ตอนที่ 4: เสียงกระซิบจากเงามืด
หลังจากการต่อสู้ที่ดุเดือด หลุดโลกยืนมองไปยังตราสัญลักษณ์ขององค์กรลับที่ปรากฏบนกำแพงเก่า ความเงียบเข้าครอบงำพื้นที่รอบตัว แต่ภายในจิตใจของเขากลับวุ่นวายไปด้วยคำถามและความสงสัย
“สายดีด... นายอยู่ที่ไหนกันแน่?” เขาพึมพำเบาๆ
ก่อนที่หลุดโลกจะได้ขบคิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงกีตาร์โปร่งของเขาดังขึ้นอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ มันแปลกเกินไป เพราะเขาไม่ได้ดีดสายเอง เสียงนั้นเป็ท่วงทำนองที่ลึกและหนัก ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างพยายามสื่อสารกับเขาผ่านเครื่องดนตรี
หลุดโลกนิ่งฟัง ท่วงทำนองนั้นแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้ขนลุก ความหนาวเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเขา ขณะเดียวกัน เงามืดรอบๆ ก็ดูเหมือนจะเคลื่อนไหว มันรวบรวมตัวกันเป็รูปร่างคล้ายเงาของมนุษย์
“แกเป็ใคร?” หลุดโลกถามเสียงเข้ม พร้อมยกกีตาร์ขึ้นเตรียมพร้อมต่อสู้
เงานั้นไม่ตอบ แต่มันส่งเสียงหัวเราะแ่เบาที่ฟังดูน่าขนลุก “เสียงของแก... ช่างทรงพลัง แต่แกยังใช้มันได้ไม่ถึงครึ่งของศักยภาพที่แท้จริง”
“พูดมาให้ชัดๆ! นาย้าอะไร?” หลุดโลกสวนกลับ
เงาปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้น มันกลายเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำ ใบหน้าของเขาเหมือนถูกปกคลุมด้วยความมืดจนไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
“ฉันมาที่นี่เพื่อเสนอทางเลือกให้แก” เงานั้นพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง “แก้าพลังที่มากพอจะช่วยเพื่อนของแกใช่ไหม?”
หลุดโลกขมวดคิ้ว เขาไม่ได้ไว้ใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามันรู้เื่ของสายดีด
“แล้วนายจะให้พลังนั้นกับฉันยังไง?” หลุดโลกถามอย่างระมัดระวัง
เงานั้นยื่นมือออกมา และทันใดนั้นเอง กีตาร์โปร่งของหลุดโลกก็เริ่มสั่นไหว แสงสีฟ้าค่อยๆ ปรากฏรอบตัวเครื่องดนตรีนั้น เงามืดพูดต่อว่า “พลังที่แท้จริงของดนตรีอยู่ในตัวแกเอง แต่แกยังไม่ได้ปลดปล่อยศักยภาพทั้งหมด”
ก่อนที่หลุดโลกจะตอบกลับ เงานั้นก็สลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความสงสัยและเสียงสะท้อนของคำพูดนั้นในหัวของเขา
---
ในขณะที่หลุดโลกกำลังรวบรวมความคิด เขาได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังเข้ามาจากทางด้านหลัง เขาหันไปมอง และพบว่าชายสองคนในชุดเกราะสีดำปรากฏตัวขึ้น ทั้งสองถืออาวุธล้ำสมัยที่ดูเหมือนถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายพลังเหนือธรรมชาติ
“เ้าหนูนั่นเอง...” ชายคนหนึ่งพูดพลางยิ้มเหี้ยม “แกเพิ่งทำลายทีมของพวกเราไปใช่ไหม? คราวนี้แกหนีไปไม่ได้แล้ว”
หลุดโลกไม่มีเวลาเสียไปกับการพูดคุย เขาเริ่มดีดกีตาร์ทันที เสียงเพลงที่เปี่ยมไปด้วยพลังพุ่งออกไปชนเข้ากับชายในชุดเกราะ แต่พวกเขากลับสร้างกำแพงพลังขึ้นมาได้ทัน
“พวกมันไม่ธรรมดา...” หลุดโลกคิดในใจ ก่อนจะเปลี่ยนจังหวะการเล่นของเขา เสียงกีตาร์เปลี่ยนเป็ท่วงทำนองที่รวดเร็วและหนักแน่น คลื่นพลังเสียงพุ่งเข้าใส่กำแพงพลังของพวกมันจนแตกออก
ชายคนแรกพุ่งเข้าหาหลุดโลกด้วยความเร็วเหนืุ์ หลุดโลกหลบได้ทันเวลาและใช้เสียงเพลงสร้างกำแพงพลังตอบโต้ แต่ชายอีกคนหนึ่งกลับพุ่งมาจากด้านข้างด้วยอาวุธที่แผ่พลังสีม่วง
เสียงปะทะดังสนั่น หลุดโลกกระเด็นไปชนกำแพง เขาลุกขึ้นช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “เล่นจริงกันแล้วสินะ...”
---
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด หลุดโลกใช้เสียงเพลงของเขาอย่างเต็มที่เพื่อรับมือกับศัตรู แต่พวกมันก็แข็งแกร่งกว่าที่เขาคิด อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาเริ่มเสียเปรียบ เสียงกีตาร์ของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปโดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจ ท่วงทำนองใหม่ที่แฝงไปด้วยพลังและความลึกลับเริ่มหลั่งไหลออกมา
“นี่มัน...” หลุดโลกพึมพำขณะรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนในตัวเขา
เสียงกีตาร์เปลี่ยนเป็ท่วงทำนองที่สอดประสานกันระหว่างความโกรธและความหวัง คลื่นเสียงพุ่งเข้าใส่ศัตรูทั้งสองจนพวกมันกระเด็นล้มลง
เมื่อการต่อสู้จบลง หลุดโลกยืนหอบหายใจอยู่กลางสนามรบ ร่างของชายในชุดเกราะทั้งสองแน่นิ่งอยู่บนพื้น แต่สิ่งที่ทำให้เขาใกว่าคือพลังที่เขาเพิ่งปลดปล่อยออกมา
“นี่คือพลังที่เงานั่นพูดถึงหรือเปล่า?” เขาถามตัวเอง
ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากที่ไกลๆ หลุดโลกมองไปและเห็นชายในชุดคลุมดำคนเดิมยืนอยู่บนยอดตึก
“ดีมาก เ้าหนู... พลังของแกเริ่มตื่นขึ้นแล้ว” ชายคนนั้นพูดก่อนจะหายตัวไปอีกครั้ง
หลุดโลกกำมือแน่น เขารู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น และสิ่งที่รอเขาอยู่ข้างหน้าจะยากเย็นกว่านี้หลายเท่า แต่เขาก็ไม่คิดจะถอย เพราะเป้าหมายของเขาคือการช่วยสายดีดกลับมาให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไรก็ตาม
---
เมื่อค่ำคืนสิ้นสุด หลุดโลกนั่งพักอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคาร เขามองไปยังเมืองเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยแสงไฟและเสียงวุ่นวาย เขาหยิบกีตาร์ขึ้นมาและเริ่มเล่นเพลงช้าๆ ที่สะท้อนถึงความคิดถึงและความเ็ป
“สายดีด... ฉันจะพานายกลับมาให้ได้” เขาพึมพำเบาๆ
เสียงเพลงของเขาดังไปในความมืด
ท่ามกลางความเงียบงันที่แฝงไปด้วยคำถามและความลึกลับที่ยังคงรอเขาอยู่