บทที่ 9
มาตรฐานความงามฉบับหวงโฮ่ว
“เ้าเสียสติไปแล้วหรือเสวี่ยฮุ่ยิ่”
ลี่กุนจวิ้นเฉินในชุดสีเหลืองทองแทบจะลุกขึ้นยืนจากโต๊ะทำงานหลังจากได้ยินความคิดบ้าบิ่นดังออกมาจากเสวี่ยฮุ่ยิ่หวงโฮ่วผู้มีความพิสดารแตกต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไป
ทางฝั่งเสวี่ยฮุ่ยิ่กลับไม่สะทกสะท้านนางยังคงสนุกสนานอยู่กับภาพวาดของตนเองพลางพูดไปเรื่อย
“ท่านอย่าบอกข้าว่าท่านไม่เบื่อกรงทองอันเก่าแก่แห่งนี้ราชวงศ์มีมานานกี่ร้อยปีแล้ว พบเจอแต่ภาพเดิม ๆ ทุกวัน จะให้พูดว่าพอใจแล้วก็พูดได้มิเต็มปากในเมื่อพวกเรานั้นถูกขังอยู่ในรั้วเดียวกันแล้ว เหตุใดยังจะต้องตีกรอบให้ตนเองอยู่แต่กับสภาพเดิม ๆ ตลอดไปด้วยเล่า”
“ถ้าแค่ข้ากับเ้าคงไม่มีปัญหาใด แต่สิ่งที่เ้าคิดมันไม่ได้เป็แค่เื่เราสองคน...”
“ก็แค่ทั้งวังหลัง”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบพร้อมรอยยิ้มส่วนมือก็สะบัดพู่กันจนสีน้ำสาดกระจายไปทั่วผืนผ้าใบเพิ่มให้ภาพท้องฟ้าดูงดงามราวกับมีดวงดาวประกายระยิบระยับ
“เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าไท่โฮ่วจะมาร่วมงานนี้กับเ้าด้วยน่ะ”
“ข้ารู้ถึงผลักดันให้เื่มันบานปลายอย่างไรเล่า วังหลังข้า กฎของข้าแม้แต่ท่านก็ไม่มีสิทธิ์”หวงโฮ่วคนงามย้ำเตือนหวงตี้อีกครั้งด้วยน้ำเสียงเรียบลื่น
เป็เขาเองที่ขอร้องให้นางอยู่ข้างกายในฐานะหวงโฮ่วทั้งที่นางสามารถหนีออกไปจากวังวนแห่งกรงทองได้
และก็เป็เขาเองที่มอบอำนาจวังหลังไว้ในกำมือของนาง
“ฮุ่ยิ่สถานการณ์ของเ้าใน่นี้ยังไม่ค่อยเหมาะที่จะทำเื่เอิกเกริกนะ”
พูดคุยถูกคอกันได้ไม่กี่คำจู่ ๆ ลี่กุนจวิ้นเฉินก็ดึงเื่เคร่งเครียดมาให้ทั้งสองจมอยู่กับความคิดอีกครั้งรอยยิ้มบนใบหน้าคมสวยของเสวี่ยฮุ่ยิ่จางลงเล็กน้อยเมื่อพิจารณาตามถ้อยคำที่เขาพูดถึงแต่ความกลัวที่ผ่านเข้ามาก็หายไปในเร็วพลัน เมื่อนางปรับเปลี่ยนความคิด
“ชีวิตหนึ่งช่างสั้นนักเหตุใดจะต้องกังวลอยู่แต่กับเื่ในอนาคต จนลืมที่จะดูแลตนเองในปัจจุบัน”
“หากไม่วางแผนอนาคตเช่นนั้นเราจะรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ข้าเป็หวงตี้ย่อมต้องวางแผนเพื่อให้ราษฎรอยู่กันอย่างสงบสุขและที่สำคัญคือคนข้างกายข้าต้องไม่เดือดร้อน”
ในที่สุดเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็เริ่มหันไปสนใจลี่กุนจวิ้นเฉินดวงตาหงส์คู่งามดำขลับ เต็มไปด้วยความรู้สึกลึกลับที่ไม่อาจคาดเดาความคิดได้
“ท่านคิดว่าบิดาของกุ้ยเฟยนั้นมีกำลังคนสนับสนุนมากมายเพียงใด”
“แล้วเหตุใดเ้าเปลี่ยนจากเื่ของตัวเ้าไปเป็กุ้ยเฟยได้เล่า”
“ตอบข้ามาก่อน”
“ถ้าหากที่ชงซานสืบมาข้าพอจะทราบว่าขุนนางเกินครึ่งล้วนแล้วแต่เคารพนับถือใต้เท้าจิ่น ...เหตุใดถึงถาม”
“เขาเป็คนของข้าหากสถานการณ์เลวร้ายขั้นสุดจริง ๆ อย่างไรตระกูลจิ่นก็หนุนหลังข้า” เสวี่ยฮุ่ยิ่ยกถ้วยชาร้อนมาเป่าเบา ๆ หลังจากตอบคำถามของลี่กุนจวิ้นเฉิน
แม้นางจะมาจากต่างแดนไร้ซึ่งคนสนับสนุนในวังหลวง แต่ใช่ว่านางจะไม่สั่งสมบารมีจากข้างนอกวังหลวงการที่นางรับจิ่นเลี่ยนลี่ผู้มีชื่อเสียงย่ำแย่เข้าวังหลวงดันจนนางกลายมาเป็กุ้ยเฟย ลบภาพลักษณ์ด้านลบไปจากตระกูลจิ่น มีหรือใต้เท้าจิ่นเฟิงหนานจะไม่ซาบซึ้งและด้วยความสัมพันธ์อันดีระหว่างนางกับกุ้ยเฟยย่อมทำให้ชายชราผู้นั้นเข้าข้างนางยามตกยากแน่นอน
จะกำจัดหวงโฮ่วย่อมต้องกำจัดหมากเสียก่อน เมื่อไรที่ขาดนางไป สตรีที่งามอย่างร้ายกาจเช่นกุ้ยเฟยย่อมถูกคนรอบข้างปองร้ายจนเสียตำแหน่งไปในท้ายที่สุด
ใต้เท้าจิ่นไม่มีทางนิ่งดูดายปล่อยให้เกิดเื่เช่นนั้นเป็แน่
“เ้าไปเกี่ยวข้องกับตระกูลจิ่นั้แ่เมื่อไรกัน”ลี่กุนจวิ้นเฉินหรี่ตาลงจับผิด
“ก็ั้แ่ที่ข้าชุบเลี้ยงจิ่นเลี่ยนลี่อย่างไรเล่านางมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะใคร ท่านอย่าลืมสิ หากไม่ได้ข้าป่านนี้นางก็คงถูกตราหน้าว่าเป็ปีศาจจิ้งจอกไปแล้วอีกอย่างชื่อเสียงตระกูลจิ่นเองคงจะแปดเปื้อนไปไม่น้อยข้าช่วยล้างมลทินและฟื้นฟูชื่อเสียงให้ตระกูลนั้นถึงขนาดทำให้บุตรสาวเขากลายเป็กุ้ยเฟย บุญคุณนี้คงจะลืมกันไม่ได้ง่าย ๆ”
“แล้วเ้าก็กำลังจะบอกว่าในบรรดาสนมเอกล้วนแล้วแต่เป็คนของเ้าทั้งหมดอีกอย่างนั้นสิ”
โฉมงามในชุดสีน้ำเงินเข้มหันมาทำสีหน้าใ“ท่านก็ฉลาดเหมือนกันนี่”
หากไม่นับเจาอี๋ที่ยังอยู่ในตำหนักเย็นกับซิวหรงที่ถูกกักบริเวณสนมเอกทั้งเจ็ดคนล้วนแล้วแต่อยู่ใต้บัญชาของนางอย่างเต็มตัวทุกคนต่างมีอดีตที่ไม่อาจลบล้างและไม่อาจให้อภัยแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่คือผู้ที่ทำให้สิ่งที่เป็ไปไม่ได้กลายเป็จริง
เสวี่ยฮุ่ยิ่มักช่วยเหลือคนที่ทำผิดพลาดโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆทุกคนจึงพากันเทิดทูนว่านางเป็หวงโฮ่วที่เปี่ยมด้วยเมตตาอันลึกซึ้งทว่าการช่วยเหลือคนโดยปราศจากเงื่อนไข สำหรับเสวี่ยฮุ่ยิ่คือการลงทุนซื้อใจวันนี้นางอาจยังไม่ได้อะไร แต่สักวันนางจะทวงคืนบุญคุณนั้นเอง
“ฝ่าากงกงนำป้ายชื่อมาให้ฝ่าาเลือกพ่ะย่ะค่ะ”
ชงซานเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกงกงชราผู้หนึ่งเขาถือถาดที่เต็มไปด้วยป้ายชื่อมากมายแล้วไปคุกเข่าอยู่ข้างโต๊ะทำงานของลี่กุนจวิ้นเฉินฉับพลันนั้นคนผู้เป็ใหญ่ได้หันหน้าส่งสายตาเฉียบคมมาทางเสวี่ยฮุ่ยิ่นางฉีกยิ้มท้าทายไปให้
ลี่กุนจวิ้นเฉิน พร้อมมองเขานิ่งนานด้วยสายตาคมกล้าเช่นเดียวกันหากจะให้หวงตี้บรรยาย สายตานั้นเหมือนกับว่านางได้ส่งมือล่องหนมาบีบบังคับให้เขาหยิบป้ายชื่ออย่างไม่เต็มใจ
“คืนนี้เจิ้นอยาก...”
ไม่ทันที่ลี่กุนจวิ้นเฉินจะได้พูดคำว่าพักออกมาเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็พูดกลบ
“คืนนี้ฝ่าาจะบรรทมที่ตำหนักกุ้ยเฟย”
ชงซานหันมามองปรามเสวี่ยฮุ่ยิ่แต่สตรีผู้สูงศักดิ์กลับยิ้มสุภาพ ไม่แสดงอาการหึงหวงใด ๆ ออกมา และไม่สนใจว่านางจะทำตนข้ามหน้าข้ามตาใครเพราะบุคคลภายในห้อง ไม่ว่าจะชงซาน กงกง หรือแม้แต่ลี่กุนจวิ้นเฉินต่างก็รู้ดีว่าทุกอย่างในวังหลังล้วนแล้วแต่เป็เหมือนกระดานหมากสำหรับเสวี่ยฮุ่ยิ่และพวกเขาทุกคนที่เกี่ยวข้องก็ไม่ต่างอะไรจากหมากตัวหนึ่งที่นางหยิบจับ ขยับซ้ายขวาได้ตามแต่ใจ้า
“คืนนี้เจิ้นจะไปพบกุ้ยเฟยเสียหน่อย”ลี่กุนจวิ้นเฉินรับคำอย่างว่าง่าย
“แต่ฝ่าา...”ชงซานกำลังจะเอ่ยค้าน เขาพยายามที่จะให้หวงตี้เดินแผนแข็งใจต่อหวงโฮ่วต่อไป
“ชงซานั้แ่เมื่อไรที่เ้าเข้ามายุ่งเื่หลับนอนของฝ่าา” เสวี่ยฮุ่ยิ่โพล่งขัดจังหวะการสนทนา
ลี่กุนจวิ้นเฉินมองปรามชงซานให้อยู่นิ่ง ๆ ไปก่อนในตอนนี้เขาอาจจะยอมทำตามที่เสวี่ยฮุ่ยิ่้า แต่ก็ใช่ว่าจะยอมตลอดไป
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ”ชงซานรีบกล่าวขออภัยหวงโฮ่ว
“อืม”นางพยักหน้ารับ ก่อนจะยกภาพวาดราชวังยามค่ำคืนไปวางตรงหน้าลี่กุนจวิ้นเฉิน “ฝ่าาหม่อมฉันฝากให้
ฝ่าามอบภาพนี้เป็ของขวัญให้แก่กุ้ยเฟยด้วยนะเพคะ”
เสวี่ยฮุ่ยิ่พูดจาไพเราะแต่การกระทำอุกอาจโดยไม่สนใจใคร หลังจากนางมอบหมายงานให้ลี่กุนจวิ้นเฉินเสร็จสรรพก็พาร่างสูงโปร่งของตนเองเดินจากไป โดยที่ไม่มีใครกล้าทักท้วง
สิ่งที่เกิดขึ้นในตำหนักทรงงานก็ต้องอยู่ในตำหนักทรงงาน
ชงซานรู้จักเสวี่ยฮุ่ยิ่มานานย่อมรู้ว่าการล่วงเกินกันระหว่างหวงตี้กับหวงโฮ่วนั้นเป็เื่ปกติส่วนกับกงกง... แม้เขาจะรับใช้หวงตี้แต่กลับถูกเสวี่ยฮุ่ยิ่ซื้อตัวไปั้แ่ที่นางได้รับตำแหน่งพระอัครชายาแล้ว
“เป็อย่างไรบ้างเพคะหวงโฮ่ว”
หยาเอ๋อร์เอ่ยถามหลังจากที่เสวี่ยฮุ่ยิ่เดินกลับมาถึงเกี้ยวข้างหลังนางยังเต็มไปด้วยนายทหารองครักษ์และนางกำนัลกว่ายี่สิบคนเดินออกมาส่ง
“เป็อย่างไรเช่นนั้นหรือ...”เสวี่ยฮุ่ยิ่ขยับคอที่ปวดเมื่อยไปมาขณะกล่าวเสียงเนิบช้า“ตอนนี้บนผืนน้ำอาจดูสงบ แต่ใต้น้ำนั้นกำลังมีพายุลูกใหญ่เริ่มก่อตัว...เตรียมรับแรงกระแทกไว้ให้ดี”
การที่เสวี่ยฮุ่ยิ่โดนลี่กุนจวิ้นเฉินกล่าวหาว่าเสียสตินั้นมีมูลเหตุมาจากไท่โฮ่วเนื่องจากหญิงชราผู้นั้นคิดจะยื่นมือเข้ามายุ่งกับแผนการของนางและด้วยเกียรติของหวงโฮ่วผู้แสนเมตตาเสวี่ยฮุ่ยิ่จึงยกเลิกการแข่งขันเื่ความงามทิ้งไป เพราะไท่โฮ่วคงไม่มาสนใจว่าใครหน้าตาดีกว่าใครเนื่องจากในสายตาของหญิงสูงวัยมีเพียงเต๋อเฟยเท่านั้น
เสวี่ยฮุ่ยิ่ประกาศปรับเปลี่ยนแผนการเป็ให้ทุกคนได้แสดงความสามารถของตนเองหรือจะสร้างสรรค์สิ่งที่ตนเองถนัดออกมาประกวดประขันอาจฟังดูน่าเบื่อ แต่ทุกอย่างไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น
ด้วยความที่สตรีทุกคนล้วนแล้วแต่มีความงามแตกต่างกันผู้ดำรงตำแหน่งสนมเอกขั้นสองทั้งเจ็ดมีนางเป็คนคัดสรรมาั้แ่แรกที่เลือกเข้าวังทุกคนย่อมงดงามจนยากตัดสินกันั้แ่แรกแล้วแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่ไม่อยากให้พวกนางแต่งตัวประชันกันเองในเมื่อแต่ละคนไม่เข้าใจในจุดเด่นของตนเพราะอย่างนั้นนางจึงเรียกตัวช่างตัดชุดชื่อดังเข้ามาในวังและออกแบบชุดให้กับสนมเอกทั้งเจ็ดด้วยตัวเอง
“เหตุใดหวงโฮ่วต้องตัดชุดให้สตรีเ่าั้ด้วยเพคะ”กุ้ยเฟยนั่งอยู่ริมหน้าต่างเอ่ยถามเสวี่ยฮุ่ยิ่ที่กำลังแจกแจงแบบภาพให้กับช่างตัดชุด
นี่เป็อีกวันที่กุ้ยเฟยมานั่งเล่นพูดคุยกับเสวี่ยฮุ่ยิ่แม้ค่ำคืนที่ผ่านมา กุ้ยเฟยจะอยู่กับหวงตี้แต่คนทั้งคู่ก็ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกุ้ยเฟยไม่คิดจะอวดเบ่งใครว่าตนเหนือกว่าเพียงเพราะได้รับความโปรดปรานจากหวงตี้เนื่องด้วยนางรู้ดีว่า ถ้าอยากใช้ชีวิตเหนือคนอื่น ใครกันแน่ที่ต้องประจบ
“เปิ่นกงไม่ชอบชุดที่พวกนางสวมใส่”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบทั้งไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง
“แล้วเต๋อเฟยละเพคะ”
พู่กันในมือขาวเนียนชะงักคร่อมจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มละเลงร่างแบบต่อไป
“นางไม่ใช่คนของเปิ่นกง”เสวี่ยฮุ่ยิ่ตอบออกมาเสียงเ็า
ช่างตัดชุดมีนามว่าเชี่ยวเอ๋อร์ เป็อีกคนที่เสวี่ยฮุ่ยิ่ซื้อความภักดีเอาไว้ไม่ว่าคำสนทนาใดของนาง ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ถูกเก็บเป็ความลับหมดทั้งสิ้น
“หากเป็เช่นนั้นวันงานเลี้ยงเต๋อเฟยคงจะดูหม่นแสงไปไม่น้อยเลยนะเพคะ”
กุ้ยเฟยนึกภาพตามเสวี่ยฮุ่ยิ่แล้วก็นึกสนุกเสวี่ยฮุ่ยิ่เป็หวงโฮ่วที่ชมชอบสีสันสดใสฉูดฉาดเสื้อผ้าที่นางใส่มักจะโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาได้เสมอมาในขณะที่เต๋อเฟยชอบสวมใส่เสื้อผ้าสีสันสบายตา เรียบง่ายไม่โดดเด่นส่วนเหล่านางสนมคนอื่นก็แต่งตัวตามฐานะตัวเองกันไปอาจมีบ้างที่แต่งตามความนิยมในแต่ละ่เวลาซึ่งความนิยมเ่าั้ไม่ใช่สิ่งที่หวงโฮ่วชอบเลยสักนิด
“คิดว่าไม่...นางอาจจะเป็คนที่โดดเด่นที่สุดก็เป็ได้”
แตกต่างที่สุดในกลุ่มย่อมโดดเด่นเป็ธรรมดา ทว่าเตะตาคนได้ ใช่ว่าจะดึงดูดผู้คนได้เสมอไป
“ไม่ว่าทางไหนทุกอย่างก็น่าสนใจไปหมด” กุ้ยเฟยฉีกยิ้มร้าย
หลายวันมานี้นางสนมในวังหลังล้วนแต่พากันกักตัวอยู่ในตำหนักฝึกซ้อมและเตรียมตัวแสดงความสามารถของตนยามเช้าถ้าเข้าเฝ้า พวกนางก็พากันเงียบ เมินหน้าไม่พูดจากันทำตัวเป็เหมือนแมวซ่อนเล็บกันไปหมด
“ว่าแต่วันนั้นเปิ่นกงเล่าให้เ้าฟังถึงไหนแล้วนะ”เสวี่ยฮุ่ยิ่ถามเมื่อคิดจะเล่าเื่ราวนางสนมที่ตนเองรับเข้ามาให้สนมเอกขั้นหนึ่งคนสนิทฟังต่อ
“หวงโฮ่วพูดถึงซิวอี๋ผู้ที่เป็ญาติของหม่อมฉันเองเพคะ”
“อ้อ”เสวี่ยฮุ่ยิ่พยักหน้ารับ
หลังจากที่ยื่นแบบชุดทั้งหมดไปให้กับช่างตัดชุดนางจึงย้ายไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างเพื่อรับลมยามเย็นพร้อมกับกุ้ยเฟย
“เช่นนั้นต่อไปคงเป็ซิวเยวี่ยน”
“ซิวเยวี่ยนผู้งามวิจิตรพูดน้อยและมักเก็บซ่อนตัวน่ะหรือเพคะ”
“แต่เดิมนางมีที่มา”เสวี่ยฮุ่ยิ่เงยมองท้องฟ้า มองราวกับอยากให้ทะลุขึ้นไปในดินแดนที่ไกลแสนไกล“อย่างที่เ้าทราบ นางคือบุตรสาวคนเล็กในตระกูลแม่ทัพซีผู้เกรียงไกรมีพี่ชายที่องอาจและหล่อเหลาอีกทั้งยังรักนางยิ่งกว่าใคร”
“เหตุใดสตรีที่เกิดมาในตระกูลที่เพียบพร้อมถึงอยากเข้าวังหลวงเพคะหรือบิดานางเป็ผู้ส่งนางมาเป็หลักประกันให้กับตัวเอง”
“นางเสนอตัวเข้ามาเองโดยมีเปิ่นกงเป็ผู้ชักชวน แต่เดิมแม่ทัพซีเป็ชายผู้ที่เหยียดสตรีผู้หนึ่งเขามีภรรยาและอนุมากมายเพียงเพื่อให้ตนเองมีบุตรสืบทอดวงศ์ตระกูลและบุตรที่เขา้าคือบุตรชาย หากเป็สตรีเขามักจะไม่เหลียวแลซิวเยวี่ยนเป็บุตรสาวของอนุ รูปโฉมงดงามและยังเก่งกาจดุจชายชาตรี ทว่านางไม่เคยถูกยอมรับั้แ่เด็กต้องใช้ชีวิตหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่ให้บิดาเห็นหน้ามิเช่นนั้นจะถูกต่อว่าด้วยความรังเกียจ และที่แย่ที่สุดนางเคยถูกนำไปทิ้งในป่าเมื่อตอนอายุสิบห้า ทว่านางกลับมาได้ในสภาพไร้รอยขีดข่วนข่าวลือกล่าวหาว่านางยอมให้โจรป่าข่มขืนเพื่อแลกชีวิตแต่ความจริงคือนางสังหารโจรเ่าั้ด้วยตัวเองจนหมดสิ้นถึงกระนั้นในสายตาแม่ทัพซี สตรีไม่มีทางเก่งกาจไปกว่าชายชาตรีเขาจึงคิดว่าบุตรสาวตัวเองเปื้อนราคีเปิ่นกงได้ยินข่าวเช่นนั้นจึงพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของนาง และรับนางเข้ามาในวัง”
“ช่างเป็สตรีที่น่าชื่นชมยิ่งนัก”กุ้ยเฟยตาเป็ประกาย เพราะนางเองมักชื่นชมสตรีที่ลุกขึ้นสู้ด้วยตัวเองเสมอ“แต่น่าเสียดายที่นางเกิดมาผิดเพศ มิเช่นนั้นคงได้เป็วีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่”
“แล้วใครว่าสตรีมิอาจจะเป็วีรสตรีได้เล่า”เสวี่ยฮุ่ยิ่ยิ้มน้อย ๆ“เพชรไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ยังเป็เพชร แต่ก่อนแม่ทัพซีอาจจะกดขี่ซิวเยวี่ยนแต่ดูยามนี้สิ เป็เขาเองมิใช่หรือที่ต้องก้มหัวให้นาง”
“แล้วซงอี๋ละเพคะ”
“ซงอี๋...องค์หญิงคนงามผู้ที่เมืองตนเองไม่ยอมรับในความเฉลียวฉลาด วันงานเลี้ยงครบรอบยี่สิบสองปีหวงตี้เปิ่นกงเห็นนางถูกญาติพี่น้องหัวเราะเื่ความฉลาดจึงเสนอนางไปว่าหากมาเป็นางสนมในวังของเปิ่นกงเปิ่นกงจะให้นางได้ทำทุกอย่างได้อย่างที่ใจ้าโดยที่ไม่มีใครคอยมาดูถูกเหยียดหยาม ในยามนี้นางจึงสามารถวางแผนเพื่อรับมือวิกฤตของแคว้นช่างไปได้หลายสิบปีเลยทีเดียวเพียงแต่เปิ่นกงยังไม่ให้นางนำออกมาเผยแพร่ก็เท่านั้น”
“แคว้นช่างจะมีวิกฤตหรือเพคะ”
“เจาอี๋เป็ใครเ้าก็รู้ดี”
พูดถึงเจาอี๋กุ้ยเฟยก็พอเดาเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เจาอี๋คือบุตรสาวของอัครราชทูตจากแคว้นเพ่ย การที่ส่งนางไปตำหนักเย็นอย่างไม่มีกำหนดเห็นได้ว่าบิดาของนางคงไม่ยอมอยู่เฉยมองบุตรสาวได้รับความอยุติธรรมไม่นานนักอาจไปเป่าหูหวงตี้แคว้นเพ่ยให้ผิดใจกับแคว้นช่างก็เป็ได้
“ต่อมาเป็ชงหรงคนนี้เปิ่นกงบอกเลยว่าเ้าต้องไม่เชื่อเปิ่นกงแน่”
เมื่อพูดถึงชงหรงเสวี่ยฮุ่ยิ่ก็เริ่มเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่
“ทำไมหรือเพคะ”
“เ้าเคยได้ยินข่าวลือมาบ้างหรือไม่ว่าทางตอนใต้ของแคว้นช่างมีผู้ร่ำเรียนมนต์ดำอาศัยอยู่”
“หวงโฮ่วอย่าบอกนะเพคะว่าชงหรงมาจากที่นั่น...”
เสวี่ยฮุ่ยิ่ปรบมือหนึ่งที“ใช่แล้วล่ะ และที่สำคัญ มนต์ดำที่ทุกคนหาว่าเป็ข่าวลือแท้จริงแล้วชงหรงของเราสามารถใช้วิชาเ่าั้ได้จริง ๆ ด้วยนะ”
กุ้ยเฟยหน้าซีดเผือดนางอาจจะชมชอบการที่สตรีตบตีกัน แข่งขันแก่งแย่งต่าง ๆ นานา แต่หากมีมนต์ดำเข้ามาเกี่ยวเื่ดังเช่นที่ว่ามันออกจะ...
“เ้าอย่าได้กลัวไปเลยชงหรงแค่้ามาอยู่ในวังเพื่อเข้าถึงยาสมุนไพรหายากที่ใช้ในการปรุงยาลับของนางก็เท่านั้นหากไม่มีใครไปสะกิดหางเข้า นางก็คงไม่ร่ายมนตร์ดำใส่แน่แต่เื่นี้เ้าต้องเก็บเป็ความลับขั้นสุดยอดเลยนะมิเช่นนั้นชงหรงอาจได้พบโทษปะา แบบที่เปิ่นกงก็มิอาจใช้อำนาจช่วยได้เลย”
“เพคะ”กุ้ยเฟยรับคำหนักแน่น
“ส่วนคนสุดท้ายชงเยวี่ยน”
“โอ้...หวงโฮ่วเพคะ สตรีผู้นี้เป็อีกคนที่หม่อมฉันมิกล้าเข้าใกล้ถัดมาจากซิวอี๋เลยเพคะ”
“ฮ่าฮ่า ฮ่า เ้าก็พูดเกินไป แค่เพียงนางมีนิสัยป่าเถื่อนใช่ว่าจะเป็คนไม่น่าคบหาเสมอไป... แต่เปิ่นกงจะบอกให้ก็ได้ ว่านางน่ากลัวยิ่งกว่ามนต์ดำของชงหรงอีก”
“ทำไมหรือเพคะ”
“เคยมีคดีฆาตกรรมฉาวโฉ่ที่ทางการไม่อาจสืบหาตัวคนร้ายได้นานนับสามเดือนมีสตรีเคราะห์ร้ายตายไปกว่าสิบศพ แต่ชงเยวี่ยนกลับสืบหาคนร้ายจนเจอและเปิ่นกงก็พบนางตอนที่นางกำลังจะฆ่าเ้าสัตว์เดรัจฉานผู้นั้น ด้วยความที่นาง้าจะหนีความผิดฐานฆ่าคนเปิ่นกงเองก็เห็นพ้องกับเื่ที่นางทำ จึงชวนนางเข้าวังมาเพียงแต่ก่อนเข้ามาอยู่ในวังได้รู้อดีตมาว่า นางเคยอาศัยอยู่กับมารดาที่จิตไม่ปกติทดลองการแพทย์นานาชนิดกับตัวเองและกับนาง จนเมื่อมารดาทิ้งไปนางยังถูกชุบเลี้ยงต่อด้วยบุรุษจิตผิดปกติอีกคนที่พยายามลวงหลอกจิตใจให้นางหลงรักเขา กว่าจะหนีออกมาจากวังวนนั้นได้ก็แทบแย่และเพราะชีวิตเจอแต่อะไรแย่ ๆ นางจึงมักดื่มสุราดับความกังวล”
กุ้ยเฟยอ้าปากค้างไม่ว่าราชวงศ์ไหนจะรับผู้หญิงของหวงตี้เข้าวังย่อมต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดแต่หวงโฮ่วผู้นี้ไม่รู้ใช้วิธีใดกันถึงได้ข้ามขั้นตอนเ่าั้มาโดยไม่มีผู้ใดทักท้วงแล้วแต่ละคนที่เข้ามาในวังก็ไม่มีทีท่าเหมือนสตรีที่จะแย่งสามีกันเองแต่ราวกับพวกนางมาเป็ลูกหนี้บุญคุณหวงโฮ่วทั้งสิ้น
ถ้ากล่าวกันตามตรงคนที่ควรมีอาการหึงหวงควรจะเป็หวงตี้ผู้น่าสงสารเขาเป็ชายที่ไม่เคยเอ่ยปากว่าอยากรับนางสนมในเมื่อเขาเคยประกาศออกมาแล้วว่าชายาของเขามีเพียงคนเดียวคือเสวี่ยฮุ่ยิ่แต่เหมือนหวงโฮ่วกลับไม่รู้จักพอ นางรับสตรีอื่นเข้ามาเรื่อย ๆ ภายใต้หน้ากากของหวงโฮ่วผู้มีเมตตาโดยไม่สนใจความรู้สึกของหวงตี้แม้เพียงนิด
สตรีเจ็ดคนนี้ยังเป็แค่ส่วนหนึ่งในวังหลังยศต่ำไปกว่านั้นยังมีอีกหลายคนที่เสวี่ยฮุ่ยิ่รับเข้ามาเองส่วนอีกครึ่งเป็คนที่ไท่โฮ่วเสนอเข้ามา
แต่ช่างน่าเสียดายที่คนของไท่โฮ่วมีเพียงแค่เต๋อเฟยเท่านั้นที่เชิดหน้าชูตาได้สูงสุด
“มีสตรีคนไหนของหวงโฮ่วที่ไม่มีวี่แววจะกลายเป็ฆาตกรบ้างเพคะ”
คำถามของกุ้ยเฟยค่อนข้างน่าขบขันแต่เสวี่ยฮุ่ยิ่กลับคิดหนักและคำตอบก็ทำให้กุ้ยเฟยคิดอยากจะหนีออกจากวังหลังเป็ครั้งแรกในชีวิต
เสวี่ยฮุ่ยิ่ใช้นิ้วชี้ที่มีปลอกเล็บสีทองแตะปลายคางพร้อมทั้งเอียงคอตอบ...“ไม่มีนะ”