เสียงฝีเท้าย่ำลงบนทางเดินหินดังเป็นจังหวะไล่เลี่ยก่อนหนึ่งในนั้นกวาดมองป่าไผห่างไกลรกร้างด้วยความอยากรู้สงสัยก่อนจะมองผ่านแผ่นหลังชายที่เดินนำหน้าเห็นรั่วไม้ไผ่สูงคาดว่าใกล้ถึงจุดหมายที่เขาต้องมา
ทว่าเพียงเข้าใกล้เรือนหลังนี้ขนอ่อนในกายเขากลับลุกซู่ขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ลมพัดไหวกิ่งไผ่ลู่ตามลมส่งเสียงหวีดหวิวชวนรู้วังเวง
“เอาละถึงแล้วเจ้าเข้าไปเสีย”
“เอ๊ะ!!แล้วนั่นท่านพ่อบ้านจะไปที่ใดหรือขอรับ”
“เสร็จเรื่องข้าแล้วข้าก็จะกลับนะสิ”
“เอ๊ะนั่น!!ท่านพ่อบ้าน”
เซิ่งหยางยกมือหมายคว้าแขนพ่อบ้านชราที่ทำท่าทางหวาดกลัวมองบานประตูไม้ไผ่พลาง เดินเร็วห่างออกไป เมื่อเห็นว่าชายชราห่างไปไกลแล้ว เขาที่ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรก็ได้แต่หันกลับมามองรั่วไม้ไผ่ตั้งสูงที่ทุกครั้งที่มีลมพัดผ่านจะส่งเสียงดังแอ๊ดอ๊าดชวนขนลุก
ต้องเข้าไปหรือหรืออย่างไรดี
เซิ่งหยางคิดอย่างคนทำอะไรไม่ถูกพลางนึกถึงคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าที่ใจดีช่วยเขาเอาไว้ที่วัดก่อนจะรับมาเป็นบ่าวในจวนแต่ก็แค่สองวันเท่านั้นที่เขาได้อยู่ที่นั่นก่อนจะถูกส่งมาอยู่ที่นี่
หลังชั่งใจอยู่นานในที่สุดเด็กหนุ่มโตเต็มวัยก็ตัดสินใจจะเคาะประตูทว่ายังไม่ทันที่มือเขาจะสัมผัสบานไม้ซีดเก่าบานประตูรั่วนั่นก็เปิดออกพร้อมร่างสตรีมีอายุสวมเสื้อผ้าซีดเก่าแม้ใบหน้านั้นจะเรียบนิ่งแต่กลับแฝงไปด้วยแววอาทรทำขาเบาใจอย่างบอกไม่ถูก
“มาถึงแล้วหรือ”
“อ่ะ เออขอรับ ข้าข้าน้อยแซ่อู๋ นามเซิ่งหยางเป็นบ่าวที่ฮูหยินผู้เฒ่าซูส่งมาขอรับ”น้ำเสียงสั่นเอ่ยรัวออกมาพร้อมร่างที่โค้งลงตลอดอย่างนอบน้อมจึงไม่เห็นสายตาขบขันที่หญิงชรามอง
“เอาละเข้ามาเถิดที่นี่มีเพียงข้าและนายหญิงเจ้าไม่ต้องมากพิธี พ่อบ้านหวังบอกอะไรเจ้าบ้าง”
เซิ่งหยางละสายตาสำรวจมองไปทางหญิงชราเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยเบาตอบกลับไป
“ไม่ได้บอกอะไรขอรับ”เด็กหนุ่มกล่าวออกไปตามจริงเพราะพ่อบ้านชราไม่ได้บอกอะไรกับเขาจริงตอนที่จะให้มาก็บอกเพียงว่าเรือนคนเยอะให้เขามาทำงานที่เรือนป่าไผ่เพียงเท่านั้น
“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ตาเฒ่านั้นจะไม่บอกอะไรเจ้า”จิวจือเม่ยกล่าวออกมาพร้อมยิ้มหยัน เพราะเรื่องนี้ไม่ผิดจากที่นางคาดมากนักก่อนสองเท้าจะหยุดเดินแล้วหันไปมองทางเด็กหนุ่มท่าทางใสซื่อด้านหลังอย่างจริงจัง
“ในเมื่อเจ้าต้องมาอยู่ที่นี่ก็ควรต้องรู้ไว้ว่าเจ้านายของที่นี่ไม่ใช่สตรีทั่วไป นางรักสงบไม่พบปะผู้คนไม่ว่าเห็นหรือได้ยินอะไรเจ้าก็ต้องทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็นไม่ได้ยินเข้าใจหรือไม่”
“ขะ ขอรับ”เซิ่งหยางขายรับเสียงตะกุกตะกักแม้จะสงสัยคลางแคลงใจแต่เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบรับคำที่หญิงชราบอกก่อนนางจะบอกงานที่เขาต้องทำซึ่งก็ไม่ใช่งานใหม่อะไรเพราะงานพวกนี้เป็นงานที่เขาคุ้นเคยดีอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นงานทำความสะอาด ผ่าฟืนช่วยแม่นมเตรียมอาหารและงานเล็กน้อยทั่วไปหลังบอกกล่าวหน้าที่เสร็จ เขาก็เดินตามหลังนมจิวไปรอบเรือนแม้ว่าเรือนนี้จะห่างไกลผู้คนแต่กลับน่าอยู่ร่มรื่นตัวเรือนขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเหมือนจะสมฐานะนายหญิงที่แม่นมเรียกอยู่ไม่น้อยทั้งยังจัดวางอย่างเหมาะสมน่าอยู่ทีเดียว โดยในเรือนนี้มีเรีอนเล็กแยกออกไปอีกสี่หลัง
หลังแรกเมื่อเข้าประตูมาจะเป็นโถงกลางด้านหน้าเต็มไปด้วยบุปผามีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วโดยเรือนนี้เป็นเรือนใหญ่สุดในบรรดาทั้งหมดติดกับเรือนนี้เห็นว่าเป็นเรือนนายหญิงซึ่งส่วนที่ติดกับห้องของนางจะเป็นน้ำตกจำลองที่ส่งเสียงรื่นหูอยู่ตลอดส่วนทางด้านขวาจะเป็นห้องนอนแม่นมจิวและติดกันเป็นห้องครัวและห้องเก็บฟืนส่วนที่พักของเขาจะเป็นห้องขนาดพอ ๆกับแม่นมซึ่งจะอยู่ทางซ้ายของเรือนตรงข้ามห้องแม่นมและเยื้องห้องนายหญิง
หลังจากที่แม่นมจิวพาเดินรอบเรือนพร้อมสั่งงานไปพลางนางก็ปล่อยเขากลับเรือนนอนก่อนเพื่อเก็บของก่อนจะให้เขาออกไปอีกทีตอนมือเย็นซึ่งก็ต้องกินเพียงลำพังเพราะนางจะไปกินเป็นเพื่อนนายหญิง
“เห้ออ…นึกว่าได้อยู่ที่ใหม่จะมีเพื่อนเสียอีกเห้อ” เซิ่งหยางอดจะพูดตัดพ้อออกมาไม่ได้เขาทิ้งตัวนอนบนเตียงไม้เล็กเก่าพร้อมยกขาไขว้กันเอามือก่ายหน้าผากมองเพดาน พลางถอนหายใจไม่หยุด
เดิมทีเขาเป็นเพียงเด็กในอารามที่ไต้ซือช่วยเหลือไม่ให้ต้องเร่ร่อนก่อนที่ฮูหยินผู้เฒ่าซูจะเมตตาสงสารรับมาอยู่ที่จวนเพราะสงสารในโชคชะตาตอนนั้นเขาดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่เพราะคิดว่าเข้าไปอยู่ในจวนสกุลใหญ่สูงศักดิ์คงได้พบเจอเรื่องดีโอกาสดีแน่ แต่ที่ไหนได้เพียงไม่กี่วันเขาก็ต้องมาอยู่ที่ห่างไกลกับสตรีสองคนและยังไม่รู้เลยว่านายหญิงที่แม่นมเรียกเป็นใครหน้าตาเช่นไรและที่สำคัญไยนางถึงถูกส่งมาอยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้
แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวไม่เข้าใจเขาจึงสลัดมันออกจากหัว แล้วลุกขึ้นนั่งกวาดตามองเรือนนอนของตนอย่างสนใจห้องนอนของเขาถึงจะเล็กและเก่าแต่ก็เป็นส่วนตัวไม่เหมือนที่จวนสกุลซูที่และอารามที่ต้องนอนรวมกับคนแปลกหน้าเครื่องเรือนทั้งหมดทำจากไม้เนื้อแข็งที่ถึงเก่ามีฝุ่นเกาะแต่ก็ยังดูแข็งแรงน่าจะใช้งานได้อีกหลายปี เมื่อเห็นว่าห้องยังดูสกปรกและรกเด็กหนุ่มร่างสูงจึงลุกขึ้นเก็บกวาดทำความสะอาดห้องนอนส่วนตัวห้องแรกของตนอย่างตั้งใจจนถึงมื้อเย็น
สายตาภูมิใจมองห้องนอนของตนที่จัดเก็บอย่างดีก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เตียงพร้อมกับลูบฟูกหนานุ่มผืนใหม่ที่แม่นมจิวเอามาให้แล้วยิ้มกว้างก่อนจะทิ้งตัวลงนอนพลางคิดอะไรเรื่อยจนคลายจะเริ่มง่วงจึงลุกไปดับเทียนแล้วล้มตัวนอนอีกครั้ง
ทว่าผ่านไปนานกว่าครึ่งก้านธูปเขาที่คิดว่าง่วงนอนกลับไปอาจข่มตาหลับลงได้กายใหญ่พลิกตะแคงดูอีกครั้งพร้อมหลับตาแน่นสงบจิตข่มใจให้นอนแต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจข่มใจหลับลงได้หูของเขาได้ยินเสียงไผ่สีกันดังหวีดหวิววังเวงทั้งเสียงสกุณาไม่รู้ว่าเป็นนกอะไรที่ร้องก้องมาไม่หยุด จากที่ไม่กลับก็เริ่มกลัวทั้งที่ตอนอาศัยอยู่ที่อารามก็ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้
เสียงพลิกกายท่ามกลางความมืดดังอยู่หลายครั้งก่อนเขาจะพลิกตัวนอนหงายคิดว่าหากไม่ยอมหลับอีกก็จะไม่นอนแล้วระหว่างนั้นเสียงนกยังคงร้องลั่นก้องป่า ลมพัดแรงทำประตูหน้าต่างส่งเสียงแอ๊ด อ๊าดไม่หยุดจนขนในกายลุกซู่อย่างห้ามไม่อยู่เปลือกตาหนาหลับแน่นกว่าเก่าพร้อมนึกถึงบทสวดที่เจ้าอาวาสเคยสอนทว่าเสียงลมพัดแรงด้านนอกกลับยิ่งทวีความแรงจนบานประตูห้องนอนของเขาสั่นส่งเสียงดังกึกกักทำเขาที่จะนอนก็นอนไม่หลับตัดสินใจลืมตาขึ้น
อ้ากกก
ว้ายยย
นั่นท่านอื้อออจ๊วบ จ๊วบบ จุ๊บบ
‘อร้าปากเด็กหนุ่มหวานไม่น้อยจริงๆ’