ตอนพิเศษ 3 วันสิ้นโลก (ตอนต้น)
หลี่หรงอี้จำได้ว่าตัวเองถูกหัวหน้าเคี่ยวกรำบนเตียงจนหลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกทีกลับพบว่าตัวเองกำลังถูกใครบังคนผลักเข้าไปในวงล้อมของฝูงชนที่มีท่าทางประหลาด
ทั้งเนื้อทั้งตัวขาดแหว่งไม่สมประกอบ บางคนใบหน้าแหว่งไปครึ่งซีก บางคนเหลือแขนข้างเดียว ร่างกายเต็มไปด้วยน้ำเลือดน้ำหนองดำคล้ำ ท่าเดินก็แปลกประหลาด
นี่มันใช่คนที่ไหน นี่มันซอมบี้ต่างหาก!
เขาไม่มีเวลามาคิดว่าทำไมตัวเองถึงได้ตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้ พอเห็นว่ากำลังจะโดนฝูงซอมบี้รุมทึ้ง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็ทำงานทันที
หลี่หรงอี้ใช้เท้าถีบซอมบี้ที่เข้าประชิดตัวออกไปเต็มแรง ทำให้มันกระเด็นไปชนฝูงซอมบี้ด้านหลังจนพากันหยุดชะงัก ช่วยถ่วงเวลาให้เขาได้พอดี ก่อนจะเตะท่อนเหล็กที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วใช้กระหน่ำตีเข้าไปที่ซอมบี้อีกหลายตัวที่เข้ามาใกล้
ตอนแรกเขาฟาดไปที่ลำตัวหรือขาเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว แต่พอเห็นว่าพวกนั้นยังคงขยับตัวได้ จึงเปลี่ยนมาเล็งที่หัวแทน
การเคลื่อนไหวของเขาทั้งรวดเร็วและแม่นยำ ซอมบี้นับสิบที่รุมล้อมอยู่ก่อนหน้านี้ถูกจัดการอย่างรวดเร็ว
บรรดาเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคนที่มาด้วยกันต่างมองเขาด้วยสายตาตกตะลึง ลืมแม้แต่จะวิ่งหนี
ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงได้เก่งขนาดนี้?
สู้กับซอมบี้นับสิบด้วยตัวคนเดียว แถมไม่เป็นอะไรเลย!
ก่อนหน้านี้คิดว่าเขาเป็นพวกอ่อนแอไม่ได้เรื่องซะอีก…
เขาเป็นผู้มีพลังพิเศษธาตุไม้สุดอ่อนแอไม่ใช่เหรอ?
หลังจากจัดการซอมบี้ที่รุมล้อมตัวเองจนหมดแล้ว หลี่หรงอี้เหนื่อยจนหอบหายใจแรง เขาใช้ท่อนเหล็กในมือค้ำยันเพื่อทรงตัวพลางมองสำรวจไปรอบ ๆ
ซอมบี้ส่วนที่เหลือถูกคนสองคนใช้พลังแปลก ๆ จัดการไปจนหมด หนึ่งในนั้นใช้ดินฝังกลบซอมบี้หลายตัวพร้อมกัน อีกคนใช้ลูกไฟเผา แต่ดูเหมือนว่าพลังเขาจะไม่มากพอ จึงเผาได้ทีละตัวเท่านั้น
ส่วนอีกด้านเป็นกลุ่มคนที่ถืออาวุธในมือ ยืนเกาะกลุ่มกันด้วยท่าทางหวาดกลัว ดูท่าจะเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีพลังพิเศษ
หลี่หรงอี้เคยอ่านนิยายหรือดูหนังซอมบี้มาไม่น้อย ทำให้สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ทุกอย่างออกมาได้อย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าเขาจะหลุดมาอยู่ในยุควันสิ้นโลกที่มีการระบาดของซอมบี้ และมีกลุ่มคนที่มีพลังพิเศษ
ตามความเชื่อของศาสตร์โบราณ ว่ากันว่าร่างกายคนเรามีพลังห้าธาตุแฝงอยู่ ธาตุน้ำ ธาตุไม้ ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุทอง อยู่ที่ว่าจะมีมากมีน้อย พอถูกพลังบางอย่างที่มาพร้อมกับอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกกระตุ้น ทำให้พลังธาตุที่แฝงอยู่ในร่างกายบางคนถูกปลุกขึ้นมา กลายเป็นผู้มีพลังพิเศษในยุควันสิ้นโลก
พลังพิเศษที่พบเห็นได้บ่อยก็น่าจะเป็นพลังธาตุพื้นฐาน น้ำ ไม้ ไฟ ดิน ทองหรือโลหะ ส่วนธาตุแปรผัน ลม น้ำแข็ง สายฟ้า น่าจะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ค่อนข้างยาก และไม่มีรู้ว่าจะมีพลังแปลก ๆ นอกเหนือจากนี้อีกหรือไม่
หลี่หรงอี้ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ตอนแรกคิดว่ากำลังฝันอยู่ แต่พอหยิกแขนตัวเองแล้วรู้สึกเจ็บ จึงรู้ว่าไม่ใช่ฝัน บางทีเขาอาจจะทะลุมิติมายังต่างโลกเหมือนนิยาย?
ขณะเขากำลังคิดทบทวนความทรงจำโลกนี้อยู่นั้น ก็มีคนเดินเข้ามาใกล้และเอ่ยปากชม
“หรงอี้ ไม่น่าเชื่อว่านายจะเก่งขนาดนี้” หลังจากจัดการซอมบี้ไปหมดแล้ว คนที่ใช้ดินกลบฝังซอมบี้ก็เดินเข้ามาตบไหล่และเอ่ยชม
“ไม่หรอก เป็นแค่สัญชาตญาณเอาตัวรอด…” หลี่หรงอี้ตอบพลางมองสำรวจคนที่เหลือที่เข้ามาใกล้ไปด้วย เผื่อจะมีเบาะแสว่าคนที่ผลักเขาเข้าใส่ฝูงซอมบี้เป็นใคร
คนที่มีพลังธาตุดินกับธาตุไฟตัดออกไปได้เลย เพราะทั้งสองคนอยู่ห่างออกไปค่อนข้างไกล ที่เหลือก็มีแค่กลุ่มคนถืออาวุธที่ดูเหมือนจะไม่มีพลังพิเศษ ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาและรู้ตัวว่าโดนผลัก คนพวกนี้อยู่ด้านหลังพอดี
“แต่นายมีพลังธาตุไม้ไม่ใช่เหรอ ทำไมเมื่อกี้ถึงไม่ใช่ล่ะ” ก่อนหน้านี้เขาเคยเห็นอีกฝ่ายใช้พลังธาตุไม้มาก่อน แต่เมื่อครู่กลับสู้ซอมบี้ด้วยมือเปล่ากับท่อนเหล็ก เลยอดสงสัยไม่ได้
“ฉันมีพลังธาตุไม้เหรอ?” หลี่หรงอี้เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ถ้ารู้ว่าตัวเองมีพลังพิเศษ เขาคงใช้ไปแล้ว พอเห็นสีหน้าสงสัยของคู่สนทนา จึงหาข้อแก้ตัว “เมื่อกี้ตกใจจนลืมไปน่ะ…”
“เป็นแบบนี้เอง…” เพิ่งผ่านวันสิ้นโลกมาได้ไม่นาน บางคนยังไม่ชินกับพลังพิเศษของตัวเองก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ เขาจึงไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก
“อย่าเพิ่งคุยกันเลย พวกเรารีบไปหาที่ปลอดภัยก่อนเถอะ เดี๋ยวซอมบี้แห่กันมาอีก” พอเห็นว่าพวกเขาท่าจะคุยกันยาว คนที่ใช้ลูกไฟเผาซอมบี้จึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
พอเขาเอ่ยทัก ทุกคนถึงได้ตื่นตัวขึ้นมา และรีบมองหาสถานที่ปลอดภัยสำหรับพักแรมก่อนฟ้ามืด
พวกเขาเลือกร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกล หลังจากผู้มีพลังพิเศษตรวจสอบแล้วว่าข้างในปลอดภัย ทุกคนจึงเข้าไปหลบด้านใน โดยปิดประตูกระจกและดึงประตูม้วนลงให้มิดชิดเพื่อความปลอดภัย
เนื่องจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์วันสิ้นโลกไปได้ไม่นาน ไฟฟ้ายังสามารถใช้การได้ ข้าวของในร้านสะดวกซื้อที่เป็นของสดและอาหารยังไม่เน่าเสีย และไม่ได้ถูกผู้ที่หนีเอาชีวิตรอดก่อนหน้านี้กวาดเอาไปหมด ทุกคนจึงมีน้ำดื่มและเสบียงเหลือเฟือ
“เอาไปแค่ที่จำเป็นและเอาไปไหว อย่าเอาไปเยอะจนกลายเป็นภาระ” มีคนเอ่ยเตือน เพราะกลัวว่าบางคนจะหอบเอาอาหารและน้ำดื่มไปจนกลายเป็นภาระเวลาเจอกับซอมบี้
คนที่มีกระเป๋าสะพายหลังติดตัวมาต่างยัดขวดน้ำดื่มกับของกินที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นานจนเต็มกระเป๋า บางคนวิ่งไปหยิบยาและของจำเป็นอื่น ๆ ผู้หญิงสองสามคนวิ่งไปหยิบของหลายอย่างจากโซนของใช้แล้วรีบเก็บให้มิดชิด ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้เห็นว่าคืออะไร
หลี่หรงอี้เลือกหยิบน้ำดื่มกับเสบียงใส่กระเป๋าเช่นกัน ส่วนพวกของกินเขาเลือกเอาของจำพวกที่ให้พลังงานเยอะและสามารถเก็บไว้ได้นาน อย่างพวกขนมปังกรอบกับธัญพืชอัดแท่ง มีพื้นที่เหลือค่อยเลือกหยิบช็อกโกแลตกับพวกลูกอมต่าง ๆ
พอมองดูอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สามารถเอาไปด้วยได้ ก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย ถ้าเอาไปทั้งหมดนี่ได้คงดี โดยเฉพาะน้ำดื่มที่มีค่ามากในยุควันสิ้นโลกแบบนี้
หลังจากเขาถอนหายใจด้วยความเสียดาย น้ำดื่มหลายแพ็คตรงหน้าก็หายวับไปทันที
“!?”
หลี่หรงอี้ขยี้ตาหลายทีเพราะคิดว่าตัวเองตาฝาด แต่น้ำหลายแพ็คที่วางอยู่ตรงนี้หายไปจริง ๆ เขามองสำรวจไปรอบ ๆ ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ คนอื่นยังคงเลือกเก็บของกินและข้าวของที่ต้องการอยู่ไม่ไกล
เขาลองขยับไปยังชั้นวางขนมขบเคี้ยวที่อยู่ถัดไป จากนั้นก็บ่นในใจเหมือนเมื่อครู่ พอเห็นว่าขนมต่างก็หายวับไปในพริบตา ก็แทบเก็บความแตกตื่นดีใจเอาไว้ไม่มิด
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสงบสติอารมณ์ที่กำลังพลุ่งพล่านของตัวเอง แล้วเพ่งสมาธินึกถึงของที่หายไปก่อนหน้านี้ ก่อนจะพบว่าในห้วงความคิดมีห้องสีขาวห้องหนึ่งที่ไม่ใหญ่มาก ข้างในมีน้ำดื่มและขนมที่หายไปเมื่อครู่กองอยู่
เรามีพลังมิติ!
การที่ได้รู้ว่าตัวเองมีความสามารถด้านมิติ ทำให้หลี่หรงอี้ดีใจยิ่งกว่าการที่รู้ว่าตัวเองมีพลังธาตุไม้เสียอีก
ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าพลังธาตุไม้มีประโยชน์อย่างไร ผิดกับพลังมิติที่สามารถเก็บข้าวของได้ ประโยชน์มันต่างกันมาก!
พอรู้ว่าตัวเองมีพลังมิติ ความหวาดกลัวและตื่นตระหนกที่อยู่ลึก ๆ ในใจ จากการมาอยู่แปลกที่แปลกทางและไม่เจอคนรู้จักก็หายไปหลายส่วน
ไม่รู้จะได้เจอหัวหน้ากับคนอื่นไหม…
หลังจากเลือกของกินและน้ำดื่มได้พอสมควรแล้ว ทุกคนก็ย้ายขึ้นไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นโกดังเก็บสินค้าและที่พักผ่อนของพนักงาน เพราะมีคนบอกว่าซอมบี้ไม่สามารถขึ้นบันไดได้ การพักบนชั้นสองน่าจะปลอดภัยกว่า
พอขึ้นมาบนชั้นสอง หลายคนก็แยกกันไปหามุมพักผ่อน มีเพียงผู้ชายที่มีพลังธาตุดินกับธาตุไฟที่เฝ้าอยู่ไม่ไกลจากบันได เพื่อระวังความปลอดภัยให้ทุกคน ด้านข้างยังมีเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่เป็นเพื่อนคุย
คนที่มีพลังธาตุดินชื่อเฉินซือหยาง คนที่มีพลังธาตุไฟชื่อจางเหวิน ทั้งสองคนเรียนมหาวิทยาลัยปีสามเหมือนกับหลี่หรงอี้ในตอนนี้
ส่วนเด็กหนุ่มอีกคนชื่อจวงอี้หาน มีพลังธาตุน้ำ เรียนอยู่ปีสามเช่นเดียวกัน
ผู้ที่มีพลังพิเศษธาตุน้ำมีพลังต่อสู้อ่อนแอที่สุด แต่กลับเป็นที่ต้องการและมีค่ามากที่สุด เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากสำหรับการเอาชีวิตรอดในยุควันสิ้นโลก
หลี่หรงอี้สงสัยว่าคนที่ผลักตัวเองเข้าใส่ฝูงซอมบี้คือจวงอี้หานคนนี้ ตอนนั้นอีกฝ่ายยืนอยู่ด้านหลังกับกลุ่มคนที่ไม่มีพลังพิเศษ และเป็นคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุด เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน
“พวกเรากำลังจะไปไหนกันเหรอ?” เขาไม่มีความทรงจำของโลกนี้ รู้แค่ว่าพวกเขามาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันเท่านั้น
“พวกเรากำลังจะไปฐานที่มั่นตะวันออก” เฉินซือหยางที่มีพลังธาตุดินเอ่ยตอบ เขามีพลังแข็งแกร่งที่สุดในหมู่พวกเขา ตอนนี้จึงกลายเป็นหัวหน้ากลุ่มกลาย ๆ
ทุกคนเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน หลังเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกได้ไม่นาน ผู้มีชีวิตรอดที่อยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัยก็รวมกลุ่มกันเพื่อเดินทางไปยังฐานที่มั่นใกล้เคียง
เป่ยจิงเป็นเมืองขนาดใหญ่ พอเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกและซอมบี้ระบาด จึงมีการสร้างฐานที่มั่นขึ้นหลายแห่งเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้รอดชีวิต มหาวิทยาลัยของพวกเขาอยู่ใกล้กับฐานที่มั่นตะวันออกที่สุด ทุกคนจึงมุ่งหน้าไปที่นั่น
แต่รถบัสที่กลุ่มของพวกเขานั่งมาเกิดอุบัติเหตุไปต่อไม่ได้ ระหว่างที่กำลังหารถคันใหม่ ก็ถูกซอมบี้ฝูงใหญ่รุมล้อม มีหลายคนที่ถูกกัดและกลายเป็นพวกมัน จากคนหลายสิบที่มาด้วยกัน ตอนนี้เหลือรอดเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น
“พรุ่งนี้ค่อยไปหารถที่ใช้ได้เดินทางต่อ วันนี้นอนเก็บแรงกันก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกับอาเฉินจะผลัดกันเฝ้ายามให้เอง” จางเหวินที่มีพลังธาตุไฟเอ่ยปาก เขาคิดว่าตัวเองมีพลังพิเศษ การที่ต้องเสียสละเฝ้ายามเป็นเรื่องปกติ
“นับรวมฉันด้วย” หลี่หรงอี้เสนอตัว เขาเองก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีพลังพิเศษคนหนึ่ง จะให้เอาเปรียบทั้งสองคนก็ไม่ค่อยดีนัก
“ได้! หรงอี้เฝ้ายามกะแรก อาจางกะสอง เดี๋ยวฉันอยู่ยาวถึงเช้า” เฉินซือหยางแบ่งหน้าที่ให้ตามความแข็งแกร่ง สองคนแรกเฝ้ายามคนละสามชั่วโมง ส่วนตัวเองที่แข็งแกร่งกว่าเฝ้ายามสี่ชั่วโมง
ตอนนี้เป็นเวลาสองทุ่ม แต่ทุกคนต่างเหนื่อยกับการเอาชีวิตรอดมาทั้งวัน จึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยหลี่หรงอี้ทำหน้าที่เฝ้ายามคนแรก
เขารับรู้ได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรที่มองมา จึงเหลือบมองด้วยหางตา พบว่าจวงอี้หานกำลังมองมาพอดี ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายเสนอตัวเฝ้ายามเช่นกัน แต่ถูกเฉินซือหยางกับจางเหวินปฏิเสธ บอกให้ไปพักผ่อนให้ดี
นายถูกปฏิเสธไม่ให้เฝ้ายามแล้วเกี่ยวอะไรกับฉัน?
หลี่หรงอี้ส่ายหน้า ภายนอกดูเหมือนไม่สนใจ แต่ในใจอดบ่นไม่ได้ แปลกคนจริง ๆ แทนที่จะดีใจที่ได้พักผ่อนโดยไม่ต้องมานั่งอดนอนเพื่อเฝ้ายาม กลับมองเขาด้วยสายตาไม่ชอบใจเสียอย่างนั้น
เขาปัดเรื่องจวงอี้หานออกไปจากหัว และพยายามเพ่งสมาธิถึงพลังธาตุไม้ในตัว ก่อนจะพบว่าถ้าไม่มีพืชอยู่ใกล้เคียง พลังธาตุไม้ก็ใช้ไม่ได้และไม่มีประโยชน์อะไรเลย เกรงว่าบางสถานการณ์คงนำมาใช้ต่อสู้ไม่ได้ นอกจากจะพกเมล็ดพืชติดตัวมาด้วยเท่านั้น
ไว้มีโอกาสคงต้องหาเมล็ดพืชติดตัวไว้บ้างแล้ว…
หลี่หรงอี้เฝ้ายามจนถึงห้าทุ่ม ก่อนจะปลุกจางเหวินมารับช่วงต่อ แล้วตัวเองก็นอนพักผ่อนเอาแรง รู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เช้าแล้ว
ทุกคนต่างผลัดกันเข้าห้องน้ำของพนักงานร้านสะดวกซื้อเพื่อทำธุระส่วนตัว ใช้น้ำขวดแปรงฟันและล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเตรียมตัวออกเดินทาง
หลี่หรงอี้ลงมาจากชั้นสองเป็นคนสุดท้าย เขากวาดเอาของกินและน้ำดื่มบนชั้นสองไปเก็บไว้ในมิติเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะรีบตามคนอื่นออกไป
เฉินซือหยางหารถมินิบัสที่ยังใช้การได้และมีน้ำมันเต็มถังมาได้หนึ่งคัน พอทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยก็ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่ฐานที่มั่นตะวันออก
ขณะเดียวกันรถออฟโรดสีดำหลายคันก็ขับออกจากฐานที่มั่นตะวันออกและกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้…
บนถนนมีรถยนต์ที่จอดเกะกะขวางทาง อีกทั้งยังมีซอมบี้โผล่ออกมาเป็นระยะ พวกเขาจึงเดินทางได้ไม่เร็วนัก แถมเสียงเครื่องยนต์ยังดึงดูดซอมบี้ ทำให้ตอนนี้มีฝูงซอมบี้ตามพวกเขามาเป็นพรวน
“เร่งความเร็วหน่อย!” เฉินซือหยางเอ่ยเร่งคนขับ ส่วนตัวเองก็ใช้พลังธาตุดินปรับสภาพถนนและเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่เกะกะขวางทางไปด้วย ทำให้สิ้นเปลืองพลังเป็นอย่างมาก
พอเห็นว่าซอมบี้หลายตัวใกล้จะเข้าประชิดรถได้ หลี่หรงอี้ก็ใช้พลังธาตุไม้เร่งต้นไม้ที่อยู่ริมถนนให้โตและขวางพวกมันไว้ ทำเอาจางเหวินที่กำลังส่งลูกไฟไปเผาซอมบี้หันมามองด้วยความแปลกใจ
ผู้มีพลังพิเศษธาตุไม้ที่เขาเคยเห็นก่อนหน้านี้ ล้วนต้องสัมผัสหรืออยู่ใกล้กับพืชไม่เกินหนึ่งเมตรถึงจะสามารถใช้พลังได้ แต่คนคนนี้กลับสามารถใช้พลังกับต้นไม้ที่อยู่ห่างออกไปตั้งไกลได้!
ขณะที่ทุกคนกำลังลุ้นระทึกและภาวนาให้สลัดซอมบี้พวกนี้ให้หลุด จู่ ๆ ก็มีซอมบี้ตัวหนึ่งกระโดดเกาะหน้ารถ คนขับตกใจจึงหมุนพวงมาลัยหักหลบโดยสัญชาตญาณ ทำให้ชนเข้ากับรถที่จอดอยู่ริมถนน
โครม!
“กรี้ดดดด!”
ผู้หญิงบนรถกรีดร้องด้วยความตกใจและหวาดกลัว เมื่อเห็นว่าตอนนี้รถไปต่อไม่ได้ และซอมบี้ก็กำลังรุมล้อมเข้ามา คล้ายกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน
หลายคนหยิบอาวุธขึ้นมาด้วยความกลัว ส่วนผู้มีพลังพิเศษก็พยายามกำจัดซอมบี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อเปิดทางหนี ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงติดอยู่บนรถ ไม่ช้าก็เร็วคงได้กลายเป็นอาหารของซอมบี้
ขณะที่ทุกคนกำลังหวาดกลัวและดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์กำลังใกล้เข้ามา และดูเหมือนไม่ได้มีแค่คันเดียว
ไม่นานรถออฟโรดสีดำหลายคันก็ปรากฏเข้าสู่ครรลองสายตา พอเห็นว่าตัวเองมีหนทางรอด ทุกคนจึงฮึดสู้อีกครั้ง
กลุ่มคนที่เพิ่งมาถึงพอเห็นว่าด้านหน้ามีซอมบี้กำลังรุมล้อมมินิบัสคันหนึ่งอยู่ และดูเหมือนจะมีผู้รอดชีวิต ก็รีบลงมาช่วยเหลือ ไม่นานก็สามารถกำจัดซอมบี้ทั้งหมดได้โดยไม่เปลืองแรง
“ขอบคุณครับ” เฉินซือหยางและทุกคนที่ลงมาจากรถเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหอบ
“ไม่เป็นไร มีอะไรก็ช่วย ๆ กัน” หนึ่งในชายหนุ่มที่มากับรถออฟโรดพูดด้วยรอยยิ้ม
หลี่หรงอี้ที่ลงมาเป็นคนสุดท้ายได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็คิดว่าตัวเองหูฝาด แต่พอเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียง ตาเขาก็เบิกกว้างด้วยความดีใจ
ซุนหยาง!
ถ้ารุ่นพี่ซุนหยางอยู่ที่นี่ แสดงว่าหัวหน้า…
เขายังไม่ทันได้เอ่ยทักหรือแสดงอาการดีใจเมื่อเห็นคนคุ้นเคยบนโลกแสนประหลาดใบนี้ สายตาก็เหลือบไปเห็นผู้ชายที่เพิ่งลงมาจากรถออฟโรดคันหนึ่งเข้าเสียก่อน
“หัวหน้า!”
พอเห็นใบหน้าของคนรัก หลี่หรงอี้ก็ร้องเรียกด้วยความดีใจ คิดจะพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยความคิดถึง แต่กลับถูกขวางเอาไว้
ถึงทุกคนจะมีใบหน้าคุ้นเคยและเขารู้จักเป็นอย่างดี ทั้งซุนหยาง เหล่าหลิว และบอดี้การ์ดคนอื่น ๆ แต่ตอนนี้ทุกคนกลับเหมือนคนแปลกหน้า
โดยเฉพาะสายตาเย็นชาแทบจะแช่แข็งคนได้ของหัวหน้าที่มองมา ทำให้เขาเหมือนถูกน้ำเย็นสาดเข้าโครมใหญ่จนได้สติ
หัวหน้าจำเขาไม่ได้?
ทุกคนจำเขาไม่ได้?
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ติดตามต่อได้ใน E-Book
อันนี้เป็นตอนพิเศษที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องหลักนะคะ อยู่ดี ๆ ก็อยากเขียนแนววันสิ้นโลกขึ้นมา อยากลองให้หรงหรงกับหัวหน้ามาวิ่งหนีซอมบี้ไปด้วยสาดอาหารหมาใส่คนอื่นไปด้วยบ้าง 5555
ตอนนี้ E-Book วางขายแล้วนะคะ
โปรโมชัน 7 วัน ราคาเต็ม 289 บาท ลดเหลือ 188 บาท
E-book มีหลายแพลตฟอร์ม สามารถเลือกได้ตามที่นักอ่านสะดวกเลยค่ะ
สำหรับคนที่ใช้ ios (iphone, ipad) ซื้อในเว็บจะถูกกว่าซื้อผ่านแอปโดยตรงค่ะ
Meb (เริ่มวางขายเที่ยงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ราคาโปรโมชันถึงวันที่ 2 สิงหาคม)
นายอินทร์ (ยังไม่ได้ลด)
ปิ่นโต (เริ่มลดราคาวันที่ 30 กรกฎาคม)
เด็กดี (เริ่มลดราคาวันที่ 3 สิงหาคม)
ตอนพิเศษที่เพิ่มมาใน E-Book
น้ำพุร้อน (NC)
ปีศาจแมว (NC)
วันสิ้นโลก (ซอมบี้) ตอนต้น
วันสิ้นโลก (ซอมบี้) ตอนกลาง
วันสิ้นโลก (ซอมบี้) ตอนปลาย
ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและอยู่ด้วยกันมาจนจบเรื่องนะคะ ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ