จิ่งเยี่ยนกุยเห็นท่าทางของมันก็รู้สึกว่าน่ารักอย่างบอกไม่ถูก เธอหัวเราะแล้วเอื้อมมือไปลูบอุ้งเท้าของมันเบาๆ จากนั้นก็รีบสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ที่นี่น่ากลัวเกินไป ต่อไปเธอคงไม่มาเยือนอีกแล้ว
แต่ว่าวันนี้เธอก็ไม่ได้กลับไปมือเปล่า หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นสามารถขายได้สองสามร้อยหยวนเลยทีเดียว เธอแค่ต้องหาเหตุผลเหมาะๆ ที่จะเอามันออกมาจากมิติก็พอ
เธอคิดวิธีได้แล้ว เดี๋ยวจะเอาหมูป่าออกมาแล้วซ่อนไว้ก่อน จากนั้นเรียกจิ่งจงอี้มาช่วยแบกกลับบ้านก็พอ
แต่เมื่อนึกถึงนิสัยประหลาดๆ ของมิติก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมา จึงรีบเข้าไปในมิติเพื่อดูสถานการณ์
เมื่อเธอเข้าไปก็ต้องตกตะลึง เพราะเห็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งที่มีขนสีขาวราวกับหิมะ ขนาดตัวพอๆ กับลูกสุนัขตัวเล็กและมีดวงตาสีฟ้า มันกำลังกัดจมูกหมูป่าอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อเห็นเธอเข้า มันก็รีบกระดิกหางวิ่งเข้ามาหาทันที
จิ่งเยี่ยนกุยถูกความน่ารักของมันจู่โจมจนแทบทนไม่ไหว เมื่อเห็นว่าสัตว์ตัวน้อยนี้ไม่มีพิษมีภัยอะไร ก็ยื่นมือไปอุ้มขึ้นมา มันแลบลิ้นออกมาเลียฝ่ามือของเธออย่างเชื่องช้า แล้วเอาหัวที่มีขนฟูนุ่มๆ ถูแขนเธอ
ตอนที่เธอได้เป็นเจ้าของมิติก็เห็นสัตว์ป่าในป่าหลังเขาในเขตมิติ และยังเห็นปลาในลำธารสายเล็กอีกด้วย แต่กลับไม่ได้สนใจมากนัก เพราะคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่ภาพลวงตา เพราะมิติของคนอื่นก็แค่มีไว้เก็บของและปลูกพืชเท่านั้น
แต่เธอคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในเขตมิติที่เธออยู่ด้วย สัตว์ตัวเล็กๆ สีขาวตัวนี้ดูคล้ายลูกสุนัขมาก แต่เธอไม่เคยเห็นสุนัขที่มีตาแบบนี้มาก่อน! เอาเป็นว่าสัตว์ตัวน้อยนี้เป็นสุนัขก็แล้วกัน!
ตอนนี้ปัญหาคือ เธอจะจัดการกับเจ้าตัวน่ารักตัวนี้อย่างไรดี?
เห็นได้ชัดว่ามันเกิดอยู่ในมิติ เธอไม่รู้จริงๆ ว่าลูกสุนัขตัวนี้เป็นพันธุ์อะไร มีอันตรายหรือเปล่า และจะเลี้ยงยากไหม
ลูกสุนัขตัวน้อยอาจจะรับรู้ได้ถึงความรู้สึกลังเลของเธอ มันจึงมองเธอด้วยดวงตาสีฟ้าใสกระจ่าง แผงขนที่หางก็กระดิกอย่างร่าเริงด้วยท่าทีเอาใจ
หัวใจของจิ่งเยี่ยนกุยแทบละลายในทันที ไม่ว่ามันจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่ ก็เลี้ยงไว้ก่อนแล้วกัน!
เธอปรับสภาพจิตใจครู่หนึ่ง ก่อนจะอุ้มลูกสุนัขออกมาจากมิติ ครั้งนี้ทุกอย่างนับได้ว่าเป็นปกติดี จากนั้นก็หาหลุมใกล้ๆ เชิงเขา แล้วนำหมูป่าออกมาจากมิติ
ในระหว่างนำหมูป่าออกมา เธอถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอไม่สามารถใช้พลังจิตดึงสิ่งของออกจากมิติ ได้แต่ต้องใช้มืออุ้มหมูป่าไว้ และแม้จะไม่ต้องยกหมูป่าขึ้น แต่รู้สึกแบบนี้ก็ยังแปลกประหลาดอยู่ดี
เมื่อเธอทำทุกอย่างเสร็จก็รีบกลับบ้าน ปรากฏว่าจิ่งจงอี้และหยางหว่านซิ่วอยู่ที่บ้านพอดี ทั้งสองคนบ่นว่าในวันนี้เธอกลับมาช้าเกินไป
เธอรีบเล่าเรื่องหมูป่าให้ฟัง แต่ปรับเปลี่ยนสถานที่เล็กน้อย รวมถึงเปลี่ยนเรื่องที่เสือตัวนั้นได้รับบาดเจ็บจนขยับไม่ได้ เป็นเสือตัวนั้นบาดเจ็บและหนีไปแทน
เมื่อจิ่งจงอี้ได้ยินก็ตาเป็นประกายขึ้น ส่วนหยางหว่านซิ่วกลับพูดว่า “หมูป่าตัวใหญ่สองสามร้อยจินเลยนะ นั่นมันมีราคามากทีเดียวเชียว เราต้องหาวิธีลากมันลงมาให้ได้!”
ในป่าบนภูเขาไม่สามารถใช้รถลากได้ จิ่งจงอี้จึงรีบไปหาถุงกระสอบมาหลายใบและวางซ้อนกันไว้ ส่วนหยางหว่านซิ่วก็รีบเอาเข็มด้ายมาเย็บให้แน่น เมื่อเป็นแบบนี้ก็ลากสิ่งของในป่าบนเขาได้แล้ว
เมื่อพวกเขาไปถึงสถานที่ที่จิ่งเยี่ยนกุยบอก ก็เปิดกองใบไม้และเห็นหมูป่าตัวนั้น หยางหว่านซิ่วตกใจจนสะดุ้งโหยง “นี่มันไม่ใช่แค่สองสามร้อยจินแล้ว นี่มันเกือบสี่ร้อยจินเชียวนะ! เมื่อก่อนฉันเคยเห็นตระกูลฉางฉีไปล่าหมูป่าบนเขา อย่างมากก็ได้แค่ร้อยสองร้อยจิน นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหมูป่าตัวใหญ่ขนาดนี้เลย!”
ฉางฉีหมายถึงจิ่งฉางฉที่เป็นคนเลี้ยงหมูคนเดียวในหมู่บ้าน เป็นเครือญาติแซ่เดียวกันกับพวกเขา ปกติจึงมักจะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ
เมื่อพูดจบ หยางหว่านซิ่วก็พูดกับจิ่งเยี่ยนกุยด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “เด็กคนนี้ก็กล้าบ้าบิ่นจริงๆ เห็นเสือกับหมูป่าสู้กันยังยืนดูอีก ไม่รู้จักวิ่งหนี!”
จิ่งเยี่ยนกุยไอเบาๆ “ตอนนั้นหนูตกใจจนขาอ่อน วิ่งไม่ไหวค่ะ”
หยางหว่านซิ่วคิดว่าเธอเป็นคนมีบุญและโชคดีมาก จึงช่วยจิ่งจงอี้ใส่หมูป่าลงในกระสอบที่พวกเขาทำขึ้นพลางพูดว่า “บนเขามีสัตว์ร้ายเยอะแยะ ต่อไปอย่าเข้าไปบนภูเขาคนเดียวอีกนะ”
จิ่งเยี่ยนกุยรีบรับปาก หยางหว่านซิ่วยังเอ่ยพลางถอนหายใจอีกหลายคำ “เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ในไร่นาไม่มีอันจะกิน เพื่อเอาชีวิตรอดคนในหมู่บ้านต้องเข้าไปล่าสัตว์ในป่า พอเวลาผ่านไป ก็แทบหาสัตว์ในป่าลึกไม่ได้”
“ตอนนี้กลับมีทั้งเสือและหมูป่าอยู่ที่เชิงเขา เรื่องนี้ต้องไปบอกผู้ใหญ่บ้าน ให้ชาวบ้านระวังตัวสักหน่อย ถ้าเจอเข้าจริงๆ มันอาจเป็นเรื่องถึงชีวิตได้”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกละอายใจเล็กน้อย เธอแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่อให้หมูป่าปรากฏตัวอย่างสมเหตุสมผล แต่เรื่องนี้คงทำให้คนในหมู่บ้านตื่นตระหนก
ทั้งหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้กลัวว่าในภูเขาอาจจะมีสัตว์ร้ายอื่นๆ อีก จึงอยากออกจากป่าให้เร็วที่สุด และไม่ได้สำรวจบริเวณใกล้เคียงอย่างละเอียด ไม่อย่างนั้นคงจะจับได้ว่าเรื่องโกหกของเธอเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย
เมื่อทั้งสามคนเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีลูกสุนัขตัวน้อยวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ เข้ามากอดขาจิ่งเยี่ยนกุยไว้ หยางหว่านซิ่วตกใจไม่น้อย “ลูกสุนัขมาจากไหนกัน?”
นี่เป็นผลจากการที่จิ่งเยี่ยนกุยปรึกษากับลูกสุนัขไว้ก่อนแล้ว ก่อนหน้านี้เธอลองคิดดูแล้วว่า การรับเลี้ยงลูกสุนัขต่อหน้าหยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็ต้องเสียเวลาอธิบายเรื่องที่มาที่ไปของมันอีก
และในระหว่างที่พูดคุยกับลูกสุนัข เธอพบว่าสุนัขที่เกิดจากในมิติมีความพิเศษ สามารถเข้าใจสิ่งที่เธอพูดได้ราวกับมีญาณวิเศษ เพื่อให้เธอได้รับเลี้ยง เจ้าตัวน้อยจึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
จิ่งเยี่ยนกุยอุ้มลูกสุนัขขึ้นมา จิ่งจงอี้เห็นดวงตาสีฟ้าสดใสของมันก็พูดว่า “ฉันไม่เคยเห็นหมาตาสีฟ้าแบบนี้มาก่อน นี่อย่าบอกนะว่าเป็นหมาป่า!”
“คุณเคยเห็นหมาป่าตาสีฟ้าหรือยังไง?” หยางหว่านซิ่วจ้องจิ่งจงอี้แล้วพูดออกมา
จิ่งจงอี้ยิ้มซื่อๆ “ไม่เคยเห็นหรอก แต่ไอ้ตัวนี้มันอยู่ในป่า จะว่าหมาก็ไม่เหมือนหมา จะว่าหมาป่าก็ไม่เหมือนหมาป่า อย่าเลี้ยงมันเลย”
หยางหว่านซิ่วลังเลเล็กน้อย จิ่งเยี่ยนกุยจึงพูดข้างๆ ว่า “คุณย่าคะ หนูอยากเลี้ยงหมามาตั้งแต่เด็กแล้ว ตอนนี้ที่บ้านก็มีของมีค่าเพิ่มขึ้นมา มีมันไว้เฝ้าบ้านก็ดีนะคะ”
หยางหว่านซิ่วพยักหน้า “ฉันว่าเจ้าตัวน้อยนี่เข้ากับเยี่ยนกุยดี แถมยังเป็นลูกหมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ช่าง ถ้าเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ ยังไงก็เลี้ยงให้เชื่องได้ เยี่ยนกุย ถ้าแกอยากเลี้ยงก็เลี้ยงไปเถอะ!”
จิ่งจงอี้เป็นคนที่เชื่อฟังคำของหยางหว่านซิ่วอยู่แล้ว พอหยางหว่านซิ่วออกปากก็เห็นด้วยทันที เมื่อก่อนที่บ้านอยู่กันอย่างลำบาก แม้แต่ตัวเองยังแทบไม่มีอะไรกินให้อิ่ม ตอนนี้ถึงจะยังไม่ค่อยได้กินเนื้อ แต่ก็พออิ่มท้องแล้ว แค่ลูกสุนัขตัวเล็กๆ ตัวเดียว ที่บ้านยังพอเลี้ยงได้อยู่
เขาพูดแค่ว่า “งั้นก็อุ้มเจ้าตัวน้อยไปกันได้แล้ว ในป่ามันอันตรายเกินไป”
หยางหว่านซิ่วเห็นด้วย ทั้งสามคนออกจากป่าได้ก็ทอดถอนใจอย่างโล่งอกออกมา ครั้งนี้พวกเขาได้ผลตอบแทนมามากมาย มีทั้งหมูป่าและมีทั้งหมา
หมูป่าตัวใหญ่เกินไป พอทั้งสามคนลากหมูป่ากลับถึงบ้านเก่าก็เหนื่อยจนแทบขาดใจ อากาศก็ร้อน แต่ละคนต่างเหงื่อท่วมตัว