โดยไม่ทันรู้ตัว ทั้งสองขี่ม้าเข้ามาในป่าแห่งหนึ่งแล้ว แสงเรื่อของตะวันชิงพลบส่องกระทบใบไม้ดั่งเคลือบด้วยสีทองหนึ่งชั้น
จ้าวเสวี่ยสวินนำอยู่เบื้องหน้า เรือนร่างในอาภรณ์ขาวควบอาชาไนยสีดำ ช่างสง่างามมีชีวิตชีวา จางเอ่อร์ขี่ม้าขาวตามหลังไม่ห่างกาย
“คิดไม่ถึงว่าน้องหญิงจะมีทักษะขี่ม้าช่ำชองเพียงนี้”
“พี่ชายพูดเป็เล่นแล้ว เื่ขี่ม้าเป็เสด็จพ่อสอนพวกข้าด้วยตนเองตอนเสด็จแม่ยังมีชีวิตอยู่ สวินเอ๋อร์ย่อมไม่มีทางลืมเลือน เพราะนั่นเป็ความทรงจำที่ข้ามีความสุขมากที่สุด”
เสวี่ยสวินควบม้ามุ่งไปข้างหน้า สลัดความอึดอัดคับข้องยามอยู่ในรั้ววังทิ้ง ในใจช่างปลอดโปร่งโล่งสบาย
ครั้นเอ่ยถึงจยาฮูหยินพระมารดา นางก็นึกถึงเื่ราวบางอย่างขึ้นมา ั์ตาสุกใสปกคลุมด้วยชั้นละอองน้ำเบาบาง ทว่าไม่นานเื่ราวในใจเหล่านี้ก็ถูกขัดจังหวะด้วยโลกภายนอก
จู่ๆ จางเอ่อร์ก็ได้ยินความเคลื่อนไหวผิดปกติบางอย่างในป่า มีเสียงดังสวบสาบ เสวี่ยสวินเองก็ได้ยินแล้วเช่นกัน ทว่าต่อมาไม่ทันได้มีเวลาขบคิด ลูกธนูเกาทัณฑ์หลายดอกก็พุ่งเข้ามาหานาง
ลูกศรคมกริบเ่าั้แผ่รังสีเย็นเยือกน่าหวาดหวั่น ยามนี้กำลังจะพุ่งแทงร่างบอบบางของจ้าวเสวี่ยสวิน!
“สวินเอ๋อร์!” จางเอ่อร์สีหน้าแปรเปลี่ยนฉับพลัน ร้อนใจดั่งไฟสุม สะบัดเชือกบังเหียนถลันเข้ามา นึกโกรธตัวเองที่เว้นระยะห่างกับนางไกลเกินไป ไม่อาจใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างไปหาได้ในทันที หากองค์หญิงสวินเป็อะไรไป ต่อให้เขาตายก็ยากจะมอบคำอธิบายแก่จ้าวอ๋องได้
โดยไม่รู้ตัว ขณะที่ทุกอย่างเป็ไปตามสัญชาตญาณ หัวใจอันโดดเดี่ยวเ็าของเขาหลอมละลายลงช้าๆ เริ่มขยับเข้าใกล้นาง ประกายแสงในแววตาลึกล้ำกระเพื่อมไหวน้อยๆ ความรู้สึกหลากหลายปนเปซับซ้อนอย่างบอกไม่ได้อธิบายไม่ถูก เจือแฝงด้วยความปวดใจระคนเอ็นดู
เสวี่ยสวินคิดจะเบี่ยงหลบ กลับมีบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งดึงนางลงจากหลังม้าแ่เบา กอดร่างบางในอ้อมแขน บุรุษผู้นั้นวรยุทธ์เลิศล้ำ ท่วงท่าแปรเปลี่ยนดุจเมฆเคลื่อน พานางหลบเลี่ยงลูกธนูอย่างง่ายดายไร้ร่องรอยาเ็
เป็ครั้งแรกที่เสวี่ยสวินถูกบุรุษอุ้มกอดไว้เช่นนี้ รู้สึกเพียงหัวใจในอุราเต้นตึกตัก ลืมอันตรายเมื่อครู่ไปชั่วขณะ สายตามองสำรวจบุรุษผู้นี้อย่างละเอียด
ครั้นเห็นคนผู้นี้บุคลิกท่าทางองอาจห้าวหาญ ดวงตามีั์ตาดำซ้อนคู่ก็อดประหลาดใจไม่ได้
ชายชุดดำหลายคนโจมตีเข้ามาทางพวกเขา เวลานี้จางเอ่อร์เองก็ตามมาทันแล้วเช่นกัน คนทั้งสามรับรู้เข้าใจตรงกันอย่างคาดไม่ถึง
จางเอ่อร์กับบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นล้วนเป็ยอดฝีมือร่ำเรียนวรยุทธ์ กระบวนท่ากระบี่พลิกเปลี่ยนหมื่นพันในเวลาเพียงชั่วอึดใจ เผชิญหน้ากับคนชุดดำเ่าั้ไม่นานก็จับตัวพวกเขาไว้ได้อย่างง่ายดาย
ชั่วขณะต่อสู้สังหาร จ้าวเสวี่ยสวินหลบอยู่ด้านหลังจางเอ่อร์อย่างระมัดระวัง ป้องกันเหตุสุดวิสัย จางเอ่อร์ประทับใจกับความรอบคอบระวังตัวนี้ของนาง
“ใครส่งพวกเ้ามา หากไม่พูด ตายสถานเดียว!” จางเอ่อร์ถามซักผู้เป็หัวหน้าคนชุดดำ บังอาจลอบโจมตีเสวี่ยสวินเช่นนี้ โทสะเขาพลันเดือดพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ั์ตาเย็นเยือกดุจบึงน้ำลึก
ทว่าในเวลาเพียงพริบตา คนชุดดำเ่าั้กลับกลืนยาพิษที่ซ่อนไว้ในซอกฟัน ฆ่าตัวตายยกกลุ่ม ยอมตายแต่ไม่ยอมปริปากเอ่ยแม้คำเดียว!
ชั่วเวลาเดียวคนชุดดำทั้งหมดก็จบชีวิตลงในป่า ยากจะตรวจสอบต้นเหตุที่มาของเื่ราว
เวลานี้ในป่าเหลือเพียงคนทั้งสามสลับกันมองหน้า จางเอ่อร์มองดูบุรุษแปลกหน้าผู้นั้น ลอบคะเนในใจ คนผู้นี้ฝีมือเก่งกาจ มิใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน
ดวงตาเรียวยาวของเขาหรี่ลง เอ่ยถามด้วยท่าทีระวังตัว “เ้าเป็ใคร”
บุรุษร่างสูงใหญ่ประสานมือคารวะพร้อมเอ่ยตอบ “ผู้น้อยเป็คนซย่าเซียง กำลังตามหาคนเลยบังเอิญผ่านมาทางนี้ ข้าเห็นคนกำลังจะทำร้ายแม่นางท่านนี้จึงยื่นมือเข้าช่วย”
จ้าวเสวี่ยสวินพินิจผู้มีบุญคุณที่เป็วีรบุรุษช่วยเหลือโฉมงามท่านนี้อีกครั้ง คนผู้นี้ร่างสูงใหญ่กำยำ หว่างคิ้วแววตาดูไม่ธรรมดา มีกลิ่นอายองอาจห้าวหาญอย่างนายทหารชั้นสูง ผู้มีั์ตาดำซ้อนคู่ล้วนแต่เป็กษัตริย์อำมาตย์ขุนพล[1]!
เสวี่ยสวินแย้มรอยยิ้ม “ขอบคุณจอมยุทธ์น้อยที่ช่วยเหลือ ยังดีเป็แค่ความวุ่นวายฉากหนึ่ง มิทราบท่านพักอยู่ที่ใดของเมืองซิ่นตู วันหน้าพวกข้าจะไปเยี่ยมเยือนคารวะขอบคุณเป็อย่างดี”
บุรุษผู้นั้นตอบกลับด้วยท่าทางผึ่งผาย “แม่นาง ยุทธภพยึดมั่นคุณธรรมน้ำมิตร มิจำเป็ต้องเอ่ยขอบคุณ เซี่ยงจี๋ขอตัวลา”
วาจานี้เสวี่ยสวินได้ยินแล้ว รู้สึกเพียงในใจพลันสั่นสะท้าน เห็นชายหนุ่มกำลังจะผละจากไปจึงะโเรียกรั้งเขาไว้อย่างคาดไม่ถึง เอ่ยถามด้วยความดีใจอย่างสุดแสน “เซี่ยงจี๋ ท่านบอกว่าท่านคือเซี่ยงจี๋อย่างนั้นหรือ...”
ดวงตาสุกใสของนางเบิกกว้าง จับจ้องชายหนุ่มตรงหน้านิ่งมิเอ่ยคำ เื่ราวในอดีตมากมายฉายชัดขึ้นในสมอง...
‘เซี่ยงจี๋ ช่างเป็ชื่อที่คุ้นเหลือเกิน!’
…
เชิงอรรถ
^ นัยน์ตาดำซ้อนคู่ คือ รูม่านตาที่มีลักษณะพิเศษ มีสองรูม่านตาในตาข้างเดียว รูม่านตาปกติจะเป็นรูปวงกลม แต่นัยน์ตาดำซ้อนคู่มีลักษณะเป็นรูปอนันต์ (∞) ตามความเชื่อจีนถือเป็นนรลักษณ์ของนักปราชญ์ผู้มีบุญญาธิการ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนที่มีลักษณะเช่นนี้คือฌ้อปาอ๋องหรือฉู่ป้าหวาง ขุนศึกยุคปลายราชวงศ์ฉิน