ตอนที่ 95 ความไม่พอใจของย่าเฒ่าหาน
เป็นในตอนที่ย่าเฒ่าหานกำลังถอนหายใจอยู่นั้น ประตูใหญ่ของบ้านก็มีเสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้ง ย่าเฒ่าหานรู้สึกแแปลกใจ เหตุใดวันนี้ถึงมีคนมาบ้านเธอเยอะเหลือเกิน?
ถึงแม้ว่าผู้คนในชุมชนถวนเจี๋ยจะชอบมานั่งคุยกันสัพเพเหระ แต่ก็มักจะรวมตัวกันอยู่ที่จุดประจำไม่กี่แห่งในชุมชน นอกจากบ้านที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกันจริงๆ แล้ว ก็แทบจะไม่มีใครไปมาหาสู่กันที่บ้าน ทว่าวันนี้ คนที่แวะเวียนมาบ้านตระกูลหานกลับเยอะเหลือเกิน อีกทั้งคนส่วนใหญ่ที่มานั้นก็ไม่ได้สนิทสนมกับครอบครัวของเธอมากนัก แค่รู้จักกันผิวเผินเพียงเท่านั้นเอง
ย่าเฒ่าหานเห็นว่ามีคนมาเยี่ยมไม่น้อย หล่อนก็ทำได้เพียงลุกขึ้นไปต้อนรับ
โชคดีที่สำหรับคนในชุมชนนั้น ไม่ว่าใครจะไปเป็นแขกของบ้านไหน ต่างก็ไม่ได้หวังจะกินจะดื่มอะไร แค่มานั่งคุยกันฆ่าเวลาก็เท่านั้นเอง
“ไอ๊หยา ย่าเฒ่าหาน นี่แกปิดข่าวเงียบเชียวนะ เรื่องน่ายินดีขนาดนี้ทำไมไม่บอกพวกเราบ้างล่ะ” หญิงชราคนหนึ่งพูดกับย่าเฒ่าหานเสียงดังพลางเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
ย่าเฒ่าหานผงะนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่าข่าวที่หลานชายของเธอได้งานคงแพร่ออกไปแล้ว ชุมชนถวนเจี๋ยไม่ได้มีคนได้งานเป็นเจ้าหน้าที่มาหลายปีแล้ว ครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องใหญ่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ย่าเฒ่าหานไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้จะมาแสดงความยินดีอย่างจริงใจ เธอคาดว่าคงจะมาเพื่อสืบข่าวมากกว่า ผลปรากฏว่าเมื่อสังเกตให้ละเอียดก็จะพบว่าสตรีเหล่านี้กำลังมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่ากำลังมองหาอะไรอยู่
ย่าเฒ่าหานหยัดยิ้มพลางกล่าวว่า “ก็ไม่ใช่เพราะว่าก่อนหน้านี้ยังไม่แน่นอนหรอกหรือ ฉันก็เลยไม่กล้าพูดออกไปก่อน เรื่องแบบนี้ ถ้ายังไม่ได้เริ่มงานจริงๆ ก็มีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ” คำพูดของย่าเฒ่าหานถูกต้อง เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ที่ถูกคนอื่นมาเสียบแทนในนาทีสุดท้าย
ทันใดนั้น หานชีเยวี่ยก็ได้ยินเสียงใครบางคนพูดขึ้นว่า “ถึงจะได้เริ่มงานแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนมาเสียบแทนได้ ไม่ใช่หรือ?”
ในวันที่ควรจะมีแต่ความยินดี กลับมีคนพูดจาไม่เป็นมงคล ไม่ต้องเปลืองสมองคิดก็รู้ได้ทันทีว่า ไม่ว่าใครที่ได้ยินย่อมต้องรู้สึกไม่สบายใจแน่ หานชีเยวี่ยมองตามต้นเสียงไป เห็นหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่าๆ จากบ้านตระกูลหลี่
หานชีเยวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็นึกสาเหตุออกว่าเพราะอะไร คุณป้าคนนี้มีลูกสองคน เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพี่สามของเธอ เกรงว่าคงเป็นเพราะความริษยา
อย่างไรก็ตาม ต่อให้อิจฉาแค่ไหนก็ไม่ควรพูดแบบนี้ในเวลานี้ เหมือนจะหาเรื่องให้คนอื่นรังเกียจเปล่าๆ ช่างเป็นคนที่พูดจาไม่ใช้หัวคิดจริงๆ
ผลปรากฏว่า ทันทีที่หลี่เลี่ยงเจียพูดคำนี้ออกมา เธอก็ถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาตำหนิทันที “เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? เธอรู้จักพูดไหม? ถ้ารู้จักพูด พูดคำดีๆ เป็นก็พูดไป แต่ถ้าไม่รู้ก็หุบปากแล้วไปเย็บผ้าเถอะ”
คนที่พูดคือหญิงชราคนหนึ่งจากตระกูลหลี ยายเฒ่าคนนี้ หานชีเยวี่ยเองก็รู้จัก เธอถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในตระกูลหลี่เลยทีเดียว เดิมทีเธอไม่มีชื่อ แซ่เดิมคือเฉียว ชาวบ้านจึงเรียกเธอว่าป้าหลี่เฉียว ทว่าต่อมาเธาก็มีชื่อ ชื่อว่าเฉียวซิ่วอิง ซึ่งชื่อนี้ได้รับการตั้งจากท่านผู้นำที่เคยผ่านชุมชนถวนเจี๋ย
ไม่ใช่เพราะเหตุผลใด แต่เป็นเพราะในช่วงสงคราม ย่าเฒ่าคนนี้เคยให้ที่พักพิงเหล่าทหารที่บาดเจ็บ และเคยส่งอาหารให้ทหารที่ต่อสู้กับข้าศึก ต่อมา เธอก็ได้รับชื่อเฉียวซิ่วอิง พร้อมประกาศเกียรติคุณ และด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครในชุมชนถวนเจี๋ยกล้าดูแคลนเธอ
หลี่เลี่ยงเจียเองก็เกรงกลัวยายเฒ่าสกุลตัวเองผู้นี้เช่นกัน แค่ได้ยินเสียงก็หดคอกลับไปทันที ต่อจากนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก แต่หานชีเยวี่ยยังคงเห็นความไม่ยินยอมจากมุมปากของเธอ
คนบนโลกนี้ ส่วนใหญ่ตัวเองไม่พยายามเองแท้ๆ แต่กลับไม่ชอบเห็นคนอื่นพยายามแล้วสำเร็จเสียอย่างนั้น
“น้องสะใภ้เฒ่า ไม่คิดเลยจริงๆ นะว่าซานหยางบ้านเธอจะมีฝีมือขนาดนี้ ได้งานมาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ต่อจากนี้ก็เป็นคนเมืองแล้วสิ” เฉียวซิ่วอิงพูดพร้อมรอยยิ้ม แม้ในน้ำเสียงจะแฝงไปด้วยความอิจฉา แต่ก็ไม่ได้มากจนถึงขนาดริษยา
“คุณพูดเกินไปแล้วค่ะ ฉันเริ่มจะกระดากแล้วเหมือนกัน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่โชคดีหรือ บวกกับซานหยางเองก็ชอบฝึกวิชาหมัดมวย ก็เลยได้โอกาสนี้มา” คำพูดของย่าเฒ่าหานเป็นการบอกกับทุกคนทางอ้อมว่า หลานชายของเธอได้งานเพราะความสามารถของเขาเอง ไม่ใช่เส้นสายของครอบครัว
คนที่มาส่วนใหญ่ก็มีจุดประสงค์จะมาสืบข่าวทั้งนั้น พวกเขาหวังจะรู้ว่าตระกูลหานใช้วิธีใดถึงได้งานมา พวกเขารู้ดีว่าฐานะทางบ้านของตระกูลหานยากจน เงินทองอะไรก็ไม่ได้มีมากมาย ถ้าตระกูลหานยังคิดวิธีหาวิธีได้งานมาได้ พวกเขาล้วนคิดว่าครอบครัวตัวเองก็น่าจะมีหวังเช่นกัน แต่เมื่อย่าเฒ่าหานพูดแบบนี้ ส่วนมากพวกเขาต่างก็ผิดหวังไปตามๆ กัน
แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดว่าลูกหลานของตัวเองก็น่าจะมีหวังเช่นกัน เพราะอย่างไรเสีย วิชาหมัดมวยใดๆ มีเด็กผู้ชายบ้านไหนที่ไม่เคยฝึกมาบ้าง
ทว่า ในตอนนั้นเอง ย่าเฒ่าหานก็เปิดปากพูดขึ้นอีกครั้ง
“พูดกันตามตรง ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วที่พวกเราลงทุนส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนหนังสือ เสียเงินไปก็ไม่น้อยเลย และเพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้เรื่องแต่งงานของลูกหลานล่าช้าไปด้วย แต่ตอนนี้ดูแล้วก็ไม่ได้เสียเปล่า ท่านผู้นำมักจะบอกว่า แค่ฝึกวิชาต่อสู้อย่างเดียวย่อมไม่พอ ต้องจบมัธยมปลายด้วย! ”
คำพูดของย่าเฒ่าหานแฝงไปด้วยความโกรธไม่มากก็น้อย ในตอนนั้นที่ครอบครัวเธอส่งเสียให้เหล่าลูกหลานได้เรียนหนังสือ ไม่รู้มีคนมากมายเท่าไหร่ที่นินทาลับหลัง บอกว่าตระกูลหานโง่ที่เอาเงินไปทิ้งให้กับการเรียนหนังสือ ถึงขนาดที่มีบางคนพูดว่า เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์ ย่าเฒ่าหานเป็นแม่ม่าย เลี้ยงลูกคนเดียว ไม่มีเส้นสาย ไม่สามารถฝากให้เข้ามหาวิทยาลัยสูงๆ ได้
ย่าเฒ่าหานจู่ๆ ก็พูดถึงเรื่องที่จำเป็นต้องจบมัธยมปลาย ทันใดนั้น บรรยากาศพลันเงียบลงทันที จะไม่ให้เงียบได้ยังไง? ลองมองชุมชนนี้ให้ดี คนที่จบมัธยมปลาย เจ็ดในสิบเป็นลูกหลานที่มาจากตระกูลหาน
หลานๆ ของย่าเฒ่าหานทั้งเจ็ดคน จบมัธยมปลายทุกคน ที่เหลืออีกสามคน คนแรกคือหลี่เสี่ยวหรง ลูกสาวของเหรัญญิกหลี่ ยังมีอีกสองคน คนหนึ่งจบไปสิบกว่าปีแล้ว ตอนนี้ตั้งรกรากอยู่ในเมือง ส่วนอีกคนคือหลานชายของผู้นำชุมชน จบไปสองปีก่อนและได้รับการเสนอชื่อให้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกงหนงปิง
เป็นเพราะหลานชายของผู้นำชุมชน กู้หนานเฉิงได้รับการเสนอชื่อให้เข้ามหาวิทยาลัย คนในชุมชนจึงยิ่งเยาะเย้ยตระกูลหานว่าเสียเวลาเปล่า
เมื่อผู้นำชุมชนได้ยินคำพูดของย่าเฒ่าหาน เขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว
ชุมชนของพวกเขาได้สิทธิ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยกงหนงปิงแค่คนเดียวในรอบสิบกว่าปี ซึ่งเขาก็ใช้เส้นสายตำแหน่งตัวเองในทางที่ผิดยกให้กับหลานชายของตน
เดิมทีก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อถูกย่าเฒ่าหานพูดต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ ก็ทำให้รู้สึกต่างออกไป ที่จริงย่าเฒ่าหานแค่พูดด้วยความเคือง ไม่ได้ตั้งใจจะเหน็บแนมผู้นำชุมชน
เมื่อมีเรื่องดีก็ต้องให้คนในครอบครัวตัวเองก่อน เรื่องเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติ บนโลกนี้ไม่มีใครที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริงโดยไม่หวังผลตอบแทนหรอก
ที่จริงแล้ว ในปีนั้นเพื่อแย่งสิทธิ์เข้าเรียนกัน ตระกูลหลีกับตระกูลกู้ทะเลาะกันอยู่หลายวัน สุดท้ายตระกูลหลีก็พ่ายแพ้ และตระกูลกู้ก็เลือกให้ลูกหลานที่จบมัธยมปลายเพียงคนเดียวในตระกูลได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
ส่วนตระกูลหาน เดิมทีก็ไม่มีใครนึกถึงอยู่แล้วว่าพวกเขาเองก็มีลูกหลานที่จบมัธยมปลายด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีคนในชุมชนไม่น้อยที่มักจะหัวเราะเยาะย่าเฒ่าหานและตระกูลหาน
“การเรียนหนังสือมีประโยชน์แน่นอน เห็นได้จากลูกหลานของตระกูลหาน พวกเธออาจจะยังไม่รู้ นอกจากหานซานหยางจะได้ทำงานในเมืองแล้ว ตอนนี้ชีเยวี่ยก็ได้เป็นเจ้าหน้าที่ในสหคามแล้วเหมือนกัน”
ผู้นำชุมชนไม่อยากให้ทุกคนพูดถึงเรื่องปัญหาสิทธิ์เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอีก เขาจึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อดึงดูดความสนใจของคนอื่น