ยันต์ปลุกวิญญาณ
หวางจงฟู่คิดไม่ถึงเลยว่าฉู่หว่านเอ๋อร์จะได้พบกับคนที่มียันต์วิเศษ ทั้งยังขายให้เธอด้วย แม้กระทั่งยังจะมาช่วยตามคำขอของเธอในการช่วยให้ลูกสาวของเขาฟื้นขึ้นมาจากสภาพเจ้าหญิงนิทราอีก
หวางจงฟู่คิดในใจว่า ไม่ว่าคนที่จะมาช่วยลูกสาวของเขาให้ฟื้นขึ้นมาจะเป็นใคร เขาก็จะปฏิบัติด้วยอย่างดีแน่นอน เพราะคนที่มียันต์วิเศษและความสามารถแบบนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่
“ขอบคุณหนูมากหว่านเอ๋อร์” หวางซิ่นมีน้ำตาไหลออกมา พูดขอบคุณฉู่หว่านเอ๋อร์ไม่หยุด เป็นเวลากว่าสามปีแล้ว ที่ลูกสาวของเธออยู่ในสภาพเจ้าหญิงนิทรา ไม่รู้ว่าตลอดเวลาสามปีที่ผ่านมานี้ เธอเสียน้ำตาไปมากแค่ไหนให้กับลูกสาว
“คุณป้าไม่ต้องขอบคุณหนูหรอกค่ะ น้องโหรวก็เปรียบเสมือนน้องสาวแท้ๆ ของหนู” ฉู่หว่านเอ๋อร์พูด ที่เธอช่วยหวางจี้โหรว ไม่ได้หวังคำขอบคุณหรืออะไรมาตอบแทน เธอช่วยเพราะความสัมพันธ์ของเธอกับหวางจี้โหรว ผู้เปรียบเสมือนน้องสาวของเธอเท่านั้น
“จะยังไงก็ต้องขอบคุณหนู” หวางจงฟู่พูด เขาคิดว่าลูกสาวของเขาโชคดีที่มีเพื่อนอย่างฉู่หว่านเอ๋อร์
ฉู่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรอีก เธอเพียงพยักหน้ารับคำขอบคุณเท่านั้น
“ว่าแต่คนที่หนูว่าจะมาถึงตอนไหน?” หวางซิ่นถาม เธอค่อนข้างที่จะกระวนกระวายใจไม่น้อย อยากให้หลินเฉินมารักษาลูกสาวของเธอเร็วๆ
ฉู่หว่านเอ๋อร์ตอบโดยไม่จำเป็นต้องคิด “หนูให้คนไปรับเขาแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาถึงค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ลงไปรอต้อนรับเขาที่หน้าทางเข้าเถอะ ถ้ารออยู่ที่นี่ จะเป็นการไม่ให้เกียรติเขา” หวางจงฟู่เสนอ
ฉู่หว่านเอ๋อร์เห็นด้วยในทันที ความจริงเธอก็ตั้งใจที่จะลงไปรอหลินเฉินที่หน้าทางเข้าประตูคฤหาสน์อยู่แล้ว
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินลงไปรอต้อนรับหลินเฉินที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์
ไม่ถึงยี่สิบนาทีรถลีมูซีนก็ขับเข้ามาจอดที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ หลินเฉินลงมาจากรถ เขากวาดสายตามองรอบด้านเล็กน้อย ต้องอดพูดในใจไม่ได้ว่า ‘หรูหรามาก’
นี่เป็นหนึ่งในคฤหาสน์ในเซี่ยงไฮ้ที่หรูหรามากอย่างไม่ต้องสงสัย
ที่หน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์ ฉู่หว่านเอ๋อร์ หวางจงฟู่และหวางซิ่นยืนอยู่ ด้านข้างยังมีคนรับใช้อีกสองสามคน
“เป็นเขา?” หวางจงฟู่มองไปที่หลินเฉิน คิ้วขมวดเล็กน้อย เขาไม่เห็นความพิเศษใดๆ จากตัวของหลินเฉินเลย มีเพียงความเรียบง่ายธรรมดาเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือว่าชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่
“ใช่ค่ะ” ฉู่หว่านเอ๋อร์พยักหน้า พลางเดินเข้าไปหาหลินเฉิน “คุณหลิน คุณมาแล้ว”
หลินเฉินพยักหน้าให้ฉู่หว่านเอ๋อร์ “คนที่จะให้ผมช่วยอยู่ไหน ผมไม่ได้มีเวลามากนัก”
ฉู่หว่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก็รีบตอบอย่างรวดเร็ว “อยู่ข้างบน คุณตามฉันมา ฉันจะนำทางคุณเอง”
พูดจบเธอก็เดินนำออกไป หลินเฉินเดินตามเธอไปอย่างว่าง่าย
ระหว่างเดินไปห้องของหวางจี้โหรว ฉู่หว่านเอ๋อร์ไม่ลืมที่จะแนะนำหวางจงฟู่กับหวางซิ่นให้หลินเฉินรู้จัก
หลินเฉินคาดไม่ถึงเล็กน้อยว่าที่นี่จะเป็นคฤหาสน์ของหนึ่งในห้าตระกูลใหญ่ของเซี่ยงไฮ้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไร
เห็นท่าทีที่เรียบเฉยของหลินเฉิน ที่ถึงจะรู้จักตัวตนของพวกเขาแล้ว ก็ไม่มีความตกใจใด พวกเขาอดคิดในใจไม่ได้ว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา
ถ้าเป็นชายหนุ่มทั่วไปมาได้ยินว่าพวกเขาเป็นใคร เกรงว่าคงจะตกใจอย่างมากไปแล้ว และอาจจะทำตัวไม่ถูกต่อหน้าพวกเขา
“คุณหลิน นี่คือเพื่อนของฉัน คนที่ฉันบอกคุณ ฉันหวังว่าคุณจะช่วยเธอได้ มันเป็นเวลาสามปีแล้ว ที่เธอนอนอยู่แบบนี้” เมื่อเข้ามาภายในห้องของหวางจี้โหรว ฉู่หว่านเอ๋อร์ก็รีบพูดออกมาในทันที
“คุณหลิน ถ้าคุณรักษาลูกสาวผมได้ ไม่ว่าคุณต้องการอะไร ผมยินดีหามาตอบแทนคุณทุกอย่าง” หวางจงฟู่พูดแทรกขึ้น
“ใช่ ถ้าคุณรักษาลูกสาวของพวกเราได้ พวกเราจะตอบแทนให้คุณทุกอย่างที่คุณต้องการ” หวางซิ่นเองก็พูดออกมาแบบเดียวกัน
หลินเฉินหันไปมองคนทั้งสอง โบกไม้โบกมือไปมาเล็กน้อย “ไม่จำเป็น ผมเพียงมาใช้หนี้ให้คุณฉู่เท่านั้น”
พอพูดจบ หลินเฉินก็ไม่ได้ให้ความสนใจหวางจงฟู่กับหวางซิ่นอีก เขามองไปที่ฉู่หว่านเอ๋อร์ “คุณใช้ยันต์รักษากับเธอสินะ”
ร่องรอยการใช้ยันต์รักษา ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเขาไปได้ เพียงมองไปที่หวางจี้โหรวแวบเดียว เขาก็รู้แล้ว
ฉู่หว่านเอ๋อร์ตกใจเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าหลินเฉินจะรู้แค่เพียงมองแบบนี้
“แล้วคุณรู้ไหม ทำไมว่าใช้ยันต์รักษาแล้ว เธอถึงไม่ตื่นขึ้นมา” หลินเฉินถาม
“ทำไม?” ฉู่หว่านเอ๋อร์เองก็อยากรู้เหมือนกัน
“นั่นเป็นเพราะวิญญาณของเธอหลับไหลอยู่ภายในส่วนลึกที่สุดของร่างกาย เป็นเพราะเธอได้รับบาดเจ็บร้ายแรงมา จึงทำให้วิญญาณหลับไหลไปและไม่อาจตื่นขึ้นมาด้วยตัวเองได้” หลินเฉินพูดอย่างเรียบเฉย
“วิธีที่จะทำให้เธอตื่นขึ้นมา มีเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือปลุกวิญญาณ!”
“ปลุกวิญญาณ?” เสียงสามเสียงดังขึ้นมาพร้อมกัน เจ้าของเสียงทั้งสาม แน่นอนว่าเป็นฉู่หว่านเอ๋อร์ หวางจงฟู่และหวางซิ่น
“ใช่” หลินเฉินพยักหน้า พลางหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากร่างกาย ยันต์แผ่นนี้ ไม่ใช่ทั้งยันต์รักษาหรือยันต์ป้องกัน หากแต่เป็นยันต์ที่มีความพิเศษมากกว่านั้น มันคือ ‘ยันต์ปลุกวิญญาณ!’
ยันต์ปลุกวิญญาณ ความหมายก็ตรงตามชื่อของมัน มันมีความสามารถปลุกวิญญาณให้ตื่นขึ้นมาได้ ยิ่งเป็นในสภาวะที่วิญญาณหลับไหล ยิ่งใช้ได้ผลดี
“ดูให้ดี นี่คือยันต์ปลุกวิญญาณ” หลินเฉินพูด ขณะเดียวกันก็โยนยันต์ปลุกวิญญาณไปที่ร่างของหวางจี้โหรว
ยันต์เปล่งแสงสีฟ้าวูบหนึ่ง ก่อนที่จะจมหายไปในร่างกายของเธอ
หวางจงฟู่กับหวางซิ่นจ้องมองภาพนี้ด้วยแววตาอัศจรรย์ใจ
ทางด้านฉู่หว่านเอ๋อร์ที่เคยได้เห็นภาพนี้มาสองสามครั้งแล้ว เลยไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่เธอก็เฝ้ามองไปที่หวางจี้โหรวอย่างใจจดใจจ่อ ภาวนาอยู่ภายในใจว่าเธอจะฟื้นขึ้นมา
เปลือกตาของหวางจี้โหรวทันใดนั้นก็เริ่มขยับ สุดท้ายก็ค่อยๆ เปิดขึ้น เธอมองเพดานห้องอย่างงุนงง คล้ายสับสนไม่เข้าใจอะไร
เธอเหมือนว่าจะได้ยินเสียงร้องด้วยความดีใจของพ่อแม่และฉู่หว่านเอ๋อร์ พี่สาวตระกูลฉู่ที่เธอเคารพนับถือเปรียบเสมือนพี่แท้ๆ แต่ทุกอย่างก็มืดลงไป พร้อมกับเสียงที่เลือนหาย เธอได้หมดสติไป
เสียงร้องแห่งความยินดี มีความสุขได้หยุดชะงักลงในทันที
หวางจงฟู่ หวางซิ่นและฉู่หว่านเอ๋อร์ ล้วนมองไปที่หลินเฉิน
“ร่างกายของเธออ่อนแอ จึงทำให้หมดสติไป ให้เธอนอนพักอีกสักหน่อยก็จะฟื้นขึ้นมาเอง” หลินเฉินอธิบาย
“ขอบคุณคุณหลินเฉินมาก พวกเราไม่รู้จะขอบคุณคุณยังไงดี” หวางจงฟู่และหวางซิ่นพูดพร้อมน้ำตา สามปีแห่งความเศร้าของพวกเขาได้พัดผ่านไปแล้ว
หลินเฉินยังคงยืนยันตำเดิม “พวกคุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณผม ผมแค่มาใช้หนี้ให้คุณฉู่เท่านั้น”
จากนั้นเขาหันมองไปที่ฉู่หว่านเอ๋อร์ “คุณฉู่ส่งผมกลับไปที่บ้าน ผมยังมีธุระที่ต้องทำ”
“ตกลงค่ะ” ฉู่หว่านเอ๋อร์พูดขอบคุณหลินเฉินอย่างซาบซึ้ง ก่อนที่จะให้คนขับรถไปส่งหลินเฉิน
จบบทที่ 22