า คนอย่างร้อยโทจางที่อยู่เหนือขึ้นไปชนิดที่ว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าไปพูดคุยด้วยได้ง่ายๆคนนั้น กลับสั่งการลงมาด้วยตนเองงั้นหรือ? ไม่สิ! ไม่ใช่แค่ร้อยโทจางเท่านั้น แต่กระทั่งพันโทหวงก็ยังรับรู้เรื่องนี้...

     

    ​ไม่ใช่ว่ามันก็แค่เรื่องเล็กๆงั้นหรือ? แล้วทำไม....ทำไมมันจึงเข้าหูของพันโทได้!!

     

    “จะ จ่า....”

     

    “ไม่ต้องพูดแล้ว เรื่องนี้เกิดขึ้นแล้ว และไม่สามารถทำอะไรได้อีก” จ่าสิบเอกไป๋โบกมือ เขาไม่ได้แสดงท่าทางเดือดร้อนอะไร แต่มันก็ถูกต้องแล้ว เขาจะต้องเดือดร้อนอะไร ในเมื่อคนที่อยู่บทสนทนาทั้งหมดไม่ใช่เขา มีแค่จ่าสิบโทเฟยเท่านั้นที่สร้างปัญหา ตัวเขาแค่พูดไม่กี่คำ อีกทั้งยังมองว่าช่วยพูดเพื่อกองทัพได้ ไหนเลยจะถูกลากออกมาตำหนิ

     

    “....................”

     

    “แต่จ่าสิบโทเฟย คุณไม่คิดหรือว่าเรื่องนี้มันไม่ยุติธรรมน่ะ”

     

    “ไม่ยุติธรรมหรอครับ?” มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่หรือ? เรื่องมันจะยุติธรรมได้ยังไง แต่เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ

     

    “ที่เรื่องเป็นแบบนี้....ที่จริงแล้ว ไม่ใช่เพราะตระกูลจางคาดหวังกับสิบเอกอันคนนั้นมากไปหรอกหรือ?”

     

    “หมายความว่ายังไงครับ”

     

    “เพราะประธานจางคิดว่าเด็กคนนั้นมีความรู้มาก ดังนั้นจึงต้องการผลักดันให้อีกฝ่ายมีหน้ามีตาในกองทัพ ก่อนหน้านี้ก็ได้ยินว่าตระกูลจางติดต่ออาจารย์เติ้งที่สถาบันนักล่าอันดับหนึ่งเพื่อขอให้เขารับเด็กสาวเข้าไปเป็นศิษย์....”

     

    “จริงหรอครับ! ถ้าสามารถเป็นศิษย์ของอาจารย์เติ้งคนนั้น ด้วยตำแหน่งพันเอกของเขา ก็จะทำให้เด็กๆที่เขาดูแลได้รับตำแหน่งทางทหารทันที หรือว่า....เข้าใจแล้ว เพราะแบบนี้...เด็กที่เพิ่งเข้าสถาบันก็เลยได้ตำแหน่งสิบเอกมาอย่างง่ายดายนี่เอง!!”

     

    “ใช่แล้ว ไม่ใช่แค่นั้น แต่ที่สถาบันนักล่า เพื่อให้ได้เงินสนับสนุนจากตระกูลจาง พวกเขารับเด็กคนนี้เข้าไปเป็นผู้ช่วย โดยมีข้อเสนอว่าจะต้องให้เด็กคนนี้มีส่วนร่วมสำคัญ มีชื่อเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยด้วย ดังนั้นการที่อีกฝ่ายได้มาอยู่ในฝ่ายสนับสนุนของพวกเรานี้ ก็เป็นเพราะการผลักดันจากที่นั่นเหมือนกัน”

     

    ​จ่าสิบเอกไป๋แค่นหัวเราะหลังจากพูดจบ ที่ผ่านมาเขาทำตัวเป็นผู้ใหญ่ มองดูสถานการณ์อยู่เงียบๆมาตลอด ไม่เคยแสดงความคิดเห็นถึงใครในแง่ที่ไม่ดีเลย นับเป็นครั้งแรกที่จ่าสิบโทเฟยได้ยินเขาพูดเช่นนี้ ดังนั้นจึงเชื่อหมดใจว่าสิบเอกอัน แท้จริงแล้วก็แค่เด็กเส้นคนหนึ่ง ไหนเลยจะเป็นคนมีความสามารถแท้จริงได้

     

    “จ่าสิบเอกไป๋ หรือว่าบางที....การที่เด็กคนนั้นคิดวิธีจัดเอกสารขึ้นมาได้ ก็อาจจะไม่ใช่ความคิดของเธอตั้งแต่แรก ถ้าเป็นตระกูลจางที่อยากให้เธอมีผลงาน แล้วก็เลยบอกวิธีคิดเหล่านั้นมาล่ะ แค่นี้ก็จะทำให้เธอมีชื่อเสียงแล้วไม่ใช่หรือ? อีกอย่าง....ทำไมร้อยโทจางจะต้องเข้ามาตัดสินใจแบบนี้ด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขาวางแผนกันเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว!”

     

    “อืม ฉันก็เห็นด้วยกับที่จ่าสิบโทเฟยพูดนะ” จ่าสิบเอกไป๋ลอบยกยิ้ม

     

    ​ด้วยประโยคเดียวนี้ ทำให้เขาหลุดพ้นจากการเป็น “คนต้นคิด” ได้ทันที ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดที่กำลังตั้งข้อสงสัยไปยังตระกูลจางและความสามารถของสิบเอกอัน เป็นสิ่งที่ “จ่าสิบโทเฟย” พูดทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไรอย่างนั้น

     

    ​โดยไม่รู้ตัว จ่าสิบโทเฟยกำลังดิ้นไปตามเกมที่จ่าสิบเอกไป๋วางเอาไว้แล้ว...

     

    ​เมื่อยุยงให้จ่าสิบโทเฟยมีความคิดเช่นนี้ได้สำเร็จ จ่าสิบเอกไป๋ก็ขอตัวกลับไป หากจ่าสิบโทเฟยฉุกคิดสักนิด คงจะประหลาดใจที่จู่ๆจ่าสิบเอกไป๋ก็มาหาตนเอง ทั้งยังไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นนอกจากบอกข่าวเรื่องนี้ แต่น่าเสียดายที่จ่าสิบโทเฟยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองจนหน้ามืดตาบอด เขาไม่สามารถคิดอะไรอื่นได้นอกจากคิดว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม

     

    “สิบเอกอัน เธอคิดว่าจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ฝ่ายเดียวงั้นหรอ?!! ดี ในเมื่อเธออยากเป็นคนเขียนหนังสือเกี่ยวกับการจัดเก็บเอกสารมากนัก อย่างนั้นก็เอาไปเลย ฉันจะรอดูว่าเธอจะทำหน้าที่อยู่ในกองทัพได้สักเท่าไร เหอะ!!”

     

    ​คนอย่างจ่าสิบโทเฟย ถ้าต้องการเล่นงานใครให้ออกจากกองทัพสักคนย่อมไม่ใช่เรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าตนเองหลายขั้นอย่างสิบเอกอันคนนี้!

     

    ​แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รู้ว่าสิบเอกอันที่เป็นเป้าหมายของเขานั้นไม่ใช่คนที่จะยอมให้รังแกกันได้ง่ายๆ เล่ห์เหลี่ยมอะไรบ้างที่เพื่อนร่วมงานเคยใช้ อันซูหยวนผ่านมาหมดแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเธอติดเกมมากเกินไปในตอนนั้น คงจะมองเห็นความผิดปกติของเพื่อนร่วมงานและไม่ทำให้ตกตายมาอยู่ในร่างเด็กสาวคนนี้หรอก

     

    ​ครั้งหนึ่งเคยประมาทมาแล้ว ย่อมไม่มีครั้งที่สองแน่นอน หากคิดจะรังแกเธอ ก็ต้องดูว่ามีความสามารถพอหรือเปล่า!

     

    ​งานศึกษาเกี่ยวกับการปล่อยพลังงานนิวเคลียสของพวกกลายพันธุ์ที่จ่าสิบโทรุ่ยคิดค้นมีความคืบหน้ามาก เขาใช้เวลา 3 สัปดาห์เพื่อสร้างตัวอย่างการทดลองขึ้นมา ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันที่เขาสามารถจองห้องทดลองได้สำเร็จ

     

    ​คนสนิทสนมกับซูหยวนมากแล้ว แม้จะไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกันมากนัก ทว่าในการทำงาน พวกเขาก็เข้าขากันดี ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จ่าสิบโทรุ่ยจะชวนอันซูหยวนไปดูผลการทดลองนี้ด้วยกัน

     

    ​หญิงสาวถือกล่องสัตว์กลายพันธุ์ทดลองเอาไว้ด้วยสองมือ ข้างๆกันเป็นจ่าสิบโทรุ่ยที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า เนื่องจากเขาไม่ใช่ผู้ใช้พลังงาน ในมือจึงถือเพียงเอกสารหลายฉบับของเขา เพื่อจะได้จดบันทึกข้อมูลผลการทดลองในครั้งนี้ได้

     

    ​มองภาพนี้แล้ว ถ้าคนที่เคยอยู่ในยุคปัจจุบันคงจะขมวดคิ้วไม่พอใจนัก แม้จะมีการรณรงค์ถึงความเท่าเทียมระหว่างเพศ การที่ผู้หญิงยกของหนักเหมือนผู้ชายก็ถือเป็นเรื่องที่กระทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว...สังคมก็ยังมองหาความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ดี บางอย่างที่สามารถแสดงถึงน้ำใจได้ ผู้ชายก็มักจะทำมันแทนผู้หญิงอยู่

     

    ​สังคมที่อาศัยน้ำใจที่มีต่อกันเช่นนั้น ไม่เหมือนกับสังคมสมัยนี้

     

    ​มองผิวเผินแล้วดูเหมือนซูหยวนกำลังโดนเอาเปรียบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว...ยุคนี้ คนที่เป็นผู้ใช้พลังงานต่างหากที่จะต้องเป็นคนยื่นมือเข้าช่วย

     

    ​เช่นเดียวกับซูหยวน ต่อให้เธอเป็นเด็กคนหนึ่ง หรือต่อให้เป็นผู้หญิงรูปร่างบอบบางดูอ่อนแอ ทว่า...ถ้าเธอเป็นผู้ใช้พลังงาน งานหนักพวกนี้ก็ควรเป็นเธอที่ต้องแสดงน้ำใจ

     

    ​สองคนเดินตามกันไปจนถึงห้องทดลอง หญิงสาวแอบเห็นจ่าสิบโทเฟยที่กำลังมองผ่านห้องทดลองที่อยู่ข้างๆด้วย สายตาวาววับที่เขามองมาทำให้ซูหยวนลอบหัวเราะ เธอกระชับแขนที่ถือกล่องสัตว์ทดลองเล็กน้อย เบี่ยงตัวหลบแล้วเข้าไปในห้องทดลอง เชื่อได้เลยว่าจ่าสิบโทเฟยคงจะเสร็จการทดลองพร้อมๆกันกับจ่าสิบโทรุ่ย นั่นเพราะมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องเป็นเช่นนั้น

     

    ​จ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้รู้เรื่องอะไร เขายังคงทำตามขั้นตอนการทดลองของตนเอง ยุ่งอยู่กับการตั้งค่าระบบห้องทดลอง แล้วส่งสัญญาณให้ซูหยวนวางสัตว์ทดลองในหลอดแก้ว

     

    ​มองดูร่างกายของสัตว์ทดลองที่ใสจนเห็นนิวเคลียสข้างใน ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกมันถูกใช้เป็นสัตว์ทดลองมากที่สุดแล้ว นิวเคลียสที่ถูกปรับแต่งไม่ได้มีความเสถียรมากนัก พวกมันสั่นคลอนทันทีเมื่อมีพลังงานล้อมอยู่รอบๆ เรียกได้ว่าเป็นปฏิกิริยาตอบรับที่รุนแรงกว่าปกติมาก อย่างไรก็ตาม...นี่เป็นผลที่จ่าสิบโทรุ่ยต้องการ

     

    ​เพื่อที่จะทดลองการกระจายของพลังงาน เขาต้องศึกษาการรับพลังงานในนิวเคลียสเข้ามาก่อน โดยการใส่พลังงานจำนวนมากเข้าไป ถ้านิวเคลียสพวกนี้ดูดซับพลังงานได้มากกว่าปกติ ก็เท่ากับว่าสามารถนำมันไปศึกษาต่อยอดได้อีก

     

    อาจจะทำเป็นการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพให้มนุษย์ดูดซับพลังงานได้ดีขึ้น หรือแม้แต่การปรับปรุงพันธุกรรมของพวกพืชและสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารให้มนุษย์ก็ได้ แน่นอนว่ามันไม่ใช้จุดมุ่งหมายของจ่าสิบโทรุ่ย แต่ทุกงานวิจัยก็เป็นแบบนี้ หากมีการค้นพบบางอย่างที่เป็นแนวทางศึกษาต่อได้ มันก็จะกลายเป็นหัวข้อสำคัญต่อไป

     

    ​จ่าสิบโทรุ่ยมองดูการสั่นพ้องของนิวเคลียส เมื่อพลังงานรอบๆถูกดูดซับไปเพียงพอแล้ว นิวเคลียสก็ควรจะต้องทำหน้าที่กระจายพลังงานออกไป ซึ่งจังหวะนี้เอง...จู่ๆห้องทดลองของจ่าสิบโทรุ่ยก็มีแขกมาเยือน

     

    “จ่าสิบโทเฟย?” คนที่มาจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากจ่าสิบโทคู่อริคนนี้

     

    ​เดิมที ซูหยวนคิดว่าอีกฝ่ายจะรอดูผลลัพธ์อยู่ข้างนอกเสียอีก ใครจะไปคิดว่าจ่าสิบโทเฟยจะอดรนทนไม่ไหว บางที...อาจจะกลัวว่าแผนของตนเองไม่สำเร็จก็ได้ เขาจึงก้าวเข้ามาในห้องด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้

     

    “การทดลองของฉันเสร็จแล้ว เห็นว่าจ่าสิบโทรุ่ยกำลังทดลองก็เลยขอมาศึกษาดู เผื่อว่าจะมีแนวคิดใหม่ๆจากสิบเอกอันอีก...” เขาอธิบายเจตนาที่เข้ามา ทั้งยังมองไปยังอันซูหยวนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์

     

    ​ตัวเขาอยู่ชั้นที่สอง ไม่ได้ลงมาข้างล่างเหมือนกับซูหยวนและจ่าสิบโทรุ่ย แม้ว่าจ่าสิบโทรุ่ยจะประหลาดใจและไม่อยากเชื่อคำพูดของอีกฝ่าย แต่เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะไล่อีกฝ่ายออกไปได้

     

    ​อย่างไร...ห้องทดลองพวกนี้ก็เป็นของกองทัพ งานวิจัยทั้งหมดไม่สามารถหวงแหนได้ เพราะสุดท้าย...ทุกคนก็ทำเพื่อมนุษย์ชาติทั้งหมดอยู่ดี ไม่จำเป็นต้องหวงแหนความรู้ระหว่างกัน ไม่อย่างนั้น...กองทัพคงไม่ออกแบบห้องทดลองให้แบ่งเป็นโซนผู้เข้าชมกับโซนของผู้วิจัยเช่นนี้หรอก

     

    “เชิญจ่าสิบโทรุ่ยทำการทดลองต่อเถอะ” รอยยิ้มเย็นของอีกฝ่ายทำให้จ่าสิบโทรุ่ยสงสัยอยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นเขาก็หันกลับมาสนใจการทดลองของตนเองต่อ

     

    ​เวลานี้ นิวเคลียสในร่างสัตว์ทดลองดูดซับพลังงานอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกันนั้นก็ทยอยปลดปล่อยพลังงานออกมาตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระบวนการนี้คือกระบวนการที่น่าจับตามองอย่างมาก ดังนั้นจ่าสิบโทรุ่ยจึงมุ่งความคิดของตนเองไปยังส่วนการกระจายพลังงานอย่างเดียว โดยไม่ทันได้เห็นความผิดปกติของการดูดซับพลังงานของนิวเคลียสเลย

     

    “นั่นแหละ อย่างนั้น....” จ่าสิบโทเฟยเห็นว่านิวเคลียสยังคงสั่นพ้องเพื่อรับเอาพลังงานเข้ามาในร่างมากขึ้น ทั้งๆที่ปกติแล้วควรจะต้องหยุดดูดซับเมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งนี้ถือว่าผิดปกติอย่างแน่นอน

     

    ​รอยยิ้มเย็นกดลึกเข้าไปอีก ซูหยวนและจ่าสิบโทรุ่ยอยู่ใกล้มาก ถ้าโชคดี...การระเบิดที่เกิดจากการดูดซับมากเกินไปนี้อาจจะทำให้อีกฝ่ายพิการเท่านั้น แต่ถ้ารุนแรงมาก....มันอาจจะทำให้ใครบางคนเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ก็ได้

     

    ​แม้ว่าจ่าสิบโทเฟยจะไม่ได้คาดหวังให้มีใครตาย ทว่า...เขาก็ไม่ได้กลัวผลลัพธ์เช่นนี้อยู่ดี

     

    ​ผู้วิจัยทุกคนต้องรู้อยู่แล้วว่าตนเองแบกรับความเสี่ยงเอาไว้ หลายงานวิจัยที่ผิดพลาดจนทำให้เกิดความสูญเสีย ต่อให้เป็นคนเก่งกาจขนาดไหน หากประมาทก็ทำให้ตกตายได้เช่นกัน

     

    ​อีกอย่าง งานวิจัยที่ผิดพลาดเช่นนี้ ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า และตามจับมือใครมาดมไม่ได้ด้วย ใครจะคิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังแล้วแอบทำบางอย่างกับสัตว์ทดลองเช่นนี้ ดังนั้นการลงมือของจ่าสิบโทเฟยจึงเป็นการลงมือที่แยบยลที่สุด

     

    “ใกล้แล้ว” ทุกวินาทีที่เห็นการพองตัวของนิวเคลียส มือของจ่าสิบโทเฟยก็กำแน่นขึ้นไปอีก จนกระทั่ง...

     

    ​ตู้ม!!

     

    ​เสียงระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ทำให้จ่าสิบโทเฟยเกือบจะร้อง “เยี่ยม” ออกมาอยู่แล้ว ในขณะที่พลังงานจำนวนมากแพร่กระจายไปรอบๆห้องจนกลายเป็นภาพพร่ามัว เขาคาดหวังว่าทั้งสองคนที่อยู่ด้านล่างจะได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรง

     

    “เป็นอย่างไรกันบ้าง จ่าสิบโทรุ่ย? สิบเอกอัน?” เขาร้องถามไถ่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

     

    “แย่แล้ว!! ใครก็ได้ที่อยู่ข้างนอก เกิดเรื่องผิดพลาดกับงานวิจัยของจ่าสิบโทรุ่ยแล้ว ตอนนี้จ่าสิบโทรุ่ยและสิบเอกอันกำลังตกอยู่ในอันตราย รีบเข้ามาช่วยเร็วเข้า!!”

     

    เมื่อเห็นว่าคนข้างล่างไม่ตอบกลับ จ่าสิบโทเฟยก็แทบจะเก็บรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ เขาตะโกนออกไปข้างนอกเสียงดัง กระทั่งวิ่งไปเปิดประตูห้องทดลอง เรียกคนเข้ามาช่วยเหลือด้วยซ้ำ

     

    ​ทั้งๆที่ความจริง เมื่อเกิดการทดลองที่ผิดพลาด จะมีสัญญาณเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ควบคุมความปลอดภัย พวกเขาจะเร่งมาทันทีอยู่แล้ว

     

    ​เสียงตะโกนของจ่าสิบโทเฟยเรียกความสนใจของผู้คนได้มากมาย หลายคนรีบเข้ามาดูเหตุการณ์เพราะความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งคนมามากเท่าไร จ่าสิบโทเฟยก็ยิ่งแสดงความเป็นห่วงมากขึ้นเท่านั้น

     

    “ไม่น่าเลย ไม่น่าประมาทแบบนี้เลย แทนที่จะศึกษาเรื่องการรับพลังงานของนิวเคลียสให้ดีเสียก่อน กลับรีบร้อนที่จะประสบความสำเร็จ สุดท้ายแล้ว....สุดท้ายก็เกิดเรื่องเศร้าแบบนี้จนได้!”

     

     ………………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน