ทันใดนั้นมู่อวิ๋นหานสีหน้าเปลี่ยนสีอย่างเห็นได้ชัดพร้อมยื่นมือไปเคาะหัวของมู่อวิ๋นจิ่น “แก่แดดจริงเชียว”
มู่อวิ๋นจิ่นแอบหัวเราะมุมปาก
“ได้ยินมาว่าพี่น้องคู่นี้สนิทกันมาก ดูท่าจะไม่ผิดจากความเป็นจริง”ฉู่ชิงเดินเข้ามาข้างกายมู่อวิ๋นจิ่นกับมู่อวิ๋นหานโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง
แต่ไหนแต่ไรมู่อวิ๋นหานเกลียดขี้หน้าฉู่ชิงเป็นที่สุด ในเวลานี้พอได้ยินที่ฉู่ชิงสัพยอกก็ยิ่งไม่อยากสนทนาด้วย เอาแต่ยิ้มจาง ๆ ให้แทน “ความสนิทสนมขององค์ชายสามองค์หญิงห้าและองค์ชายแปดก็ดีไม่น้อยต่างกันนี่เพคะ”
“น้องสะใภ้กับน้องหกแต่งงานกันได้หนึ่งเดือนแล้วเหตุใดยังเรียกห่างเหินถึงเพียงนี้? สามารถเรียกว่าพี่ชายสามพี่สาวห้า น้องชายแปดได้แล้ว” ฉู่ชิงกล่าว
มู่อวิ๋นจิ่นแสยะยิ้มมุมปากโดยไม่ตอบคำใดและเลือกเดินตามมู่อวิ๋นหานไปนั่งที่โต๊ะงานเลี้ยง
ฉู่ชิงมองดูมู่อวิ๋นจิ่นอยู่ด้านหลังโดยที่สายตาแสดงความสนใจบางอย่างออกมา
หลังจากทุกคนเข้านั่งที่เรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นหันมองเห็นฉู่ชิงเฉียงกับฉู่ชิงหยวนเดินเข้ามาพร้อมกัน
พอฉู่ชิงหยวนเห็นมู่อวิ๋นจิ่นนั่งอยู่ก็รีบสาวเท้าวิ่งเข้าไปหาและส่งยิ้มให้นาง ก่อนจะพูดกับนางว่า “พี่สะใภ้หก พวกเราไม่ได้เจอกันเสียนานเลย”
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉู่ชิงหยวนจึงยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยก่อนจะหันไปพยักหน้าให้นาง
“เสียวจิ่ว ทำไมเจ้ายังไม่รู้จักปฏิบัติตามกฎบ้าง” ด้านหลังมีเสียงฉู่ชิงเฉียงตำหนิเสียงเยือกเย็น
ฉู่ชิงเฉียงเดินมายืนด้านหลังฉู่ชิงหยวนพลางใช้สายตามองมู่อวิ๋นจิ่นด้วยความเหยียดหยามจากเท้าจรดขึ้นหัวและเมื่อนางสังเกตเห็นมู่อวิ๋นหานที่นั่งอยู่ด้านข้าง ก็ทำเอานางชะงักไปทันที
“คารวะองค์หญิงทั้งสอง” มู่อวิ๋นหานลุกขึ้นยกมือประสานโค้งคำนับให้แก่คนทั้งสอง
ฉู่ชิงเฉียงหันมองมู่อวิ๋นหานด้วยแววตาสดใสและหันไปพยักหน้ารับมู่อวิ๋นหาน ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เจ้าคือหัวหน้าทหารมู่อย่างนั้นหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ” มู่อวิ๋นหานเอ่ยตอบเสียงเรียบ
ฉู่ชิงเฉียงแอบเม้มปากเล็กน้อยพร้อมกับรู้สึกคล้ายจะเป็นลม จากนั้นนางจึงพยายามเดินไปนั่งในที่ที่ถูกจัดไว้
มู่อวิ๋นจิ่นมองตามฉู่ชิงเฉียงไปและสังเกตเห็นฉู่ชิงเฉียงส่งสายตาแปลก ๆ ให้มู่อวิ๋นหานบางครั้งก็แสดงท่าทียักคิ้วหลิ่วตาให้จนกระทั่งมู่อวิ๋นจิ่นหันมาเอ่ยเสียงต่ำกับพี่ชายตนว่า “แย่แล้ว พี่ดูเหมือนจะดึงดูดดอกเหมยเน่าเฟะเข้าแล้ว!”
มู่อวิ๋นหานได้ยินเช่นนั้นจึงรีบหันมองค้อนมู่อวิ๋นจิ่น
…
ไม่นานนักฝ่าบาทแห่งซีหยวนและฮองเฮาได้เสด็จเข้ามาสู่งานเลี้ยงเจิ้งไทเฮาและฉินไท่เฟยนั่งแยกด้านซ้ายด้านขวาของฝ่าบาทและฮองเฮา
ลี่เฟยและหว่านเฟยที่บังเอิญพบมู่อวิ๋นจิ่นเมื่อครู่ในสวนดอกไม้อวี่ฮวาต่างก็มานั่งฝั่งตรงข้ามมู่อวิ๋นจิ่น
หลังจากทุกคนลุกขึ้นต้อนรับและทำความเคารพกันแล้วจึงพากันนั่งลง
ฝ่าบาทซีหมิงนั่งลงบนบัลลังก์สอดสายตามองไปรอบทิศแล้วมาหยุดลงตรงที่มู่อวิ๋นจิ่นพร้อมตรัสถาม “ลี่เอ๋อร์ล่ะ?”
“ลี่เอ๋อร์มีธุระจึงมาไม่ได้เพคะ” ฉินไท่เฟยรีบออกหน้าตอบแทนมู่อวิ๋นจิ่น
ฝ่าบาทซีหมิงก้มพระพักตร์แทนเมื่อได้ยินคำตอบ
จากนั้นค่อยหันกลับมาที่มู่อวิ๋นจิ่นอีกครั้งยกถ้วยสุราขึ้นพร้อมตรัสว่า “อวิ๋นจิ่นวันที่เจ้าออกเรือนกับลี่เอ๋อร์ เจิ้นมีงานชาติบ้านเมืองอันเร่งด่วนจึงไม่มีเวลาไปร่วมร่ำสุราแสดงความยินดีแม้แต่จอกเดียว”
เมื่อได้ยินฝ่าบาทซีหมิงตรัสมู่อวิ๋นจิ่นพลันชะงักไปชั่วขณะจากนั้นยกแก้วสุราก่อนจะลุกยืนขึ้นพลางเอ่ยปากที่สั่นเครือของตน“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ อวิ๋นจิ่นมิอาจและเข้าใจในงานเพคะ”
ฝ่าบาทซีหมิงยกมือขึ้นโบกปฏิเสธให้มู่อวิ๋นจิ่น “นั่งลงเสียเถอะ วันนี้เป็นงานเลี้ยงในครอบครัวมิต้องคำนึงถึงกฎระเบียบมากมายอะไรทั้งนั้น”
เมื่อเห็นว่าฝ่าบาทซีหมิงมิได้หาเรื่องนางมู่อวิ๋นจิ่นค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอกเพราะนางจำฝังใจว่าฝ่าบาทองค์นี้เคยต่อต้านงานแต่งงานของนาง
ด้วยเหตุนี้การเรียกฝ่าบาทว่าเสด็จพ่อจึงเปล่งออกมาด้วยความเก้อเขิน
หลังจากที่งานเลี้ยงดำเนินไปช่วงหนึ่งแล้วมู่อวิ๋นจิ่นคีบอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้าทานช้าๆ ก่อนพยายามเหล่ตามองฉู่ชิงเฉียง
นับตั้งแต่ที่งานเลี้ยงเริ่มขึ้นฉู่ชิงเฉียงชำเลืองมองไปที่มู่อวิ๋นหานไม่ต่ำกว่าห้าครั้งแล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นยกน้ำชาขึ้นมาจิบพร้อมกับนึกในใจหากสตรีผู้นี้มาเป็นพี่สะใภ้ของนางเกรงว่าความวุ่นวายในจวนอัครเสนาบดีต้องมีไม่หยุดหย่อน
“เห้อ บรรยากาศในวันนี้ดีเสียจริงอายเจียอยากจะดื่มให้ลี่เอ๋อร์และอวิ๋นจิ่นในโอกาสออกเรือนใหม่แต่ลี่เอ๋อร์กลับไม่ได้มาในงานเลี้ยง” เจิ้งไทเฮาแสร้งถอนหายใจเสียงดังจนทุกคนในที่นั้นได้ยินจนหมด
หลังสิ้นเสียงเจิ้งไทเฮาส่งยิ้มมุมปากให้มู่อวิ๋นจิ่นก่อนเอ่ยว่า “อวิ๋นจิ่น ตั้งแต่ที่เจ้าแต่งกับลี่เอ๋อร์อายเจียคิดว่าเจ้าจะมายกน้ำชาให้อายเจีย แต่อายเจียรออยู่ที่ตำหนักเฟิงหมิงทั้งวันกลับไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าเลย”
“นี่เป็นกล่องแสดงความยินดีที่อายเจียเตรียมไว้แต่ยังไม่มีโอกาสได้ส่งออกไป ถือโอกาสในวันนี้ที่จะได้พบหน้าพอดีอายเจียจึงให้นำมาด้วย” หลังจากนั้นแม่นมหยางก็ถือกล่องเดินไปยืนด้านหน้ามู่อวิ๋นจิ่นและเปิดขึ้น
“นี่เป็นสร้อยไข่มุกจันทราอันล้ำค่าที่อาณาจักรเป่ยหมิงนำมาถวายเป็นบรรณาการเจ้าใส่แล้วจะต้องเหมาะสมยิ่งนัก” เจิ้งไทเฮากล่าวยิ้มๆ
มู่อวิ๋นจิ่นจ้องมองสร้อยเส้นนั้นทั้งสีสันวรรณะเป็นของชั้นเลิศ แต่เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกแปลกใจยิ่งนักเจิ้งไทเฮาจะมาไม้ไหนกันแน่
ในตอนนั้นเองลี่เฟยที่นั่งอยู่ตรงข้ามร้องด้วยเสียงทึกทัก “สร้อยไข่มุกจันทราช่างดึงดูดสายตายิ่งนักดูท่าไทเฮาต้องรักใคร่ในชายาหกจากใจจริง”
“ในเมื่อชายาหกยังไม่เคยได้ยกน้ำชาให้ไทเฮาเช่นนั้นถือโอกาสนี้ยกน้ำชาได้เลยมิเช่นนั้นหากเป็นฝ่ายรับอยู่ทางเดียวคงไม่เหมาะใช่หรือไม่?” ลี่เฟยหัวเราะร่า
มู่อวิ๋นจิ่นกัดริมฝีปากพร้อมกับเงยหน้ากวาดสายตาไปทางลี่เฟยที่นั่งอยู่ตรงข้าม
เกริ่นมาเสียยืดยาวที่แท้ก็เพื่อสิ่งนี้สินะ!
ลี่เฟยแสยะยิ้มให้กับมู่อวิ๋นจิ่นจากนั้นหันไปมองฝ่าบาทซีหยวนพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ฝ่าบาทเห็นด้วยหรือไม่เพคะ ว่าธรรมเนียมมิอาจขาดได้”
ฝ่าบาทซีหยวนพยักหน้าขึ้นลงก่อนหันมองไปที่มู่อวิ๋นจิ่น “ในเมื่อถึงขั้นนี้แล้วเช่นนั้นก็ยกน้ำชาให้ครบคนตามธรรมเนียมแล้วกัน”
สีหน้าของฉินไท่เฟยไม่ค่อยจะพอใจเสียเท่าไหร่ในเมื่อฝ่าบาทตรัสออกมาเช่นนี้ นางก็ไม่อาจปฏิเสธได้แต่ภายในใจกลับต่อว่าสาปแช่งยายแก่เจิ้งไทเฮาที่ให้มู่อวิ๋นจิ่นต้องมานอบน้อมให้กับมัน
นี่เป็นครั้งแรกที่มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกทำตัวไม่ถูกในตำหนักแห่งนี้ล้วนเป็นคนที่สำคัญและมีอำนาจในอาณาจักรซีหยวนนางจึงไม่อาจล่วงเกินได้
ทว่าหากยกน้ำชาให้กับเจิ้งไทเฮาเช่นนี้ทำให้มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกเสียเปรียบเป็นอย่างยิ่ง
“ใครก็ได้ ไปเตรียมน้ำชามาที!” ลี่เฟยเอ่ยปากหันไปทางมู่อวิ๋นจิ่นที่นั่งตรงข้ามแววตาเปี่ยมด้วยชัยชนะที่สำแดงออกมา
ไม่นานนักนางกำนัลคนหนึ่งก็เดินถือถาดที่วางน้ำชามาหนึ่งถ้วย
มู่อวิ๋นหานหันมองมู่อวิ๋นจิ่นเมื่อเห็นนางหน้านิ่วคิ้วขมวด จึงเอ่ยกับน้องสาวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “อดทนไว้ อดทนเอาไว้”
ในขณะที่มู่อวิ๋นจิ่นกำลังเตรียมตัวลุกขึ้นเอื้อมหยิบถ้วยน้ำชาเสียงของขันทีก็ดังขึ้น “องค์ชายหกถึงแล้ว”
พอสิ้นเสียงขันทีมีบุรุษในชุดสีม่วงก้าวเดินเข้ามาในตำหนัก แววตาดำขลับและรู้สึกได้ถึงพลังที่แผ่ซ่าน
ทันทีที่มู่อวิ๋นจิ่นเห็นฉู่ลี่เดินเข้ามานางก็ถอนหายใจโล่งอก
ฉู่ลี่คารวะฮองเฮาซีหยวนจากนั้นมองไปรอบ ๆ หามู่อวิ๋นจิ่นแล้วเดินไปนั่งข้างนาง
มู่อวิ๋นจิ่นที่นั่งอยู่สัมผัสได้ถึงบุรุษในชุดสีม่วงที่แผ่ซ่านความหนาวเหน็บจนนางต้องสะดุ้งโหยง
ฉู่ลี่นั่งลงเป็นที่เรียบร้อยจู่ ๆ เสียงของลี่เฟยก็ดังขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม “ชายาหกในเมื่อรับของขวัญไปแล้ว ตอนนี้รีบยกน้ำชาเร็วเข้าเถิด มิอย่างนั้นจะเย็นเอาได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นฉู่ลี่ก็เห็นกล่องของขวัญที่มีสร้อยไข่มุกวางอยู่เบื้องหน้าจากนั้นใช้สายตาพิฆาตจ้องไปที่ลี่เฟย
“ยกน้ำชาให้ใครกัน?” น้ำเสียงเปล่งด้วยความไม่พอใจแฝงความเด็ดขาด
ลี่เฟยถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นสายตาพิฆาตนั้นจ้องมองมาที่นางจนนางต้องรีบหลบสายตาแล้วเบนหน้าหันไปยิ้มและพูดกับเจิ้งไทเฮาว่า “ชายาหกรับของขวัญจากไทเฮาไปแล้วตามธรรมเนียมชายาหกก็ควรมายกน้ำชาให้ไทเฮาถึงจะถูกเพคะ”
“งั้นหรือ” ฉู่ลี่เอ่ยเสียงนิ่งจนน่าสะพรึง
มู่อวิ๋นจิ่นที่ได้ยินฉู่ลี่เอ่ยก็รีบก้มหน้าชำเลืองมองเขา “ของขวัญนี่…”
กำลังจะเอื้อนเอ่ยต่อไปฉู่ลี่กลับแทรกขึ้นมาว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้คืนของขวัญกลับไปก็แล้วกัน!”
ทุกคนในตำหนักต่างเบิกตาโพลง
แม้กระทั่งมู่อวิ๋นจิ่นเองแม้จะเป็นเช่นนั้นแต่นางก็แอบก้มหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยากจะยกนิ้วโป้งชื่นชมฉู่ลี่เหมือนคนในยุคปัจจุบัน
ในตำหนักต่างเงียบงันในฉับพลันฉินไท่เฟยแอบหัวเราะคิกคักจนทุกสายตาหันไปจับจ้อง จนนางต้องยกมือขึ้นโบกไปมา “ไม่มีอะไร พวกเจ้าไม่ต้องมองอายเจียอายเจียแค่นึกถึงเรื่องขำขันขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง”
เจิ้งไทเฮาเดือดดาลเป็นที่สุดฉู่ลี่ฉีกหน้านาง ซ้ำฉินไท่เฟยยังหัวเราะเยาะนาง ทำให้นางอับอายจนทำตัวไม่ถูกทว่ามิอาจแสดงอาการออกมาได้
ลี่เฟยที่เห็นเหตุการณ์รีบเอ่ยยิ้มๆ กู้หน้าแทนเจิ้งไทเฮา “องค์ชายหกพูดเป็นเล่นไปได้ของขวัญส่งออกมาย่อมไม่รับคืน มิอย่างนั้นจะไม่เป็นมงคล”
“พิธียกน้ำชาเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาจากบรรพชนยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นมงคลการให้ชายาหกถือโอกาสนี้ยกน้ำชา ก็เพื่อให้บรรยากาศดูคึกคักขึ้นมาบ้างเท่านั้นเอง”
ฉู่ลี่ได้ฟังถึงกับแสยะยิ้ม “ในเมื่อลี่เฟยหลงใหลกับการยกน้ำชาเช่นนั้นของขวัญชิ้นนี้ยกให้ลี่เฟยแล้วกัน ส่วนการยกน้ำชาก็เชิญทำแทนให้ด้วย”
สิ้นเสียงลงฉู่ลี่หยิบกล่องของขวัญที่บรรจุสร้อยไข่มุกจันทราตรงหน้ามู่อวิ๋นจิ่นโยนลอยไปตกอยู่หน้าลี่เฟยด้วยความดูแคลน
ลี่เฟยสีหน้าซีดเผือด
ฝ่าบาทซีหยวนเห็นสถานการณ์เช่นนั้นได้ตรัสกับฉู่ลี่อย่างจนปัญญาว่า “ลี่เอ๋อร์จะเสียมารยาทไม่ได้”
“ลี่เอ๋อร์ก็มีนิสัยแบบนี้เพคะ งานเลี้ยงในครอบครัววันนี้ลูกหลานอยู่กันพร้อมหน้า อย่ามัวคิดแต่เรื่องยกน้ำชาเลยยิ่งไปกว่านั้นอายเจียได้ดื่มน้ำชาที่อวิ๋นจิ่นยกไปแล้ว นับเป็นมงคลไปแล้วเพคะ”ฉินไท่เฟยโน้มน้าวฝ่าบาท
ฮองเฮาที่นั่งนิ่งอยู่นานกลับเอ่ยเห็นด้วย “ถูกต้องแล้ว หากวันนี้ลี่เอ๋อร์ไม่มา งานเลี้ยงวันนี้เหมือนดูขาดหายอะไรไปในเวลานี้ถือว่ามาพร้อมหน้าพร้อมตาทุกคนแล้วเพคะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘พร้อมหน้าพร้อมตา’ สีหน้าของฝ่าบาทซีหยวนจึงค่อยดีขึ้น
เรื่องยกน้ำชาในเวลานี้ถูกฉู่ลี่ทำให้ผ่านไป
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นว่าไม่มีใครติดใจกับเรื่องยกน้ำชาแล้วนางจึงถอนหายใจโล่งอก หันชำเลืองมองฉู่ลี่ที่อยู่ด้านข้างหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้เห็นเขา ฉู่ลี่ผู้นี้ดูเหมือนเขายิ่งเย็นชากว่าเดิมขึ้นมาก
สงสัยหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้คงพบเจอเรื่องที่ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก
พอคิดมาถึงตรงนี้แม่นมเสิ่นที่อยู่ด้านข้างกลับสะกิดแขนของมู่อวิ๋นจิ่น เอ่ยเสียงแผ่วเบาขึ้น “พระชายารีบรินสุราให้องค์ชายหกเร็วเจ้าค่ะ”
มู่อวิ๋นจิ่นที่มัวแต่คิดไปเรื่อยกลับได้สติคืนมารินสุราให้ฉู่ลี่อย่างจำยอม
นางเอื้อมมือไปหยิบกาสุราขึ้นมารินใส่ถ้วยให้ฉู่ลี่จนเต็มปริ่ม
จากนั้นแม่นมเสิ่นได้สะกิดมู่อวิ๋นจิ่นอีกครั้งกระซิบกระซาบอีกที “รีบคีบอาหารให้องค์ชายหกเร็วเถอะเจ้าค่ะ”