“ใช่แล้วเจ้าค่ะ...คุณชาย นี่นับว่าถูกกว่าที่อื่นมากแล้วนะเจ้าคะ”
‘ถูกกับผีสิ 1 ตำลึงทองหากเป็นโลกเดิมของข้า มีค่าเท่ากับทองคำหนัก 4 บาทเชียวนะ 100 ตำลึงทอง ย่อมหมายถึงทองคำหนัก 400 บาท!!!’เหมาเว่ยเริ่มรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเริ่มคำนาณอย่างคร่าวๆ
นับว่าตัวเลขจำนวนเงินที่เหมาเว่ยเข้าใจนั้นมากมายนัก เมื่อเงิน 1 ตำลึงทองเท่ากับทองคำหนัก 4 บาทที่โลกของเขา หากเหมาเว่ยสามารถหาเงินได้ 100 ตำลึงทอง และนำกลับไปแลกเป็นสกุลเงินบาท ย่อมสามารถส่งผลให้เขากลายเป็นเศรษฐีที่โลกเดิมได้ในพริบตา
‘คิดคร่าวๆก็มีค่าเกือบสิบล้านบาท ถ้าข้ามีเงินมากมายขนาดนั้นจริงๆ คงยากจะตัดใจซื้อถุงจักรวาลได้ลง’
“คุณชาย คุณชายเจ้าคะ ท่านกำลังเป็นอะไรไป”เซียงเซียงเอียงคอถามอย่างน่ารัก
“ขออภัยแม่นางเซียงเซียง พอดีข้ากำลังคิดอยู่ว่าถุงจักรวาลเล็กๆใบนี้ จำเป็นสำหรับข้ารึเปล่า”เหมาเว่ยแสร้งทำสีหน้าปกติทั้งที่จริงอยากจะร้องตะโกนออกมาดังๆ”แล้วถุงจักรวาลมีใบที่ใหญ่กว่านี้หรือไม่ ข้าหมายถึงใบที่สามารถนำมาใส่คนเข้าไปได้น่ะ?”
“คิก คิก จะไปมีใบใหญ่เช่นนั้นได้อย่างไรกันเจ้าค่ะ ต่อให้ท่านค้นหาทั่วใต้หล้า ใหญ่ที่สุดก็ใบประมาณนี้”เซียงเซียงอธิบายยกมือน้อยๆทำท่าทางประกอบ จากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่งของนางยาวหนึ่งเซี๊ยะ หรือเทียบเคียงได้กับความยาวในโลกของเหมาเว่ยประมาณสิบนิ้ว
“น่าเสียดายนัก เช่นนั่นก็ไม่มีถุงจักรวาลใบที่ข้าตามหา”เหมาเว่ยกล่าวด้วยคำพูดที่เป็นการปฏิเสธโดยอ้อม ซึ่งแท้จริงแล้วเขาไม่มีเงินเพียงพอแม้แต่จะซื้อถุงจักรวาลใบที่ถูกที่สุด’หากนางรู้ว่าข้าไม่มีเงิน อาจจะถูกไล่ออกไปก็เป็นได้’
ต่อมาเหมาเว่ยก็ได้เดินสำรวจดูสิ่งที่มีขายภายในหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าต่อ โดยที่ไม่ได้คิดจะขึ้นไปยังชั้นต่อไปถึงเซียงเซียงจะเอ่ยว่าด้านบนมียุทธภัณฑ์วางขายอยู่ก็ตาม เพราะขนาดถุงจักรวาลใช้เก็บของเขายังไม่มีปัญญาซื้อ แล้วของล้ำค่าชนิดอื่นที่คล้ายกับจะมีราคาสูงกว่า จะมีหน้าไปเดินชมดูได้อย่างไรกันล่ะ
“ขอบคุณแม่นางที่อยู่เป็นเพื่อนข้า ไว้พบกันใหม่ หากวันหน้าข้าต้องการสิ่งใด จะมาเยือนที่นี่เป็นแห่งแรก ข้าขอลาล่ะแม่นางเซียงเซียง แล้วขอขอบคุณสิ่งที่แม่นางเล่าให้ฟังด้วยนะ”เหมาเว่ยเร่งกล่าวลาและเดินออกจากหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าโดยทันที
“หอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้ายินดีตอบรับคุณชายเสมอ โอกาสหน้าเรียนเชิญคุณชายแวะมาชมอีกนะเจ้าคะ”เซียงเซียงมีสีหน้ายิ้มแยมน้อมส่งเหมาเว่ย เมื่อเขาเดินจากไปนางก็เริ่มแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาอย่างเด่นชัด’ชิ ข้าคิดว่าจะขายได้สักชิ้นสองชิ้น เสียเวลาข้าจริงๆ’
จากนั้นเหมาเว่ยที่เดินออกจากหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าได้มีโอกาสเดินชมร้านค้าต่างๆในละแวกนั้นต่อเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปจนถึงร้านขายโต๊ะและเก้าอี้ไม้ตามที่ทราบมาจากเสี่ยวเอ้อ พร้อมกันนั้น ยังนึกถึงเรื่องสัตว์ปีศาจที่ได้ทราบจากหญิงงามเซียงเซียงไปพลางๆ
ซึ่งสิ่งที่เหมาเว่ยได้ทราบจากเซียงเซียงนั้น เห็นได้ชัดว่าร่างกายสัตว์ปีศาจสามารถนำมาใช้ได้เกือบจะทุกส่วน ที่น่าตกใจเห็นจะเป็นดวงใจของสัตว์ปีศาจจะแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น เพราะหลังจากที่สัตว์ปีศาจตายไปหัวใจของมันจะมิได้เน่าเสียไปตามกาลเวลา
โดยมากหัวใจสัตว์ปีศาจจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักของการปรุงยาชนิดต่างๆ ในหัวใจสัตว์ปีศาจที่มิได้ร้ายกาจและพบเจอได้โดยทั่วไป ก็จะถูกขายให้กับนักปรุงยาโดยตรง ส่วนหัวใจที่ได้จากการสังหารสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งและหายาก ก็จะถูกนำมาฝากขายหรือขายขาดให้แก่ผู้ที่รับซื้อและนำไปขายต่อ อย่างเช่นหอสมบัติเจ็ดชั้นฟ้าที่เหมาเว่ยได้มีโอกาสเข้าไปเลือกชมนับว่าเป็นหนึ่งในนั้น
ทั้งส่วนอื่นๆของสัตว์ปีศาจไม่ว่าจะเป็นขน แผ่นหนัง กระดูกหรือกระทั่งกระเพาะ ล้วนแล้วแต่น่ามาใช้ประโยชน์ได้ทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังมีราคาแพงเป็นที่ต้องการของผู้คน สำหรับเหมาเว่ยที่ได้ฟังก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจในการหาเงินทางหนึ่งเลยก็ว่าได้
‘ถือว่าน่าสนใจยิ่งนัก เพียงแต่ข้าก็ไม่อาจละทิ้งโรงเตี๊ยมได้เช่นกัน แต่หากข้าเก็บรวบรวมเงินได้มากกว่านี้ อาจจะเปลี่ยนโรงเตี๊ยมให้กลายเป็นบ้านพักธรรมดา และใช้เวลาที่เหลือไปทำอย่างอื่นแทนคงจะดี’เหมาเว่ยเดินครุ่นคิดอยู่เงียบๆจนมาถึงร้านที่เป็นเป้าหมาย
“เชิญคุณชาย ท่านต้องการสิ่งใดโปรดเอ่ยกับข้ามาได้เลย ข้ายินดีคิดราคาพิเศษให้”ชายวัยกลางคนเร่งออกมาต้อนรับ
‘ราคาพิเศษอีกแล้ว?’เหมาเว่ยยิ้มอ่อนๆพลางตอบกลับไป”ข้าต้องการจะซื้อโต๊ะและเก้าสักสิบชุด”
“เชิญๆ เชิญทางนี้คุณชาย”
เมื่อชายดังกล่าวเชิญเหมาเว่ยเข้าไปเลือกดูสิ่งที่ต้องการ เขาก็ได้สั่งซื้อโต๊ะเก้าอี้สิบชุดซึ่งแต่ละชุดประกอบไปด้วยโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้อีกสี่ตัว ด้วยราคาแต่ละชุดที่จ่ายต้องคือ 17 ตำลึงก็เท่ากับว่าเขาต้องจ่ายไปทั้งหมดถึง 170 ตำลึง
“ขอบคุณคุณชาย ขอบคุณ ข้าจะรีบให้คนนำไปส่งยังที่ที่ท่านระบุเอาไว้โดยเร็วที่สุด”ชายกลางคนที่เป็นเจ้าของร้านก้มหัวกล่าวขอบคุณเหมาเว่ยที่กำลังเดินจากไป
จากนั้นเมื่อเหมาเว่ยทำธุระส่วนเสร็จ ก็เดินท่องเที่ยวชมร้านค้าต่างๆต่อ ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาที่ใช้รักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ และเม็ดยาที่มีคุณสมบัติช่วยบ่มเพาะพลังยุทธก็ล้วนผ่านตาเหมาเว่ยไปทั้งสิ้น เขาเดินชมพลางเก็บข้อมูลจนพอใจก็เร่งเดินทางกลับ แน่นอน ว่าการเริ่มต้นบ่มเพาะพลังยุทธย่อมนับเป็นสิ่งจำเป็น เหมาเว่ยจึงเลือกที่จะกลับไปเริ่มต้นก้าวเข้าสู่ผู้ฝึกตนหลังจากนี้โดยเร็วที่สุด
‘แม้จะยังดูร้านค้าต่างๆไม่ครบ แต่ข้าก็รู้สึกพอใจในระดับหนึ่ง เร็วๆนี้ข้าคงต้องเริ่มบ่มเพาะพลังเสียที ไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าคาดไว้จะเป็นไปตามที่คิดรึไม่ คนพวกนั้นอาจจะมาถึงแล้วก็เป็นได้’เหมาเว่ยเดินทางกลับด้วยเส้นทางใหม่ เพื่อหวังว่าจะได้คุ้นชินถนนในเมืองให้ได้มากที่สุด ระหว่างนั้นก็เริ่มตระหนักได้ว่าตนเองยังมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับค่าเงินที่แตกต่างกันระหว่างสองโลกพอสมควร
’หรือข้าควรจะนำเงินที่ได้จากโลกนี้กลับเป็นแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท และหาซื้อนำสินค้ากลับมาขายที่นี่ดีล่ะ สิ่งที่ควรระวังก็เห็นจะมีเรื่องไม่ควรนำของบางอย่างมาตั้งขายที่นี่เผื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง หรือการจะนำของแปลกพิศดารในโลกนี้ไปขายที่โลกของข้าก็ยังนับว่าควรระวัง หากต้องการจะทำจริงๆข้าควรคิดให้มากกว่านี้ก่อนจะลงมือจริง’เหมาเว่ยล้วงสัมผัสเงินในถุงเล็กๆ’เหลือเพียง 3 ตำลึงทองและอีก 72 ตำลึง ข้าควรนำสิ่งใดกลับมาขายดีนะ’
.
.
.
“อาปิง อาเปียว เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเดินทางกลับมาถึงโรงเตี๊ยมหมี่เหลือง เหมาเว่ยก็ได้พบกับคนกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายคล้ายกับพวกที่ถูกเขาสังหารในคืนที่ผ่านมา จำนวนคร่าวๆที่ได้เห็นอยู่ตรงหน้ามีนับสิบคน ซ้ำแล้วยังคุมตัวเสี่ยวเอ้อทั้งสองจนไม่อาจขยับไปไหนได้เลย
‘มาตามที่คิดไว้จริงๆ เจ้าพวกสาวกอะไรสักอย่าง ท่านลุงดันตายก่อนที่จะเล่าเรื่องราวของพวกมันให้ข้าฟังเสียได้’เหมาเว่ยก้าวเดินเข้าไปพลางแสดงสีหน้ายิ้มแย้มและกล่าวออกไปว่า”ท่านจอมยุทธทั้งหลาย พวกท่านมาเยือนโรงเตี๊ยมข้ามีธุระอันใด?”
“เถ้าแก่อย่าเข้ามา พวกมันจะ...”
ฟุบบ...ปึงงง!!
“อ๊ากกก!”เหมาเว่ยส่งเสียงด้วยความเจ็บปวด’หึ..!’
จู่ๆหนึ่งในพวกมันพลันเคลื่อนตัวก้าวเข้าหาเหมาเว่ยอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งคว้าจับหัวไหล่ออกแรงส่งพลังสู่ร่างเขาจนได้รับความเจ็บปวดแสบสาหัส ทว่า เพียงไม่ถึงชั่วอึดใจเรื่องที่เกิดขึ้นก็เริ่มคลี่คลาย เมื่อผู้ที่จับตัวเหมาเว่ยหันไปเอ่ยต่อผู้ที่หัวหน้าว่า
“ท่านหัวหน้า มันผู้นี้ก็ไม่มีพลังยุทธเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ข้าว่าคงไม่ใช่ผู้ที่บุกสังหารคนของเราเป็นแน่”
ผู้ที่เป็นหัวหน้ายืนห่างจากเหมาเว่ยเพียงไม่กี่ก้าว มันส่ายหัวพลางแสดงอาการผิดหวังก่อนจะเปล่งเสียงออกดังลั่น“บังซบ..! ปล่อยพวกมันทั้งหมดไป และรีบกระจายกันออกไปตามหาเบาะแส..เร็ว!”
ด้วยคำพูดดังกล่าว ก็ส่งผลให้ร่างคนทั้งหมดทะยานพลิ้วกายออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างรวดเร็ว พวกมันไม่รู้สึกเอะใจสงสัยแม้แต่น้อย เพราะหากกระจายกันค้นโรงเตี๊ยมแห่งนี้ให้ทั่วๆ ก็อาจจะได้พบกับเบาะแสชิ้นสำคัญก็เป็นได้
ฟุบบ ฟุบบ ฟุบบ ฟุบบบบ!!
“เป็นอะไรรึไม่ขอรับ เถ้าแก่?”
“เถ้าแก่”
"ข้าไม่เป็นไร"เหมาเว่ยฉีกยิ้มพลางคลายมือจากบางสิ่ง ที่เขาล้วงอ้อมไปจับทางด้านหลัง
เสี่ยวเอ้อทั้งสองเร่งเข้ามาดูอาการเหมาเว่ยที่ถูกผลักให้ล้มลง แม้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะนับว่าเป็นโชคดีของเขาที่ยังมิได้เริ่มฝึกตนบ่มเพาะพลังก็ตามที หากแต่เหตุการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ในภายภาคหน้า โอกาสจะถูกปล่อยตัวง่ายๆเช่นนี้คงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
‘ในที่สุดก็ผ่านไปได้เสียที เป็นอย่างที่ข้าคิดไว้จริงๆ เมื่อกลุ่มคนก่อนหน้านี้ถูกฆ่า ย่อมต้องมีพวกที่เหลือออกตามหาผู้ลงมือในเร็ววัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า! คงต้องรีบแล้ว’เหมาเว่ยฉีกยิ้มเมื่อเรื่องที่เกิดเป็นไปตามที่คิด”อาปิง อาเปียว พวกเจ้าดูแลข้างนอกนี่ให้ดีเดี๋ยวจะมีคนนำโต๊ะเก้าอี้มาส่ง ส่วนข้าจะเข้าไปพักด้านในสักหน่อย แต่หากมีกลุ่มคนก่อนหน้านี้กลับมาอีกครั้ง ช่วยส่งเสียงดังๆเพื่อเตือนข้าด้วยนะ เข้าใจไหม?”
“ข้าทราบแล้ว”
“ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกมันกลับมาอีก ข้าจะแสร้งร้องดังๆให้ท่านได้ยินเอง วางใจได้”
“ดีมาก”
ยามเมื่อเหมาเว่ยจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น จึงรีบก้าวเข้าไปยังห้องส่วนตัวในทันที เขานำกุญแจขึ้นมาปลดล็อคห้องของตน พลางย่างเท้าก้าวเข้าไปสู่ห้องที่ต่อจากนี้กำลังจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางผู้ฝึกตนในอีกไม่ช้า
แอ๊ดดด ปึงงง!!
‘ข้าควรจะเริ่มต้นในที่แห่งนี้ดีหรือไม่ หรือจะกลับไปที่โลกเดิมก่อนจะเริ่มต้นบ่มเพาะ’เหมาเว่ยครุ่นคิดพลางก้มดูน้ำในถังที่กลายเป็นสีดำ มิหนำซ้ำยังพบเห็นแผ่นกระดาษเล็กๆจำนวนสองแผ่นลอยเหนือน้ำในถังอีกด้วย”นั่นอะไร รึว่า..”
เหมาเว่ยเพ่งตามองชั่วครู่ก็รีบหาของยาวๆช้อนกระดาษทั้งสองแผ่นขึ้นมา เมื่อนำขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จก็รีบนำไปแผ่ไว้บนโต๊ะไม้ จากนั้นก็กลับมาเขี่ยน้ำในถังดูว่ามีสิ่งใดหลงเหลืออีกหรือไม่
“ไม่มี ก้อนหินนั่นหายไป รึว่ากระดาษสองแผ่นจะเป็น.....”เหมาเว่ยกลับไปดูแผ่นกระดาษปริศนาให้ดีจนพบว่ามีบางอย่างเขียนอยู่บนนั้น เมื่อพลิกกลับไปกลับมาสักพักก็เริ่มแน่ใจแล้วว่า ทั้งสิ่งที่ระบุไว้และแผ่นกระดาษก็มิได้มีส่วนใดได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย’ข้าควรเริ่มบ่มเพาะที่นี่ ไม่แน่ว่าสาวกพวกนั้นอาจจะทิ้งคนไว้สังเกตการณ์บริเวณรอบๆนี้ก็เป็นได้’
‘แผ่นกระดาษทั้งสอง แผ่นแรกระบุว่าเป็นวิชาตัวเบาหรอกหรือ ส่วนอีกแผ่นดูคล้ายๆกับแผนที่อะไรสักอย่าง’เหมาเว่ยเร่งทำความเข้าใจกับสิ่งที่พบว่าเขาเข้าใจถูกต้อง’เสียดายไม่มีเคล็ดบ่มเพาะ หรือวรยุทธ แต่ก็ช่างเถอะ ข้าควรจะเริ่มได้แล้ว’
เมื่อคิดได้ดังนั้นเหมาเว่ยก็เริ่มกลับไปที่เตียงก่อนจะนำอาวุธทันสมัยขึ้นมาวางไว้ข้างๆเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม จากนั้นก็นั่งขัดสมาธิบนเตียงพร้อมทั้งนำคัมภีร์เคล็ดบ่มเพาะที่ได้จากการผู้อาวุโสว่านขึ้นมาเปิดดู
“เคล็ดบ่มเพาะ ชีพจรพยัคฆ์!”เหมาเว่ยอ่านสิ่งที่ระบุไว้บนตำรา และเริ่มเปิดหน้าต่อๆไปที่มีระบุเคล็ดการเริ่มต้นปลุกพลังยุทธสำหรับผู้ที่เริ่มบ่มเพาะ ภาพประกอบและระบุถึงชื่อจุดต่างๆตามร่างกาย
ทว่า ยิ่งเขาเปิดอ่านก็ยิ่งทำความเข้าใจได้อย่างแตกฉานจนกลายเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ เพียงแต่เหมาเว่ยมองผ่านตาครู่เดียว เคล็ดการเดินพลังทั้งหมดพลันสร้างภาพขึ้นมาในหัวอย่างเฉียบพลัน เขาในยามยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ตนรู้ความหมายสิ่งที่เขียนไว้ได้อย่างท่องแท้ด้วยเวลาอันสั้น
แต่ในที่สุดเส้นทางการบ่มเพาะพลังยุทธของเหมาเว่ยก็เปิดออก จู่ๆเขาก็ปิดตำรานำไปวางข้างตัว พร้อมทั้งเปล่งเสียงออกมาด้วยความดีใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจทุกอย่าง ข้าสัมผัสจุดชีพจรทั้งหมดในร่างข้าได้อย่างแจ่มแจ้ง!”
ฟู่.......!!
สิ้นเสียง ร่างกายเหมาเว่ยพลันเริ่มมองเห็นไอความร้อนพวยพุ่งขึ้นมา พริบตาเดียวจุดชีพจรบนร่างกายก็เกิดเป็นเปล่งแสงจนสามารถมองเห็นตำแหน่งทั้งหมดจากภายนอกด้วยตาเปล่า เหมาเว่ยเร่งตั้งสมาธิปิดตาลง พร้อมทั้งกางฝ่ามือทั้งสองข้างนำมาผสานกันโดยข้างหนึ่งหงายขึ้นและอีกข้างคว่ำลง จากนั้นไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมา ฝ่ามือทั้งสองก็เริ่มเคลื่อนแยกออกจากกันอย่างช้าๆ โดยที่ใจกลางฝ่ามือเริ่มปรากฏบางสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น
วูวว!
วูบบ วูบบ วูบบ วูบบ วูบบบบบบบ!!
มิหนำซ้ำยิ่งไปกว่านั้น จุดชีพจรที่เปล่งแสงจำนวนนับไม่ถ้วนตั้งแต่ต้น ก็เริ่มเกิดเส้นแสงเล็กๆเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง เข้าเชื่อมต่อกันแต่ละจุดทีละจุดจนครบถ้วน อีกทั้งเวลานั้นเปลือกตาของเขาก็ได้เปิดออก และยังมาพร้อมกับไอพลังปราณสีดำที่เริ่มปะทุแผ่พุ่งออกจากร่างขึ้นไปยังด้านบนอย่างมหาศาล ทะลวงเหนือสูงขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้ง สูงล้ำราวกับจะสามารถทะลุแผ่นฟ้าได้เลยทีเดียว
“อ้า.............!!!!”