แสงอรุณยามสายสาดส่องลงมาต้องร่างของเซินหลางเหอ เมื่อเขาก้าวพ้นธรณีประตูเรือนพัก แผ่นหลังเล็กๆ ตั้งตรงดุจภูผา ไม่หวั่นเกรงต่อโชคชะตาที่รออยู่เบื้องหน้า สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังยอดเขาสูงใหญ่เื้ัเรือนพัก ภูผาหินปูนสูงเสียดฟ้า ปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบ บดบังยอดเขามิให้เห็นชัด ราวกับเป็เส้นแบ่งระหว่างโลกมนุษย์กับสรวง์
“จงปีนขึ้นไปยังยอดเขาหลังนี้โดยไม่ใช้ความช่วยเหลือใดๆ ภายในหนึ่งวัน ให้ถึงยอดก่อนตะวันลับฟ้า”
ถ้อยคำของผู้าุโข่งจื่ออี้ยังก้องอยู่ในโสต ดุจระฆังศักดิ์สิทธิ์ปลุกเร้าสติ บททดสอบแรกของผู้ใฝ่ฝันจะยืนหยัดเหนือหมื่นชน แม้ร่างกายวัยเยาว์จะมิอาจเทียบพญาัในตำนาน แต่แววตาของเซินหลางเหอเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นอันลุกโชน ไร้ร่องรอยลังเลแม้เพียงน้อยนิดเขาสูดลมหายใจลึก หันมองอวี๋เยว่ฉีที่ยืนเคียงข้างชายชราชุดขาว
“พี่หญิง... ข้าขอตัวก่อน” น้ำเสียงหนักแน่นเกินวัย
อวี๋เยว่ฉีมองตอบด้วยแววตาห่วงใย นางยื่นมือราวจะรั้งไว้ “หลางเหอ เ้าจะทำจริงหรือ? ร่างกายเ้ายังไม่แข็งแรงเต็มที่ หากพลาดพลั้ง…”
เซินหลางเหอส่ายศีรษะเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พี่หญิง…ข้าปรารถนาจะแข็งแกร่งขึ้น ข้าจะล้างแค้นให้ทุกคน! และยิ่งไปกว่านั้น ในยามนี้ข้ามีท่านเพียงคนเดียวเคียงข้าง ข้าไม่อาจสูญเสียท่านไปอีกคน ขอท่านอย่าห้ามข้าเลย”
ถ้อยคำของเซินหลางเหอดั่งฟ้าผ่ากลางใจอวี๋เยว่ฉี นางตื่นตะลึง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจปนซาบซึ้ง ใบหน้างามค่อยๆ เผยรอยยิ้มอ่อนโยนดุจดอกบัวแรกแย้ม
“พี่หญิงจะไม่ห้ามเ้า” นางกล่าวเสียงเบา“ทว่าเ้าต้องระวัง อย่าฝืนร่างกายจนเกินกำลัง หากรู้สึกไม่ไหว จงอย่าลังเลที่จะกลับลงมา”
นางหยุดชะงักครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองชายชราสวมชุดขาวที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ข้างกาย “ท่านลุงไป่...ขอท่านช่วยพาข้าไปพบผู้าุโข่งได้หรือไม่”
ชายชราแซ่ไป่มองคุณหนูของตนด้วยแววตาเต็มไปด้วยความลังเล “คุณหนู…”
อวี๋เยว่ฉียกสายตาขึ้น ดวงตาคู่สวยเปล่งประกายดุจแสงตะวันยามเที่ยงวัน สะท้อนความมุ่งมั่นที่ไม่อ่อนยวบแม้แต่น้อย แม้ปากจะนิ่งเงียบ แต่แววตานั้นดุจพระราชโองการขององค์จักรพรรดิ ประกาศชัดว่า ‘ข้าจะไปให้ได้’
ชายชราถอนหายใจแ่ ส่ายศีรษะน้อยๆ ราวกับยอมจำนนต่อความดื้อรั้นของนาง “ก็ได้ขอรับ... ข้าจะพาท่านไป” เขาสะบัดชายแขนเสื้อเบาๆ แล้วก้าวนำออกไปด้วยท่วงท่าสงบเงียบ
อวี๋เยว่ฉีก้าวตามไปติดๆ ก่อนลับสายตา นางหันกลับมามองเซินหลางเหออีกครั้ง รอยยิ้มบางเบายังคงแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากนาง พร้อมกับยกมือเรียวขึ้น ทำสัญลักษณ์อันบอกว่า ‘เ้าทำได้ ข้าเป็กำลังใจให้’
จากนั้นร่างบางของนางค่อยๆ จางหายไปจากสายตาของเซินหลางเหอ ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มอันอ่อนโยนและความอบอุ่นที่ยังคงกรุ่นอยู่ในใจเขา มันปลุกเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นภายในใจ เด็กหนุ่มยกมือแตะอก มองยอดเขาที่ลอยเด่นเหนือม่านเมฆ ราวกับจะประกาศด้วยใจแน่วแน่ว่า
“ข้าจะต้องพิชิตยอดเขานั้นให้ได้!”
เมื่อร่างของอวี๋เยว่ฉีลับหายไปจากสายตา เซินหลางเหอ มิได้รีรอให้เสียเวลา เขารีบจัดแจงเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สวมใส่อยู่ให้กระชับ รัดเชือกผ้าป่านรอบเอวให้แน่น เพื่อมิให้ชายผ้ารุงรังเป็อุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว จากนั้น มุ่งหน้าตรงไปยังเื้ัเรือนพักทันที
เบื้องหน้าคือภาพของเทือกเขาสูงใหญ่ตระหง่าน ผืนป่าทึบปกคลุมพื้นที่ลาดชันของูเาจนแทบมองไม่เห็นพื้นดินเบื้องล่าง ต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นสูงเสียดฟ้า รากแก้วแข็งแรงหยั่งลึกยึดเกาะกับโขดหิน ผลิกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายออกไปราวกับป้อมปราการธรรมชาติ
บางส่วนของหน้าผาเป็หินชันเรียบดุจกำแพงหิน ที่ถูกโอบล้อมด้วยพุ่มไม้และเถาวัลย์หนาทึบ บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดหวีดหวิว และเสียงของใบไม้เสียดสีกัน ยิ่งตอกย้ำถึงความโดดเดี่ยวของสถานที่แห่งนี้
ดวงตาของเด็กหนุ่มกวาดมองไปรอบๆอย่างพินิจ พยายามหาเส้นทางที่ดูจะง่ายที่สุดสำหรับตนเอง ด้วยความคิดของเด็กสิบขวบที่ยังไม่ประสาในเื่การปีนป่าย เขามิได้เลือกเส้นทางที่ดูอันตรายน้อยที่สุด หากแต่เลือกบริเวณที่มองเห็นรากไม้และก้อนหินยื่นออกมาอย่างชัดเจนที่สุดราวกับขั้นบันไดธรรมชาติ เขาเชื่อว่านี่แหละคือหนทางสู่ยอดเขา!
เซินหลางเหอ เริ่มออกเดินทาง แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาต้องร่างเล็ก ทำให้เห็นเงาของเขาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้า เขายื่นมือน้อย ๆ ออกไปคว้ารากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นผิวดิน พยายามดึงร่างกายขึ้นไปทีละน้อย เท้าคู่เล็กยันลงบนก้อนหินที่ดูมั่นคง อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาพยายามจะก้าวเท้าขึ้นไปบนก้อนหินที่ดูมั่นคงนั้น หินก้อนนั้นกลับทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน ทำให้เขาเสียหลัก ล้มกลิ้งลงมายังพื้นดินเบื้องล่างอย่างแรง
ตุ๊บ! ความเ็ปแล่นพล่านไปทั่วร่าง เซินหลางเหอนอนแผ่บนพื้นดิน หายใจหอบถี่ เขาพยายามข่มกลั้นความเจ็บที่ข้อศอกและหัวเข่า แต่แล้วดวงตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรอยเืจางๆ ที่ซึมออกมาจากาแเล็กๆ บนฝ่ามือ นั่นทำให้เขาตระหนักว่าการปีนป่ายครั้งนี้มิใช่เื่ง่ายอย่างที่คิด เขาจะต้องระวังให้มากกว่านี้
เด็กหนุ่มค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นที่เกาะติดเสื้อผ้าด้วยมือที่ยังสั่นระริก แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจนเกือบถึงขีดจำกัด แต่แววตาคู่คมของเขายังคงเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
เขากวาดสายตามองรอบตัวอีกครั้ง คราวนี้มิใช่การมองเพียงผิวเผิน แต่เป็การพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาไม่เพียงมองหาจุดยึดเกาะที่มองเห็นได้ชัดเจน แต่แสวงหาสิ่งที่มั่นคงแข็งแรงอย่างแท้จริง
รากไม้บางเส้นที่ยื่นออกมา แม้ดูน่าัั แต่เมื่อมองใกล้กลับเผยความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เขาเริ่มเข้าใจว่า สิ่งที่ดูเหมือนง่ายดาย บ่อยครั้งมักปกปิดอันตรายไว้เื้ัราวกับกับดักที่รอคอยผู้ประมาทมาลิ้มลอง
เขาตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางไปทางขวาเล็กน้อย ซึ่งเป็ส่วนที่ดูเหมือนจะมีเถาวัลย์ขนาดใหญ่พาดผ่านจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง
เขาเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง การปีนป่ายเป็ไปอย่างเชื่องช้าและยากลำบากยิ่งกว่าเดิม ทุกย่างก้าวต้องใช้พละกำลังและความระมัดระวังอย่างสูง บาง่เป็ผาหินที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำลื่นราวผืนน้ำเเข็ง ทำให้เท้าของเขาแทบจะลื่นไถลลงไปหลายครั้ง บาง่เป็ดงเถาวัลย์พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิงจนยากจะก้าวผ่าน เขาต้องใช้มือแหวกเถาวัลย์ออกไปอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้พลาดไปคว้าเอาหนามแหลมคมเข้า
เหงื่อกาฬผุดพรายเต็มใบหน้าเล็ก ๆ ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ แขนขาที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เริ่มส่งเสียงประท้วงด้วยความเ็ป แต่เมื่อใดที่ความท้อแท้เริ่มคืบคลานเข้ามาในใจ ภาพใบหน้าของท่านพ่อท่านแม่ ภาพเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ และเสียงกรีดร้องของผู้คนในจวนก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ความเ็ปทางกายจึงเทียบไม่ได้กับาแในใจที่ฝังลึก นั่นคือแรงผลักดันให้เขาต้องก้าวต่อไป
“ข้ายังมีพี่หญิง...ข้าจะไม่มีวันยอมเเพ้!”
ประโยคนี้แว่วกึกก้องอยู่ในใจ
เขาใช้มือและเท้าตะกายขึ้นไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้จะรู้ว่าหนทางยังอีกยาวไกล แต่ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังยอดเขาที่ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกอย่างแน่วแน่ ความมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้นเพื่อแก้แค้น และความปรารถนาที่จะปกป้องพี่สาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ คอยหล่อเลี้ยงจิตใจให้เขาก้าวต่อไป สู่ยอดเขาแห่งบททดสอบแรกนี้อย่างช้าๆ
เวลาผ่านไปสองชั่วยาม...
เซินหลางเหอ ยังคงปีนป่ายขึ้นไปอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไร ความยากลำบากก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น ความลาดชันของูเาเริ่มสูงชันขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะตั้งฉากกับพื้นดิน ผืนป่าเบื้องล่างที่เคยดูหนาทึบ ตอนนี้กลับเลือนหายไปภายใต้หมอกควันจางๆ ที่ลอยปกคลุม
ก้อนหินที่เคยเป็เหมือนขั้นบันไดธรรมชาติ บัดนี้กลับกลายเป็โขดหินขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาอย่างเกะกะ บ้างก็เป็ก้อนหินเนื้อหยาบสากมือที่แตกระแหงเป็ร่องลึก บ้างก็เป็หินแกรนิตสีเทาเข้มผิวเรียบลื่นที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเขียวครึ้ม
บางจุดมีเพียงรากไม้เก่าแก่ที่พันเลื้อยรัดกุมอยู่ตามซอกหิน เป็เพียงจุดยึดเกาะเล็กๆ ที่ต้องอาศัยความแข็งแรงและสมดุลเป็อย่างมากในการยึดเกาะไว้ ส่วนพื้นดินที่เคยมีให้เหยียบย่ำ ตอนนี้กลับกลายเป็หน้าผาชันที่เต็มไปด้วยเศษหินและดินร่วนที่พร้อมจะถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
สภาพแวดล้อมรอบข้างเริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ใหญ่เริ่มลดจำนวนลง ถูกแทนที่ด้วยพุ่มไม้เตี้ยและไม้พุ่มแคระที่ขึ้นแซมอยู่ตามซอกหิน เสียงลมที่เคยพัดหวีดหวิวเเผ่วเบา ตอนนี้กลับกลายเป็สายลมกระโชกแรงที่หอบพาความเย็นะเืซัดใส่ร่างเล็กๆ ของเซินหลางเหอจนเขาต้องย่อตัวลงแนบใกล้พื้น ยกแขนขึ้นบังใบหน้า ก้มศีรษะหลบสายลม แรงลมเบื้องบนมิได้ต่างจากมือของภูติผีที่พร้อมจะผลักเขาร่วงหล่นสู่เบื้องล่างได้ทุกเมื่อ
เบื้องหน้าของเขาคือยอดเขาที่ยังคงถูกเมฆหมอกบดบัง แต่ตอนนี้มันดูสูงเสียดฟ้าและห่างไกลออกไปราวกับอยู่ในอีกโลกหนึ่ง แม้ดวงอาทิตย์จะยังคงส่องแสงจ้า แต่ความสูงและเมฆหมอกที่เริ่มหนาขึ้น ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูขมุกขมัวและลึกลับมากยิ่งขึ้น
แขนขาของเซินหลางเหอเริ่มชาและอ่อนแรงจากการเกร็งตัวต่อเนื่องหลายชั่วยาม เหงื่อกาฬยังคงไหลโทรมกายผสมกับหยาดเืที่ซึมออกมาจากาแเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัด ดวงตาพร่ามัวไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่เขาก็ยังคงพยายามต่อไป เขาใช้มือตะกายเกาะก้อนหินที่ยื่นออกมาเล็กน้อย ใช้ปลายเท้ายันเข้ากับซอกหินที่แคบ พยายามดึงตัวเองขึ้นไปทีละคืบ ทีละศอก ด้วยพละกำลังที่เหลืออยู่ทั้งหมด
ในที่สุด เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่หน้าผาชันแทบจะตั้งตรง และไม่มีจุดยึดเกาะที่ดูมั่นคงอีกต่อไปแล้ว เซินหลางเหอก็ตัดสินใจหยุดพัก เขาหันหน้าเข้าหาก้อนหินใหญ่ที่มั่นคงพอที่จะใช้พิงหลังได้ ร่างกายของเขาโอนเอนด้วยความอ่อนล้า หัวใจเต้นระรัวราวจะหลุดออกมาจากอก เขาหอบหายใจอย่างหนัก พยายามเติมอากาศเข้าไปในปอดอย่างเต็มที่
ดวงตาของเขากวาดมองขึ้นไปยังเบื้องบนที่ยังคงมองไม่เห็นยอดเขา จากนั้นก้มลงมองไปยังเบื้องล่างที่เพิ่งปีนขึ้นมาได้เพียงนิดเดียว...แค่นิดเดียวเท่านั้น เมื่อเทียบกับความสูงของูเาทั้งลูก ความรู้สึกท้อแท้เริ่มกัดกินในใจ แต่ประกายแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาก็ยังคงไม่มอดดับ เขากำหมัดแน่น พักหายใจเพียงครู่เดียว ก่อนจะตั้งใจจะพยายามหามุมปีนต่อไป
...
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ฟากฟ้าอีกด้านของหุบเขา ในห้วงยามสายที่แสงตะวันอ่อนๆ กำลังทอดทอเส้นสีทองลอดผ่านพุ่มไม้ใหญ่ ใต้เงาไม้ร่มรื่นแผ่กิ่งคลุมเรือนไม้หลังหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหมู่เเมกไม้เขียวขจี ลำธารเล็กสายหนึ่งไหลเอื่อยเลียบแนวหินผา เสียงน้ำกระทบหินดั่งท่วงทำนองจากพิณโบราณที่ขับกล่อมความสงบให้แผ่คลุมไปทั่วบริเวณ
ที่หน้าประตูเรือนไม้สลักลายเมฆคลี่และเถาวัลย์ร้อยเรียงอย่างวิจิตรงดงาม อวี๋เยว่ฉีในชุดแพรพรรณสีชมพูอ่อนยืนอย่างสงบนิ่ง แม้ร่างบางของนางจะดูอ่อนโยนราวหยกขาว แต่แววตาคู่งามกลับฉายแววไม่สู้ดีนัก ราวกับมีหมอกแห่งความไม่พอใจเจือลึกในั์ตาคู่นั้น
นางทอดสายตาไปยังประตูเบื้องหน้า ใบหน้านิ่งสงบดุจรูปสลัก ทว่าภายในใจกลับปั่นป่วนราวสายธารที่เชี่ยวกรากด้วยคลื่นแห่งความกระวนกระวาย มิอาจปกปิดความรู้สึกนั้นได้ทั้งหมด ในที่สุดนางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานใสที่เคยอ่อนโยน แต่เวลานี้กลับแฝงด้วยความขุ่นเคืองอยู่ไม่น้อย
“ท่านลุงไป่... เรายืนรออยู่นานเท่าใดแล้ว?”
ชายชราแซ่ไป่ ผู้มีใบหน้าสงบเยือกเย็น แต่ในแววตากลับฉายแววหงุดหงิดไม่แพ้กัน ก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามเก็บความไม่พอใจไว้ “หากนับจากยามเฉิน[1] ก็เข้าสู่ยามซื่อ[2]แล้วขอรับคุณหนู...ราวสองชั่วยามเห็นจะได้”
อวี๋เยว่ฉีกัดริมฝีปากบางเบา นางกระทืบเท้าเล็กๆ ลงบนพื้นหินอย่างไม่พอใจ ใบหน้ามุ่ยงอด้วยความอึดอัด "ตาเฒ่าผู้นี้...จะหยามพวกเราเกินไปแล้ว!" คำพูดของนางบ่งบอกถึงความอดทนที่ใกล้จะสิ้นสุดลงเต็มที
ในชั่วขณะที่ความอดทนของนางกำลังจะหมดลง เสียงประตูไม้ด้านหน้าส่งเสียง "เอี๊ยด" เบาๆ ค่อยๆ แง้มเปิดออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นเงาร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ชายหนุ่มผู้นี้ดูจะมีอายุราวสามสิบต้นๆ ใบหน้าสง่างามราวบัณฑิตผู้คร่ำเรียน ดวงตาคมลึกเปี่ยมด้วยปัญญาและความลึกลับที่ยากหยั่งถึง เส้นผมสีดำสนิทเกล้ามวยอย่างประณีตด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ รอยยิ้มอบอุ่นและเป็มิตรประดับบนใบหน้า ราวกับเชื้อเชิญให้ผู้พบเห็นรู้สึกผ่อนคลาย เขาสวมชุดผ้าไหมสีขาวเนื้อดี ท่วงท่ารื่นรมย์ดั่งเมฆลอยล่องไร้ร่องรอยแห่งความแข็งกร้าว
เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม ก่อนผายมือเชิญทั้งสองก้าวเข้าสู่ด้านใน พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฟัง “ขออภัยที่ให้รอนานขอรับ คุณหนู โปรดเข้ามาด้านในเถิด”
อวี๋เยว่ฉีมิได้เอ่ยตอบในทันที นางเหลือบดวงตางามคู่นั้นมองชายหนุ่มตรงหน้า ชั่ววูบเดียวสายตานั้นแปรเปลี่ยนเป็คมกริบดั่งใบมีด ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนไม้ด้วยจังหวะเนิบช้า ใบหน้ายังคงฉายแววขุ่นมัว ทว่าทุกย่างก้าวกลับเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีแห่งสตรีสูงศักดิ์ ราวไม่อาจยอมให้ผู้ใดล่วงเกินหรือดูิ่ได้โดยง่าย
ชายชราแซ่ไป่ส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามคุณหนูของตนเข้าไปในเรือนเช่นกัน ประตูไม้ปิดลงอย่างแ่เบา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความลับที่ซ่อนอยู่ในเรือนหลังงามแห่งนี้
_________________________________
[1] ยามเฉิน (辰时) เป็่เวลาทานอาหารเช้า โดยจะเริ่มนับั้แ่เวลา 07:00-09:00 น.
[2] ยามซื่อ (巳时) เป็่เวลาใกล้เที่ยงวัน โดยจะเริ่มนับั้แ่เวลา 09:00-11:00 น.