พอฉันเอาพริกกับกระเทียมลงกระทะคนที่อยู่ในครัวต่างจามกันถ้วนหน้า รวมทั้งเว่ยเชิงทังที่เดินมาดูสถานการณ์
“เป็อาหารที่ร้อนแรงมาก...ฮัดเช่ย!”เขาจามใส่แขนเสื้อฉันม้วนแขนเสื้อแล้วรัดไว้ตามคำแนะนำของคนครัวก็โดนน้ำมันหมูกระเด็นใส่ แถมไม่มีแขนเสื้อมาอุดจมูกจนจามด้วยอีกคนฉันใส่ไก่ลงในกระทะแล้วเทซีอิ๊วกับเครื่องปรุงสารพัดอย่างตามแต่จะคว้าได้และหวังว่ามันจะไม่เค็มเกินไปจากนั้นก็ตักซุปโครงไก่ใส่ไปหนึ่งทัพพีเพื่อเพิ่มความอูมามิ ผัดให้แห้งก็ใส่กะเพรา(?)ลงไปผัดแบบเร็วๆแค่ให้พอเหี่ยว จากนั้นก็ตักใส่จาน
“เสี่ยวจู เอาไก่มาเลย”ฉันกวักมือเรียกเขา เจินจูยื่นชามไก่ให้ฉันเหมือนเด็กนักเรียนส่งการบ้านให้ครูเขาทำได้ดีทีเดียวสำหรับคนที่ดูเหมือน(และน่าจะ)ไม่เคยจับเนื้อสัตว์ดิบเลยในชีวิตนี้แม้จะมีก้อนๆ บ้างแต่แป้งก็เคลือบไก่ไว้อย่างสวยงาม
“ท่านเรียกเราว่าเสี่ยวจู”เขาพูดปนหัวเราะ
“ตลกเหรอ...?”
“เปล่า มันทำให้ท่านดูสนิทกับเรามากขึ้น”เขาพูดก่อนจะเดินถอยหลังออกจากครัว ฉันค้อนเขาทีหนึ่ง เพิ่มน้ำมันในกระทะก่อนจะทอดไก่
น้ำมันหมูมีจำกัด ฉันเลยต้องพลิกไก่ไปมาและต้องให้คนครัวช่วยหรี่ไฟเมื่อไก่สุกถึงเอาใบกะเพราปริศนาที่เหลือใส่ลงไปทอดให้กรอบเป็ผัดกะเพราไก่กรอบกะเพรากรอบ ฉันจำได้เลยว่าครั้งแรกที่ได้ยินเพื่อนสั่งเมนูนี้ฉันต้องหันไปถามว่าสั่งอะไรของเอ็งวะ?
ทำกับข้าวเสร็จก็ได้เวลานั่งกิน
“กรอบจริงๆ เพิ่งเคยทานอะไรกรอบเช่นนี้”เว่ยเชิงทังท่าทางจะถูกใจกะเพราไก่กรอบกะเพรากรอบของฉันมากเจินจูกินอย่างเดียวไม่พูดไม่จาตามปกติ ละสายตาแป๊บเดียวไข่ก็หายไปทั้งฟองแล้วฉันยิ้มแก้มปริเมื่อเห็นว่าทุกคนชอบ
ไก่กรอบนอกนุ่มใน กะเพราทอดกรอบกำลังดีกะเพราไก่ชิ้นก็กลมกล่อมไม่เค็ม เป็อานิสงส์ของซุปที่ใส่ไปตัวเนื้อไก่นุ่มหนึบสมเป็เนื้อไก่บ้านมีกระดูกและเอ็นปนมาด้วยทำให้เคี้ยวกรุบกำลังดีไข่ดาวก็หอมกลิ่นซีอิ๊วและกากหมูที่ติดมากับน้ำมันหมูที่ใช้ ไข่ขาวกรอบไข่ดาวสุกไม่คาว ข้าวสวยร้อน ชีวิตนี้ยังจะเอาอะไรอีก ฉันอดชื่นชมฝีมือตัวเองไม่ได้
เว่ยเชิงทังดื่มน้ำบ่อยแสดงว่ามันคงเผ็ดสำหรับเขาเจินจูพึมพำว่า ‘แซ่บ’ คำเดียวก่อนจะกว้านข้าวใส่ปากจนหมดถ้วยฉันเลยต้องเร่งกินไม่อย่างนั้นโดนคนอื่นแย่งหมดแน่
ถึงบอกว่าไม่ต้องเอาอะไรแล้วแต่ฉันยังนึกถึงบางสิ่งที่ชวนคิดถึงอย่างมาก เพราะฉันไม่ได้ดื่มมานานทั้งที่ก่อนหน้านี้ฉันดื่มมันในความถี่แบบวันเว้นวันเครื่องดื่มที่ช่วยมอบพลังงานเวลาเพิ่งเรียนเสร็จตอนบ่ายหรือเวลารู้สึกเหนื่อยๆ...
“อยากดื่ม...ชานมไข่มุก”
“อ๊ะ เห็นท่านเคยบ่นก่อนหน้านี้”เจินจูหันมองฉัน ส่วนเว่ยเชิงทังเลิกคิ้ว
“มันคืออะไรหรือ?”
ฉันอ้ำอึ้งไม่รู้จะอธิบายชานมไข่มุกอย่างไรจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากเจินจู
“มันเป็ชานมที่ใส่แป้งต้ม”
“ชาที่ใส่แป้งต้ม...แล้วตักรับประทาน?”
“เปล่า เอ่อ... ดื่มต่างหาก”เจินจูมองหน้าฉัน แล้วก็กลับไปพูดกับคู่สนทนาต่อ “มันเป็ชาใส่นมและแป้งต้มใส่น้ำแข็งให้เย็น แล้วก็ดื่มทั้งอย่างนั้น”
“...น่าสนใจมาก น้ำแข็งในเครื่องดื่ม...”เว่ยเชิงทังกระดกน้ำแก้เผ็ด ปกติเขาไม่ทานเผ็ดหรือไรเห็นในครัวมีพริกฉันก็นึกว่าเขาจะชอบ
“ถ้าท่านอยากรับประทานชานมไข่มุกก็ทำเองเสียสิ”เจินจูพูดต่อ “โลกนี้ไม่มีบริษัทประกัน ข้าพเ้าก็เปิดมันเสียเอง”
“แต่ฉันทำ...”ฉันกำลังจะบอกว่าไม่เคยทำชานมไข่มุก แต่คิดไปคิดมา มันจะยากขนาดนั้นเลยเหรอ?ชาเราก็มี นมอาจจะมี ไข่มุกก็เป็แป้งที่ผสมกับน้ำตาลแล้วเอาไปต้มถ้าลองทำเองอาจจะยุ่งยากสักหน่อย แต่ไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้
เจินจูอ่านสีหน้าฉันออกและยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ท่านอยากลิ้มลองหรือไม่ เว่ยเกอเกอ?”เจินจูเริ่มกระบวนการป้ายยาอีกฝ่าย เว่ยเชิงทังหัวเราะและบอกว่าตามใจพวกเราเด็กหนุ่มผมขาวจึงถามต่อ “ละแวกนี้มีผู้ขายนมซึ่งไว้ใจได้หรือไม่?”
“นมสดเกรงว่าอาจหายาก มีเพียงซวนไหน่”เว่ยเชิงทังกล่าว “แต่เราถามไถ่ได้”
“ซวนไหน่?” ฉันถามเจินจูด้วยสายตาเขาบอกว่ามันคือโยเกิร์ต รสชาติเปรี้ยวๆ และเหลวพอจะดื่มได้“เอามาใส่ชานมคงรสชาติปะแเล่มๆ เนอะ”
“เราก็ว่าอย่างนั้น”
พอติดเื่หัวใจสำคัญของชานมอย่างนมพวกเราเลยคุยเื่อื่น เจินจูชักประเด็นเข้าเื่ภาพของหลงเซีย
“เท่าที่ฟังท่านทั้งสองก็รวบรวมได้เกือบครบทุกภาพที่เรารู้จักแล้ว”เว่ยเชิงทังกล่าวก่อนจะจิบชาอีกหนึ่งอึก
“เกือบ?” ฉันทวน
“เกือบ เพราะอีกภาพหนึ่งเราเพิ่งได้ข่าวจากมิตรสหายท่านหนึ่งว่ามันถูกมอบให้หวงตี้เสียแล้ว การจะนำ...ไม่สิการจะเข้าชมเห็นทีจะเป็เื่ยาก”
“มันอยู่ส่วนไหนของวัง?ถ้าหากตกแต่งในส่วนรับแขก...”
“เราไม่ทราบแน่ชัด แต่ฟังจากสหายเหมือนว่าอยู่ที่วังหลัง”
ฉันกับเจินจูมองหน้ากันอยู่กับคนธรรมดายังพอหาทางได้ แต่นี่เล่นไปอยู่วังหลังที่ลึกลับซับซ้อนไม่มีผู้ใดย่างกราย ศูนย์รวมสตรีงามจากทั่วทั้งแผ่นดิน...
เราจบมื้ออาหารด้วยบรรยากาศค้างคาเช่นนั้นฉันกับเจินจูออกมาเดินข้างนอกขณะเว่ยเชิงทังไปเตรียมต้อนรับพวกเราในศาลากลางสวน
“ถ้าฉันไปเป็นางสนมล่ะ?”ฉันเสนอขึ้นมาเล่นๆ ปกติในนิยายก็มีเยอะไปที่นางเอกเข้าวังด้วยสาเหตุบางประการบางทีก็เื่ปากท้องบางทีก็เพราะเป็สาวตระกูลขุนนางที่ต้องถูกส่งตัวไปคัดเลือกที่วังอยู่แล้วถ้าฉันเข้าไปเป็นางสนมในวังก็อาจมีโอกาสสืบเื่ภาพนั้นแม้จะอยู่ในวังหลังก็ตาม
“ไม่เอา!”เจินจูพูดเสียงเข้มจนฉันสะดุ้ง
“ใหมด”
“...” เขาหยุดเดิน สีหน้าเครียดขึงผิดวิสัย“เราไม่อยากให้ท่านเอาตัวเองเข้าวังเพราะเื่แบบนั้น”
“เื่แบบนั้นอะไร?นั่นคือเดิมพันการกลับบ้านของเราเลยนะ!”
“แล้วถ้า...!”เขาพูดได้แค่นั้นก็กัดปาก ลดเสียงพูดลงจนแทบเป็กระซิบ“ถ้าเกิดผิดพลาดแล้วท่านต้องอยู่ในที่แบบนั้นไปชั่วชีวิต แล้วหากท่านเป็นางสนมของหวงตี้จริงๆแล้วถ้าเขาอยากจะ...”
ฉันต่อประโยคให้จบในหัวแล้วก็นิ่วหน้า
“มันก็จริง แต่...เขาไม่มีทางหันมาสนใจฉันหรอก สนมก็มีเยอะแยะ ฉันก็ไม่ได้หน้าตาดีขนาดนั้นอย่างมากคงเป็ได้แค่เด็กรับใช้สนมคนอื่น”
“ถ้าท่านเข้าไปแล้ว เราก็ไม่รู้จะพาท่านออกมายังไงวังหลังน่ะเข้าได้ไม่มีออก แย่งกันเป็คนแรกที่คลอดลูกชายถ้าไม่ได้เป็สนมระดับสูงๆ ก็ไม่ได้สุขสบายอย่างที่คิด หรือท่านชอบชีวิตแบบนั้น?จะบอกให้ว่ามันไม่เหมือนอยู่บ้านหนงเซียนเซิงหรอกภรรยาสี่นางของหนงเซียนเซิงรักกันดี แต่ในวังหลังน่ะมิตรแท้หายากยิ่ง!หากท่านทำพลาดขึ้นมา ท่านอาจตายได้เลย...”
“นายรู้ได้ยังไงน่ะ?”
“ชีวิตจริงบางทีก็มีส่วนคล้ายละครมากกว่าที่ท่านคิด”เจินจูถอนหายใจ “เรามีโอกาสได้อ่านจดหมายที่ส่งออกมาจากวังหลังความเป็อยู่ที่นั่นไม่ได้ยากลำบากแต่ก็เป็กรงขังที่ไม่มีทางออกเหมือนกับปลาที่ได้แต่อยู่ในตู้จนตายเพื่อนที่เรารู้จักสมัยเด็กเข้าวังตอนอายุสิบหกไม่นานก็ถูกทำโทษจนเสียชีวิตโดยไม่มีใครช่วยนางได้”
“...” ฉันกัดปาก“แต่มันต้องมีวิธีเข้าไปแล้วกลับมาสิ”
“ถึงท่านจะคิดอย่างนั้นก็เถอะการที่ท่านเสนอจะเข้าวังหลังมันไม่ต่างอะไรกับการขายร่างตัวเองเป็ค่าผ่านทางกลับโลกเดิมของเรา...ทางออกมัน...”
“ฉันโอเคจริงๆ!ก็บอกแล้วไงว่าอย่างมากคงได้เป็แค่เด็กรับใช้”
“แต่เราไม่โอเค!”ใบหน้าเจินจูเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดง “ท่านไม่รู้สึกอะไร แต่ท่านไม่คิดถึงหัวอกเราบ้างเลยหรือ?ถึงเราจะพูดทีเล่นทีจริงว่าท่านเป็ภรรยาก็เถอะ แต่ใจจริงของเราคือ ท่านเป็คนสำคัญ...คนเดียวที่เราสามารถพูดด้วยได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรคนเดียวในโลกที่เข้าใจจุดยืนของเรา... ท่านคิดว่า... ท่านคิดจริงเหรอว่าเราจะปล่อยท่านไปเสี่ยงอันตรายในสถานการณ์ที่เราทำอะไรไม่ได้เช่นนั้น?”
“...เจินจู...”
เขาหันหน้าหนีแล้วก้าวฉับๆจนฉันต้องรีบตาม
“เจินจู...ขอโทษ...!”
“ท่านพูดว่าเราทำอะไรไม่ปรึกษาท่านแต่ท่านก็ช่วยเห็นใจเราบ้าง” เขาใช้แขนเสื้อถูใบหน้าเร็วๆ ก่อนหันกลับมาดวงตากับจมูกเขาแดงเรื่อ “ท่านช่วยตระหนักหน่อยเถอะว่ามีคนตรงนี้เห็นว่าท่านสำคัญ”
คำพูดเขาทำฉันหน้าร้อนวูบ
สำคัญเหรอ...
“...ฉันขอโทษ เมื่อกี้ฉันแค่พูดเล่นฉันจะไม่เสนอแผนบ้าๆ แบบนั้นแล้ว” ฉันพูดก่อนจะยืดอก“หลังจากนี้ต้องหาทางเข้าไปสืบด้วยวิธีอื่นสินะ วิธีที่ไม่เสี่ยงเกินไปสำหรับเราทั้งสองคน”
เจินจูถอนหายใจและคลี่ยิ้ม
“ถ้าท่านมีความคิดดีๆเรายินดีรับฟังและทำให้มันเป็จริง”