54 1-2
ตอนที่ 87 แผนลอบสังหารล้มเหลว (1)
“นี่เจ้ากินโอสถเข้าไปใช่หรือไม่? มิฉะนั้น มีหรือที่ระดับพลังลมปราณของเจ้าจะก้าวกระโดดได้ถึงเพียงนี้!?”
ตั้งแต่เริ่มฝึกปรือตอนอายุแปดขวบ เหลิงเจียวเจียวใช้เวลาร่วมแปดปีเต็มกว่าจะทะลวงขึ้นสู่ขอบเขตปราณจิตขั้นกลางได้
ฉะนั้นแล้ว หากเหลิงหยุนเจียวมิได้ใช้โอสถเป็นตัวช่วยแล้วล่ะก็ ระดับขั้นพลังของนางจะสามารถพัฒนาสูงขึ้นได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไร?
เหลิงหยุนเจียวอ้าปากหาวหวอดใหญ่ ปั้นสีหน้าท่าทางแสนเกียจคร้าน ดวงตาคู่ใสพิสุทธิ์อ่อนพร่าคล้ายกำลังง่วงจัด
“หากข้าบอกว่าใช่ เจ้าอยากจะกินด้วยหรือไม่เล่า?”
“....” เหลิงเจียวเจียวโกรธจัดกัดกรามเสียงดังกรอด ผู้ใดที่ไหนจะกล้ากินของจากมือเจ้า!?
“เจ้า! แค่ก แค่ก แค่ก….”
นางเดือดดาลโกรธจัดจนเลือดลมภายในกายพุ่งพล่าน ระเบิดเสียงไอหนักต่อเนื่องไม่หยุดประหนึ่งว่าปอดกำลังจะทะลุทะลวง กระทั่งเสมหะยังเจือผสมน้ำเลือดออกมา
ทันทีที่เห็นน้ำเลือดทะลักไหลออกมาเต็มปากเช่นนั้น เหลิงเจียวเจียวยิ่งรู้สึกตกใจตื่นตูม เนื้อตัวสั่นเทาโดยมิตั้งใจ แล้วรีบเงยหน้าแหงนมองเหลิงหยุนเจียวที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว
หากแผนการลอบสังหารในคืนนี้ล้มเหลว นังปีศาจตนนี้ย่อมไม่มีทางปล่อยนางไปเป็นแน่
ต้องหนีแล้ว!
ต้องหนีเท่านั้น!!
เสียงร้องเตือนเหล่านี้ดังกึกก้องในห้วงความคิดของเหลิงเจียวเจียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และแทบจะในพริบตาเดี๋ยวนั้น นางก็รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีตายออกไปทางประตูอย่างไม่คิดชีวิต
เหลิงหยุนเจียวขยี้ตาปรือง่วงหาว เหม่อมองเหลิงเจียวเจียวที่วิ่งสติแตกออกไปอย่างเย็นชา
..........
วันต่อมา
มีคนพบศพของเหลิงเจียวเจียวปรากฏขึ้น ณ ใจกลางโถงใหญ่ ใบหน้าของนางขาวซีดปราศจากเลือดหล่อเลี้ยง ดวงตาสีแดงก่ำดุจโลหิตเบิกค้างเหลือกขึ้นลูกตาแทบถลนออกมา
ทุกคนในจวนตระกูลเหลิงต่างพากันตื่นตระหนกสุดขีด
ทันทีที่ทราบข่าวนี้ ทั้งเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟยก็รีบวิ่งปรี่ตรงมาที่โถงใหญ่โดยไว
“ท่านประมุข! ท่านประมุขมาดูนี่เร็ว!”
เสียงร้องตะโกนลั่นของบรรดาคนรับใช้แผดดังเรียกทันทีที่เห็นคนทั้งสองมาถึง ฝูงชนทั้งหลายที่เฝ้ามุงดูศพรีบกถอยกรูเปิดทางให้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟยที่รีบวิ่งมาถึง เหล่าคนรับใช้ทั้งหลายต่างก็รีบโค้งศีรษะก้มหน้าลง ขณะเดียวกันก็ลอบสังเกตปฏิกิริยาการแสดงออกของคนทั้งสองอย่างกล้าๆกลัวๆ
“เจียวเจียว!!”
เมื่อเหลิงหยวนหลงพบเห็นศพของเหลิงเจียวเจียวเท่านั้น รูม่านตาดำของเขาพลันตีบแคบหดลงทันที รีบวิ่งเข้าไปโผกอดร่างไร้วิญญาณของบุตรสาวพร้อมกับเหลิงหงเฟย
จ้องมองศพเย็นไร้ซึ่งชีวิตชีวาในอ้อมแขน เหลิงหยวนหลงรู้สึกราวกับสูญสิ้นไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง หัวใจดวงนี้ถูกทะลวงกลายเป็นรูกลวงใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกทีหนึ่ง เสมือนมีไอเย็นยะเยือกกระจายเข้ากัดกร่อนถึงขั้วกระดูกดำ
“เจียวเจียว...”
เขารำพึงรำพันด้วยความอาลัยอาวรณ์ ร้องเรียกทวนชื่อของผู้เป็นบุตรสาวสุดที่รักครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างทั้งร่างทรุดฮวบกอดร่างของเหลิงเจียวเจียวเอาไว้แน่น ใจดวงนี้ของเขาอัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังอาฆาตสุดแสน และยังมากเกินกว่าที่ดวงตาคู่นี้จะปกปิดไว้ไม่เผยแสดงออกมาได้
ทุกคนต่างรู้กันดีว่า ผู้ใดที่เป็นคนสังหารเหลิงเจียวเจียว แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากเอ่ยออกมาแม้แต่คนเดียว
โดยเฉพาะกับบ่าวรับใช้ที่เข้าออกเรือนพิรุณจรัสอยู่เป็นประจำ คนเหล่านั้นยิ่งหวาดกลัววิตกจริตอย่างหนัก
เหลิงหยวนหลงเตรียมนำร่างไร้วิญญาณของเหลิงเจียวเจียวออกไป เพื่อจัดการบรรจุใส่ลงโลงศพด้วยความอาลัยอาวรณ์ยิ่ง เหลิงหงเฟยที่ยังคงยืนจับจ้องร่างไร้วิญญาณแน่นิ่ง ในที่สุดก็เอ่ยออกมาด้วยความเคียดแค้น
“ท่านพ่อ เหลิงหยุนเจียวสังหารน้องสามไปคนหนึ่งแล้ว ครานี้กลับมาสังหารน้องรองอีก เรื่องบัดซบเช่นนี้จะปล่อยเฉยไม่ได้อีกแล้ว! นังตัวดีนั่นจะต้องชดใช้ในสิ่งที่มันทำลงไป!”
เหลิงหงเฟยเปล่งวาจาดังกังวาลอย่างหาญกล้าเด็ดเดี่ยว แต่ความจริงเป็นเยี่ยงไร เขาเองก็พึงทราบดีอยู่ในใจ
หากดูจากสถานการณ์ในยามนี้ เป้าหมายรายต่อไป...ควรจะเป็นเขาที่ต้องตาย!
เพราะเหตุนี้ เขาจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป!
เหลิงหยวนหลงถึงกับทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ดวงตาบวมแดงคู่นั้นเหม่อมองโลงศพอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“ก่อนหน้านี้มีคำสั่งมาจากประมุขตระกูลสายหลักโดยตรงให้สังหารมันเสีย แต่ทว่ายามนี้ สถานการณ์ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือ ต้องปล่อยให้มันปกครองจวนแห่งนี้เท่านั้น...”
เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสิ้นหวัง แต่ลึกลงไปในดวงตา กลับยิ่งทวีความอาฆาตพยาบาทที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
สถานการณ์ในยามนี้อยู่ในจุดที่เกินจะควบคุมได้แล้ว และเขาก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรได้เช่นกัน
“แต่พวกเราทั้งหมดกำลังถูกเหลิงหยุนเจียวหมายตาอยู่ ยังจะให้อยู่เฉยรอความตายอย่างนั้นรึท่านพ่อ?”
ทั้งเหลิงหยวนหลงและเหลิงหงเฟย ต่างก็คาดไม่ถึงจริงๆว่าพวกเขาจะต้องตกต่ำลงถึงเพียงนี้
หากพูดกันตามหลักเหตุผล ลำพังเหลิงหยุนเจียวผู้เดียวย่อมไม่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้สำเร็จแน่ หากไม่มีชายสกุลโม่ผู้นั้นคอยยื่นมือช่วยเหลือมาตลอด
“ข้าย่อมมีวิธีของข้าอยู่แล้ว เจ้ารีบหาทางติดต่อนิกายตะวันมรกตให้ได้ แล้วบอกให้ท่านอาจารย์ของเจ้าเร่งรุดมาช่วยโดยเร็ว”
“บอกเขาว่าหากยังไม่รีบรุดมาที่นี่โดยเร็วที่สุด สิ่งที่จะใช้เป็นเตาหลอมพลังของเขาจะต้องถูกแย่งชิงไปเป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้น เท่าที่สังเกตดูหลายวันมานี้ ข้าจับสัมผัสกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับเก้าไม่ได้เลย อาศัยโอกาสนี้จัดการนังสารเลวนั่นนับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว!”
“ขอรับท่านพ่อ..ข้าจะพยายาม”