ตอนที่ 13 หล่อนไม่ใช่แม่ของฉัน
ดั่งคำโบราณกล่าวไว้ว่าอย่าตัดสินคนอื่นจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ หลินม่ายคุ้นเคยจนเป็เื่ปกติไปแล้ว เพราะเหตุนี้จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
กระทั่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงปกติ “ที่นี่คือห้องของหมอฟางจั๋วหลานใช่ไหมคะ?”
แววรังเกียจในดวงตาของเด็กสาวคนนั้นทวีคูณขึ้นทันที “เธอเป็ใคร?”
“ฉันคือคนที่คุณย่าฟางไหว้วานให้มาส่งเกาลัดให้หมอฟางค่ะ” หลินม่ายเอ่ยพลางยื่นตะกร้าน้อยที่บรรจุเกาลัดไว้ออกไป
เด็กสาวรับมาแล้วมองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “เธอไปได้แล้ว”
หลินม่ายกลับไม่ขยับ “เธอบอกฉันมาก่อนว่าเธอคือใคร? กลับไปฉันจะได้บอกคุณย่าฟางถูกว่าฉันให้เกาลัดกับใครไปแล้ว”
เด็กสาวแสดงสีหน้าหมดความอดทน “บอกคุณย่าฟางไปว่าฉันคือแฟนสาวของหมอฟาง”
กล่าวจบ ก็ทำท่าจะปิดประตู แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของผู้ชายดังมาจากข้างใน “หรงหรง เธอคุยกับใครอยู่น่ะ?”
หลินม่ายรีบะโเสียงดังทันที “หมอฟางจั๋วหรานใช่ไหมคะ? ฉันคือคนที่คุณย่าฟางไหว้วานให้มาส่งเกาลัดให้คุณ”
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาหล่อเหลามีราศีของปัญญาชนแผ่ขยายออกมาทั้งตัวคนหนึ่งคนออกมาจากในห้อง จากนั้นก็ปรายตามองพิจารณาหลินม่ายั้แ่หัวจรดปลายเท้า แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มบางเบา “ทำไมถึงไม่เคยเจอเธอมาก่อน?”
หลินม่ายมองไปยังเด็กสาวที่มีสีหน้ามาดร้ายเสียเต็มประดาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงราบเรียบ “คุณไม่ต้องเจอฉันหรอกค่ะ ฉันเป็แค่ตัวแทนคุณย่าฟางมาส่งเกาลัดให้คุณเท่านั้น ต่อไปคงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก”
กล่าวจบก็พยักหน้า และพาตัวตัวเดินจากไป
แต่ก็ไม่วายมีเสียงของเด็กสาวที่ชื่อว่าหรงหรงคนนั้นเอ่ยขึ้นจากด้านหลัง “เด็กสาวชนบทแต่งงานกันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? ดูท่าผู้หญิงตัวดำคนนั้นน่าจะมีอายุราว ๆ สิบหกสิบเจ็ดปี แต่มีลูกอายุสามสี่ขวบแล้ว”
ฟางจั๋วหรานเอ่ยเสียงเรียบ “เธอแน่ใจได้ยังไงว่าสาวน้อยคนนั้นคือลูกของหล่อน อาจจะเป็น้องสาวของหล่อนก็ได้”
“ฉันได้ยินสาวน้อยคนนั้นเรียกหล่อนว่าแม่”
หลินม่ายได้ยินแต่ไม่ได้ใส่ใจ เธอและพวกเขาคือคนละสังคมกัน ต่อไปคงไม่มีทางได้สานสัมพันธ์กันอีก ต่อให้แฟนสาวของฟางจั๋วหรานจะพูดโกหก มันก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับเธอ ไม่จำเป็ต้องอธิบาย
ตัวตัวยังเด็ก แต่การได้ยินนับว่าไวต่อความรู้สึกมาก บทสนทนาของหรงหรงและฟางจั๋วหรานดังเข้ามาในหูของหล่อนอย่างชัดเจน
ระหว่างที่เดินลงมาก็ไม่วายหันกลับไปมองบนตึก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส “หล่อนไม่ใช่แม่ของหนู หล่อนคือคุณน้า”
ประตูห้องของฟางจั๋วหรานปิดลงขณะที่หล่อนพูดพอดี ปิดกั้นเสียงของหล่อนไว้ข้างนอก
หลินม่ายเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ทำไมหนูถึงเรียกผู้หญิงทุกคนที่เจอว่าคุณน้าละ?”
ตัวตัวเอ่ยถามอย่างไร้เดียงสาว่า “ก็คุณเป็ผู้ใหญ่ ทั้งยังเด็กกว่าแม่ของหนู ไม่ควรเรียกว่าน้าเหรอคะ?”
หลินม่ายเดาว่าก่อนหน้านั้นหล่อนคงเป็เด็กที่ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดใครมากนัก จึงแยกไม่ออกว่าควรเรียกสรรพนามผู้อื่นว่ายังไง ถึงได้เรียกมั่วซั่ว
คิดจะนำเกาลัดมาขายในเมือง ก็ต้องกินข้าวในเมือง และต้องใช้คูปองอาหาร
หลินม่ายอาศัยความทรงจำในอดีต พาตัวตัวไปยังตลาดมืดอย่างชำนาญทาง จ่ายแค่ห้าเหมาก็ซื้อคูปองอาหารจำนวน 5 ชั่งได้แล้ว
เมื่อเห็นคนขายคูปองเนื้อ เธอจึงจ่ายอีกสองเหมาเพื่อซื้อคูปองเนื้อหนึ่งชั่ง แล้วรีบตรงไปซื้อเนื้อในตลาดของรัฐที่ใกล้ที่สุดทันที
เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะซื้อเนื้อติดมัน มีแค่เนื้อไม่ติดมันขายเท่านั้น
โชคดีที่หลินม่ายชอบกินเนื้อไม่ติดมัน ดังนั้นจึงซื้อเนื้อไม่ติดมันหนึ่งชั่ง จากนั้นก็พาตัวตัวไปขึ้นรถไฟรอบสี่โมงครึ่ง
เนื่องจากเป็สถานีต้นทาง รถไฟขบวนนี้จึงมีผู้โดยสารไม่เยอะมากนัก
หลินม่ายพาตัวตัวมานั่งยังที่ว่างที่หนึ่ง
ตัวตัวดูกระตือรือร้นยิ่งกว่าตอนที่อยู่กับเธอเมื่อครู่เสียอีก หล่อนถามเธอด้วยน้ำเสียงไพเราะสดใส “คุณน้า เราซื้อเนื้อชิ้นนี้กลับไปกินใช่ไหมคะ?”
“แน่นอน” หลินม่ายได้ยินสำเนียงเหอหนานของหล่อน จึงเอ่ยถามว่า “บ้านหนูอยู่ที่ไหนของเหอหนานเหรอ?”
“หมู่บ้านเสี่ยวหลี่จวงค่ะ”
“เมืองไหนอำเภอไหนหนูรู้ไหม?”
ตัวตัวส่ายหน้าอย่างว่างเปล่า “ไม่รู้ค่ะ”
“แล้วหนูมาฮั่นโขวได้ยังไง?”
“แม่พาหนูมาฮั่นโขวค่ะ”
“แล้วแม่หนูพาหนูมาฮั่นโขวทำไม?”
หลินม่ายอยากถามคำถามเหล่านี้มานานแล้ว แต่วันนี้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะไถ่ถาม
ตอนที่กินบะหมี่แห้งร้อนในร้านอาหารของรัฐเธอพอมีเวลาถามอยู่ แต่รอบตัวมีลูกค้าเต็มไปหมด จึงไม่สะดวกถามออกไป
“บอกว่าจะพาหนูมาหาพ่อที่ฮั่นโขว”
“แล้วพลัดหลงกับแม่ได้ยังไงล่ะ?”
ตัวตัวก้มหน้าลง และเอ่ยเสียงเบา “ไม่ได้พลัดหลงกับแม่หรอกค่ะ แม่ต่างหากที่ให้หนูรออยู่ที่นั่น บอกว่าจะไปซื้อซาลาเปาให้หนูกิน พอแม่ไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย”
......ที่แท้ก็เป็เด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งนี่เอง
เดิมทีหลินม่ายแอบคิดว่าตนมีโชคอยู่ในใจ ที่เด็กคนนี้อาจจะพลัดหลงกับพ่อแม่
แต่ต่อให้เธออยากมีลูก เธอก็ไม่อยากให้ตัวตัวพลัดหลงกับพ่อแม่ รอให้พ่อแม่ของหล่อนกลับมาตามหาหล่อนดีกว่า
าแทางใจของเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งต้องใช้เวลารักษาไปตลอดชีวิต เธอยอมให้ตัวเองรับเลี้ยงตัวตัวไม่ได้ แต่จะไม่ยอมเห็นหล่อนต้องมีแผลทางใจที่ใหญ่ขนาดนี้
“แยกทางกับแม่มากี่วันแล้ว?”
“สองวัน”
หลินม่ายตกตะลึง “แล้วในสองวันนี้หนูใช้ชีวิตยังไง?”
“คนที่เดินผ่านไปผ่านมาให้ขนมและน้ำหนูกินบ้าง”
หลินม่ายครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล “ตัวตัว หนูอยากมีแม่ไหม?”
ตัวตัวมองเธอทันที ราวกับไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเธอ
หลินม่ายจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าเดิม “ต่อไปฉันจะเป็แม่ของหนูเองดีไหม?”
ตัวตัวเงยหน้ามองพิจารณาเธออยู่เนิ่นนาน จากนั้นก็พยักหน้า “หนูจะเป็เด็กดี จะเชื่อฟังแม่อย่างดีค่ะ”
หลินม่ายไม่ได้รังเกียจความสกปรก ยื่นมือโอบกอดหล่อนไว้ “เรามาเปลี่ยนชื่อกันดีกว่า ดีไหม ชื่อว่าโต้วโต้ว(豆豆)”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนี้ตัวตัว(多多)ก็คิดไปไกล การเติบโตของหล่อนมีประสบการณ์ที่เ็ปเป็ชนักติดหลัง ชื่อโต้วโต้วคงไม่ลำบากแบบนี้แน่
ตัวตัวตอบรับอย่างเชื่อฟัง
หลังจากลงจากรถไฟ หลินม่ายก็พาโต้วโต้วไปบ้านคุณย่าฟางทันที
เมื่อคุณปู่ฟางและคุณย่าฟางเห็นเธอที่เพิ่งออกไป่เช้ากลับมาใน่บ่าย จึงเกิดความประหลาดใจ “ไหนหนูบอกว่าจะต้องเข้าเมืองไปขายเกาลัดไง ที่กลับมาแบบนี้เพราะขายเกาลัดหมดแล้วหรือยังไม่ได้เข้าเมืองกันแน่?”
“ขายหมดแล้วค่ะ”
หลินม่ายหยิบเงินที่พกติดตัวออกมา ยื่นธนบัตรที่มีรูปประชาชนสามัคคีใบหนึ่งให้คุณย่าฟาง “ขอบคุณคุณย่าฟางมากนะคะ”
คุณย่านฟางหนีบธนบัตรใบนั้นพลางเอ่ยว่า “หาเงินได้ไหม? ถ้ายังหาไม่ได้ก็ไม่ต้องรีบร้อนคืนฉันหรอก”
หลินม่ายชูเนื้อไม่ติดมันในมือขึ้นสูง “หาเงินได้แล้วค่ะ ถ้าไม่มีเงินฉันจะซื้อเนื้อกลับมาได้ยังไงคะ คืนนี้เราจะกินเกี๊ยวน้ำกัน”
ในมณฑลหู จะเรียกหุนทุน(1)ว่าเกี๊ยวน้ำ ส่วนเกี๊ยวแบบทางเหนือจะเรียกว่าเกี๊ยว
คุณย่าฟางรับเนื้อไม่ติดมันมาชั่งน้ำหนักในมือ “น่าจะประมาณหนึ่งชั่ง จะห่อเกี๊ยวน้ำได้เท่าไหร่กันเชียว? เราสี่คนจะไปพอกินอะไร ไม่สู้ห่อเกี๊ยวแบบทางเหนือดีกว่า”
หลินม่ายเสนอว่าจะห่อเกี๊ยวน้ำ เพราะในอดีตธุรกิจแรกเริ่มที่เธอทำคือขายเกี๊ยวน้ำ การห่อเกี๊ยวน้ำทั้งเร็วทั้งขายดี
แต่คุณย่าฟางอยากห่อเกี๊ยวแบบทางเหนือ เช่นนั้นก็แล้วแต่นางแล้วกัน
คาดว่าคุณย่าฟางคงจะไม่ได้กินเนื้อมาระยะหนึ่งแล้ว พอจะได้กินเกี๊ยวทางเหนือ จึงอารมณ์ดีเป็พิเศษ ใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบานใจยิ่งกว่าดอกเบญจมาศที่เบ่งบานเสียอีก “กุยช่ายในสวนโตได้ที่พอดี ฉันจะไปเก็บมาสักสองชั่ง”
กล่าวจบนางก็หยิบมีดทำครัว ถือตะกร้าเล็กออกไปทันที
คุณย่าฟางชี้ไปยังโต้วโต้วและถามว่า “แล้วนี่ลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย?”
หลินม่ายกะพริบตาใส่นาง “ต่อไปนี้หล่อนคือลูกของฉันค่ะ”
คุณย่าฟางมองพิจารณาโต้วโต้วที่ดูสกปรกมอมแมมไปทั้งตัว หลินม่ายยังคงแสดงสีหน้านั้น ลอบคิดในใจว่ายังไม่เข้าใจตรงไหน
ขณะที่นางจะเดินไปต้มน้ำให้โต้วโต้วได้อาบนั้น จู่ ๆ ก็ถูกหลินม่ายขวางไว้
ลูกของเธอ เธอดูแลเองได้ เพราะเหตุนี้เธอจึงเดินไปต้มน้ำและอาบน้ำให้โต้วโต้วจนหอมฟุ้งด้วยตัวเอง
ขณะอาบน้ำแล้วเห็นโต้วโต้วซูบผอมจนเหลือแต่หนังติดกระดูก หลินม่ายก็ยิ่งปวดใจ
…………………………………………………………………………………………………………………………
(1)馄饨 (húntun หุนทุน) หรือ 馄炖 (húndùn หุนตุ้น) เป็เกี๊ยวของจีนภาคใต้ที่เราคุ้นหน้าตาคุ้นลิ้น ภาษาจีนเรียกว่า หุนทุน ใช้แป้งห่อรูปสี่เหลี่ยม มีทั้งอย่างหนาและอย่างบาง แป้งแผ่นหนาใช้ห่อหุนทุนชนิดใหญ่ (大馄饨 ต้าหุนทุน) แผ่นบางใช้ห่อหุนทุนชนิดเล็ก (小馄饨 เสี่ยวหุนทุน) ซึ่งก็คือเกี๊ยวบ้านเรานั่นเอง
ส่วนเกี๊ยวในแบบทางเหนือจะเรียกว่าเจียวจื่อ (饺子) เป็เกี๊ยวที่ห่อด้วยแป้งแผ่นกลม หนากว่าแป้งที่ห่อหุนทุน แล้วนำไปนึ่ง/ต้ม/ย่าง/ทอด จะมีความคล้ายกับเกี๊ยวเกาหลีที่เรียกว่ามันดู(만두) หรือเกี๊ยวญี่ปุ่นที่เรียกว่าเกี๊ยวซ่า(餃子)
ภาพซ้ายคือหุนทุนหรือเกี๊ยวน้ำแบบจีนภาคใต้ ส่วนภาพขวาคือเจียวจื่อหรือเกี๊ยวต้ม/นึ่ง/ย่าง/ทอดแบบจีนภาคเหนือ (ภาพจาก https://www.sohu.com/a/399840878_120517663)
สารจากผู้แปล
คุณหมอหลานชายคุณย่าฟางจะเป็สามีในอนาคตของม่ายจื่อชาตินี้หรือเปล่าคะ เขาดูหล่อมีออร่าพระเอกจังเลยค่ะ
ได้เวลาขุนโต้วโต้วแล้ว นับจากนี้ม่ายจื่อจะเป็แม่เลี้ยงเดี่ยวดูแลหนูเอง
ไหหม่า(海馬)