ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 3 : ฉันมีลูกสาว?

    ฉันมีลูกสาว?
    หลินเฉินมองไปที่หญิงวัยกลางคน เขาไม่มีทางลืมใบหน้าแม่ของเขาแน่
    “อาหยูรีบมาดูว่าใครมา” หลินไคเช็ดน้ำตา ร้องเรียกหรันหยูเสียงดัง
    “ใครมาเหรอตาเฒ่าหลิน?” หรันหยูจูงเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามา เมื่อมองเห็นหลินเฉินชัดตา เธอต้องปล่อยมือเด็กหญิงน้อย ยกสองมือขึ้นมาปิดปากด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
    ดวงตาทั้งคู่ของเธอเบิกกว้างขึ้น พริบตาต่อมา การมองเห็นของเธอก็พร่าเลือน น้ำตาไหลผ่านแก้มของเธอลงมา “เสี่ยวเฉิน...เสี่ยวเฉินใช่ไหม?”
    “ผมเองครับแม่” หลินเฉินรีบเดินเข้ามาหาแม่ของเขา สองแขนยื่นออกไปโอบกอดเธอ เขาพบว่าเธอผอมลงกว่าแต่ก่อนมาก
    “เป็นเสี่ยวเฉินจริงๆ ลูกกลับมาแล้ว” หรันหยูน้ำตายิ่งมาก็ยิ่งไหล เป็นน้ำตาแห่งความสุข หลังจากหายหน้าไปหกปี ในที่สุดลูกชายของเธอก็กลับมา
    ทั้งสองคนกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็แยกออกจากกัน
    หลินเฉินพลันจ้องมองไปที่เด็กหญิงน้อย เธอมีใบหน้าที่น่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดวงตาทั้งคู่กลมโตน่าเอ็นดู ผมสีดำยาวถึงกลางหลังพัดปลิวไปมาตามแรงลม อยู่ในชุดกระโปรงสีซีด สะพายกระเป๋าเด็กที่เก่ามากใบหนึ่ง
    “เด็กคนนี้...” หลินเฉินอดถามผู้เป็นแม่ไม่ได้ เขารู้สึกสงสัยว่าเธอเป็นใคร เขาสัมผัสได้ถึงความใกล้ชิดทางสายเลือดในส่วนลึกของวิญญาณเขา หรือว่าจะเป็นลูกพี่ชายของเขา?
    หรันหยูกับหลินไคมองหน้ากัน ใบหน้าแสดงรอยยิ้มออกมา “หลิงหลิงมานี่ นี่คือพ่อของหลาน”
    วินาทีนี่เองที่หลินเฉินราวกับรู้สึกว่าตัวเองหูฝาดไป เมื่อครู่แม่ของเขาพูดว่าไงนะ เด็กหญิงน้อยคนนี้เป็นลูกของเขา?
    ฉันมีลูกสาว?
    สมองของเขาตอนนี้เหมือนกับว่ามันจะหยุดทำงานไปชั่วขณะ
    เด็กหญิงน้อยไม่ได้วิ่งเข้าหาหลินเฉินแต่อย่างใด เธอรีบวิ่งไปหลบอยู่ที่ด้านหลังหลินไคปู่ของเธอ พร้อมกับร้องออกมาด้วยน้ำเสียงน่ารักว่า “หนูไม่มีพ่อ!”
    “หลิงหลิง ทำไมหนูพูดแบบนี้ ไม่ใช่ว่าหนูบ่นอยากเจอพ่อทุกวันไม่ใช่เหรอ?” หลินไคลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรักใคร่เอ็นดู
    “หนูไม่มีพ่อ!” เด็กหญิงน้อยพลันวิ่งหนีเข้าบ้าน ใบหน้าของเธอบูดบึ้ง
    “แม่ เด็กคนนั้นเป็นลูกของผม?” หลังสมองกลับมาทำงาน หลินเฉินก็รีบถามด้วยหัวใจที่เต้นแรง
    หรันหยูพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่ หลิงหลิงเป็นลูกของลูกกับอิงเสวี่ย”
    ‘สวรรค์! ฉันมีลูกสาว!’ หลินเฉินร่ำร้องในใจด้วยความสุขอันหาใดเปรียบไม่ได้ เป็นลูกสาวที่น่ารักของเขากับมู่อิงเสวี่ยภรรยาของเขา เขารีบถามต่อ “แล้วอิงเอ๋อร์ล่ะครับแม่ เธออยู่ไหน ผมอยากพบเธอ”
    ได้รับฟังคำถามนี้ของหลินเฉิน สีหน้าของหลินไคกับหรันหยูก็หม่นหมองลง พวกเขาเงียบ ไม่ได้ตอบอะไรออกมา
    หลินเฉินหัวใจเต้นแรง เขากลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับภรรยาของเขา “อิงเอ๋อร์อยู่ที่ไหน แม่ บอกผม!”
    “อิงเสวี่ยไปแล้ว เมื่อหนึ่งปีก่อน เธอถูกคนตระกูลมู่พาตัวไป” หรันหยูตอบเสียงเบา
    ‘ตระกูลมู่!’ ภายในใจของหลินเฉินราวกับจะปะทุขึ้นด้วยความโกรธ กล้าดียังไงมาพรากภรรยาของเขาไป ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็ เขาจะลบตระกูลมู่ให้หายไปจากโลกใบนี้!
    ‘มีความเป็นไปได้ว่าที่ปาหลางผลักเราตกหน้าผา จะเกี่ยวข้องกับตระกูลมู่’ หลินเฉินคิดในใจ เขากับปาหลาง แม้จะไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิท แต่อย่างน้อยก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางใจกัน ถึงขนาดให้ต้องลงมือฆ่ากัน
    สิ่งที่ทำให้คนเปลี่ยนไปได้ คงจะมีแต่อำนาจเงินทอง คาดว่าปาหลางคงจะถูกตระกูลมู่ยื่นข้อเสนอให้ฆ่าเขา
    สาเหตุที่ทำให้หลินเฉินพุ่งเป้าไปที่ตระกูลมู่ ล้วนเป็นเพราะว่าหากเขาตาย มู่อิงเสวี่ยก็มีโอกาสที่จะกลับไปตระกูลมู่ แต่พวกตระกูลมู่คงจะคาดไม่ถึงว่าเธอจะท้องขึ้นมาก่อน จนไม่ได้พาตัวเธอกลับไป จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว
    นี่คือความคิดการคาดเดาของหลินเฉิน ซึ่งมันก็ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแทบจะทั้งหมด
    “เสี่ยวเฉิน ปล่อยเรื่องของอิงเสวี่ยไปเถอะ จะเป็นการดีกับครอบครัวของเรามากที่สุด” หลินไคถอนหายใจ พลางส่ายหน้าไปมา
    หลินเฉินไม่ได้ตอบ เขาจะปล่อยไปได้อย่างไร ภรรยาของเขาทั้งคน เขาจะไปตามเธอกลับมาแน่ เพียงแต่ไม่ใช่เวลานี้ ไม่ว่ายังไงตระกูลมู่ก็ยังเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของปักกิ่ง
    การจะไปมีเรื่องด้วยทั้งๆ ที่เป็นเพียงแค่คนธรรมดานั้นเท่ากับเป็นการรนหาที่ตาย!
    ‘น่าเสียดายที่เราสูญเสียพื้นฐานฝึกตนไปทั้งหมด ไม่อย่างนั้นเพียงแค่ลมหายใจเดียว ตระกูลมู่ก็แหลกเป็นผงแล้ว!’ หลินเฉินส่ายหน้าไปมา เขามีแต่ต้องรีบแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
    ในการแข็งแกร่งขึ้น หลินเฉินไม่ห่วงอะไรอยู่แล้ว เนื่องจากแหวนมิติของเขายังคงอยู่บนนิ้วของเขา มันไม่ได้ถูกพัดให้หายไปในช่องว่างมิติ
    ภายในแหวนห้วงมิติของเขามีทุกอย่างที่เขานำกลับมาจากโลกอมตะด้วย ดังนั้น ไม่ต้องห่วงเลยว่าเขาจะไม่มีทรัพยากรการฝึกตน
    “เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ พวกเรารีบเข้าบ้าน วันนี้เสี่ยวเฉินกลับมาต้องทำอาหารมื้อใหญ่” หรันหยูพูด เมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายตัวเอง เธอพาเขาเดินเข้าบ้าน
    หลินไคถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก้าวเดินตามเข้าไป
    หลินเฉินถูกพามานั่งอยู่ที่เก้าอี้ไม้ภายในบ้าน ส่วนแม่ของเขาเข้าครัวไปทำอาหาร
    หลินเฉินพบว่าบ้านของเขา ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ตั้งแต่สมัยที่เขาอยู่ กลับกัน มันยิ่งเก่าลงกว่าเดิม
    “พ่อมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมอันธพาลพวกนั้นถึงมาทำร้ายพ่อ?” หลินเฉินถามหลินไคที่นั่งอยู่ข้างๆ
    หลินไคเต็มถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าวันนี้เขาถอนหายใจแล้วกี่ครั้ง เชื่อเถอะว่ามันคงมากกว่าสิบครั้งแล้ว
    “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วพ่อไปยืมเงินพวกมันมาพันหยวน แต่คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะมาทวงสองหมื่นหยวน พวกมันบอกว่า พันหยวนเป็นเงินต้น ส่วนอีกหมื่นเก้าเป็นดอกเบี้ย”
    “ทำไมพ่อถึงต้องไปยืมเงินพวกมัน แล้วพี่ใหญ่ล่ะ?” หลินเฉินขมวดคิ้ว ถึงครอบครัวของเขาจะยากจน แต่พี่ใหญ่ของเขาก็เป็นคนฉลาดมีหน้าที่การงานที่ดีทำ เป็นถึงผู้จัดการบริษัทระดับกลางแห่งหนึ่ง ถ้าบ้านไม่มีเงินก็น่าจะไปขอยืมจากพี่ใหญ่ก่อน
    “เมื่อต้นปี หมอบอกว่าพ่อเป็นโรคหัวใจ ทำงานหนักไม่ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นหัวใจจะวาย พ่อเลยไม่ได้ไปทำงานที่ไซต์ก่อสร้างอีก”
    “ส่วนแม่ของแกก็ทำงานเป็นแม่บ้านให้กับครอบครัวเศรษฐีในระแวกนี้ แต่รายได้ก็ได้เดือนละ สองพันหยวนเท่านั้น ซึ่งมันไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูหลิงหลิง ไหนจะค่าเทอม ไหนจะค่ากินค่าอยู่”
    “ส่วนพี่ใหญ่ของแกนั้น พูดแล้วก็โมโห มันเป็นลูกอกตัญญู พ่อเคยไปขอยืมเงินจากมันสองสามครั้ง แต่มันก็ไล่ตะเพิดพ่อออกมา มันบอกว่าไม่เคยมีพ่อมีแม่ที่ยากจนราวกับขอทาน!”
    พูดมาถึงตรงนี้ หลินไคเต็มไปด้วยความโกรธเล็กน้อยกับความเสียใจ ถึงลูกจะเกลียดเขายังไง เขาก็ทำใจให้เกลียดลูกของตัวเองไม่ได้อยู่ดี
    นั่งฟังมาจนจบ หลินเฉินสีหน้ามืดลงในทันควัน สองมือกำแน่น คิดไม่ถึงว่าพี่ชายของเขาจะเป็นคนเช่นนี้
    ‘หลินฉง อย่าให้ฉันได้เจอแก!’ เขาตัดสินใจแล้วว่าถ้าได้เจอหลินฉงพี่ชายของเขา เขาจะสอนบทเรียนอันล้ำค่าให้มัน ให้สาสมกับที่กล้าอกตัญญูต่อพ่อแม่
    จบบทที่ 3