งานแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย
เมื่อเทียบกับความหรูหราฟู่ฟ่าของเหล่าลูกหลานตระกูลใหญ่ที่มักจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนยาวเหยียด งานแต่งของฉู่ชิวไป๋ก็นับว่าเรียบง่ายเกินไปจริงๆ เดิมทีเขาและเหวินอินตกลงกันไว้ว่าจะไม่จัดพิธีการใดๆ แต่เพราะทนแรงกดดันจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่ไหว สุดท้ายจึงจำยอมจัดงานเลี้ยง โดยเชิญเพียงญาติและเพื่อนสนิทไม่กี่คนมาร่วมเป็สักขีพยานเท่านั้น
แต่ดั่งคำกล่าวที่ว่า 'ยามมั่งมีแม้อยู่กลางป่าลึก ญาติมิตรก็ยังดั้นด้นมาหา' นับประสาอะไรกับตระกูลฉู่ที่สั่งสมความมั่งคั่งมาถึงสี่รุ่น ซึ่งแม้จะเอ่ยปากเชิญเฉพาะคนกันเอง จำนวนแขกก็ยังมากกว่างานรวมญาติแบบยกโขยงมาทั้งตระกูลของครอบครัวทั่วไปหลายเท่า
ระบบรักษาความปลอดภัยของโรงแรมถูกรับผิดชอบโดยบริษัทรักษาความปลอดภัยชื่อดังระดับโลก ซึ่งให้คำมั่นกับฉู่ชิวไป๋อย่างแข็งขันว่าแม้แต่แมลงวันสักตัวก็บินเข้ามาไม่ได้
แต่สิ่งที่ฉู่ชิวไป๋กังวลจริงๆ นั้นไม่ใช่แมลงวันที่ไหน แต่เป็ฉู่เจียงไหลผู้ซึ่งเดิมทีควรจะต้องไปร่วมประชุมสำคัญที่เมืองอื่น แต่กลับยอมทิ้งงานและยังคงรั้งอยู่ที่เจียงฮู่เพื่อร่วมงานแต่งของเขาตามสัญญา
เมื่อเทียบกับเ้าบ่าวที่อดนอนมาทั้งคืน สีหน้าของฉู่เจียงไหลกลับดูดีกว่าตอนที่เขาเพิ่งกลับมาจากอเมริกามาก เขาถือแก้วแชมเปญเดินทักทายพูดคุยกับแขกที่มาร่วมงานอย่างเป็กันเอง
จนกระทั่งถึงตอนที่เหวินอินปรากฏตัว ฉู่ชิวไป๋ถึงกับเผลอระแวงไปชั่วขณะว่าฉู่เจียงไหลจะสาดแชมเปญใส่หน้าเ้าสาวเข้าให้จริงๆ
เขามักรู้สึกเสมอว่ารอยยิ้มของฉู่เจียงไหลนั้นซ่อนคมมีดเอาไว้ และมั่นใจว่าเมื่อพ้นสายตาผู้คน รอยยิ้มนั้นจะเลือนหายไปกลายเป็แววตาอาฆาตมาดร้ายซึ่งจ้องมองไปยังเ้าสาวอย่างไม่ต้องสงสัย
หากพวกเขากำลังใช้ชีวิตอยู่ในนิยายสืบสวนสอบสวน แล้วเ้าสาวเกิดหายตัวไปหลังแต่งงาน ฉู่เจียงไหลจะต้องตกเป็ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน
แต่ในความเป็จริง ฉู่เจียงไหลไม่ได้แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรือทำอะไรเกินเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเผชิญหน้ากับเ้าสาวที่แต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างงดงาม เขากลับเอ่ยปากชื่นชมตามมารยาทอย่างว่าง่าย หนำซ้ำยังปรบมือตามจังหวะที่พิธีกร้าไปพร้อมๆ กับแขกคนอื่นเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศได้อย่างแเี กลายเป็ฉู่ชิวไป๋เองที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดทั้งงาน
ตอนที่เ้าบ่าวต้องกล่าวความรู้สึก พิธีกรเรียกเขาถึงสามครั้ง แต่เขาก็ยังไม่รู้ตัว ร้อนถึงเหวินอินที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องคอยยิ้มและช่วยแก้สถานการณ์ให้
ฉู่เจียงไหลนั่งห่างออกไปไม่ถึงห้าเมตร เขาสวมชุดสูทที่ตัดเย็บอย่างประณีต นั่งอยู่ที่โต๊ะญาติสนิทแถวหน้าสุด และด้วยความ 'หวังดี' ของพวกผู้ใหญ่ ข้างกายเขาจึงมีลูกสาวคนเล็กของนักการเมืองคนสำคัญที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันนั่งอยู่ข้างๆ กัน
ด้วยรูปลักษณ์อันโดดเด่นเหนือใคร ทำให้ฉู่เจียงไหลดูเป็คนเข้าถึงยากอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องมาอยู่ภายใต้แสงไฟในสถานที่แบบนี้ เขาก็ยิ่งดูห่างเหินกว่าปกติหลายเท่า แต่คุณหนูผู้มีบุคลิกไม่ธรรมดาคนนั้นกลับสลัดภาพลักษณ์ที่ถูกร่ำลือว่าพูดน้อยและหยิ่งยโสทิ้ง เป็ฝ่ายชวนฉู่เจียงไหลพูดคุยไม่หยุด ซึ่งเขาก็ตอบคำถามของเธอทุกประโยคด้วยความอดทน พร้อมรอยยิ้มตามมารยาททางธุรกิจ
ขณะที่กำลังพูดอยู่บนเวที เขาเผลอสบตากับอีกฝ่ายหลายครั้ง และทุกครั้งฉู่เจียงไหลก็จะพยักหน้าให้ด้วยท่าทีสุภาพ ราวกับน้องชายที่ร่วมยินดีกับการแต่งงานของพี่ชายอย่างจริงใจ
ฉู่ชิวไป๋แสร้งทำทีเป็มองผ่านอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วอาศัยความจำอันเป็เลิศเอ่ยบทพูดซึ้งกินใจที่เหวินอินเป็คนร่างขึ้นมาโดยไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว โชคดีที่น้ำเสียงติดจะเ็าของเขานั้น ช่วยลดความเลี่ยนของถ้อยคำที่ดูปรุงแต่งจนเกินไปให้ฟังดูอบอุ่นและจริงใจมากขึ้น จนแขกหลายคนถึงกับน้ำตาซึม
หานรุ่ยฉินที่นั่งอยู่ทางซ้ายมือของฉู่เจียงไหลมองขึ้นไปบนเวทีด้วยดวงตาเอ่อคลอ ซึ่งแววตาอันตื้นตันใจของผู้เป็แม่นั้น ทำให้ฉู่ชิวไป๋รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
การโกหกคำโต เล่นละครตบตาญาติมิตรที่หวังดีและอยากให้เขามีความสุขอย่างจริงใจโดยที่พวกเขาไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลยแบบนี้... ช่างเป็เื่ที่ไม่น่าให้อภัยจริงๆ
แต่เขาไม่มีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว จะว่าเห็นแก่ตัวหรือโง่เขลาก็ตามที ถือซะว่าเขาเป็ลูกอกตัญญูที่หลงผิดไปก็แล้วกัน... เพราะความรักที่สมหวังและอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปจนแก่เฒ่ามันหายาก ความผิดหวังหรือการเลือกทางเดินผิดๆ ต่างหากที่เป็เื่ปกติของชีวิต
ไฮไลท์อีก่ของงานคือตอนที่เหวินเจี้ยนปิน พ่อของเหวินอินประกาศเื่น่ายินดีเื่ที่สอง
"ผมขอขอบคุณทุกท่านจากใจจริงที่มาร่วมงานมงคลของลูกสาวผม..." หลังจากกล่าวคำขอบคุณตามมารยาทไปชุดใหญ่ เหวินเจี้ยนปินที่ดื่มไปไม่น้อยก็แบ่งปันข่าวดีกับทุกคนด้วยความตื่นเต้น "ที่มากันวันนี้ก็ล้วนแต่เป็คนกันเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผมไม่ขอปิดบัง วันนี้ตระกูลฉู่และตระกูลเหวินมีเื่มงคลซ้อนมงคล! ผมเหวินเจี้ยนปินกำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็คุณตาแล้วครับ!"
สิ้นเสียงประกาศ ทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยงก็ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี
ทว่า คู่บ่าวสาวบนเวทีกลับยืนตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
เหวินอินหันไปมองฉู่ชิวไป๋ด้วยใบหน้าซีดเผือด และพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน เพราะพวกเขานัดแนะกันไว้แล้วว่าอายุครรภ์เพิ่งจะสองเดือนกว่า การประกาศออกไปโต้งๆ ตอนนี้ ทั้งผิดธรรมเนียมและผิดข้อตกลงเดิมของทั้งสองบ้าน
แตกต่างจากเหวินอินที่ยังคงฝืนยิ้มอยู่ สีหน้าของฉู่ชิวไป๋เริ่มเคร่งขรึมลง เขาเม้มปากพลางปรายตามองไปยังแม่ของตัวเอง ก็เห็นหานรุ่ยฉินที่ได้รับเชิญให้ขึ้นมาบนเวที และยืนอยู่ทางซ้ายของเหวินเจี้ยนปินกำลังยิ้มแย้มปรบมือไปพร้อมกับแเื่ด้วยความยินดี ไม่มีท่าทีใหรือขุ่นเคืองเลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าพวกผู้ใหญ่ตกลงกันลับหลังเรียบร้อยแล้วว่า ในเมื่อหน้าท้องที่นูนออกมาและรูปร่างที่อวบอิ่มขึ้นของเหวินอินนั้นปิดยังไงก็ไม่มิด แทนที่จะปล่อยให้คนเอาไปนินทาลับหลัง สู้ประกาศข่าวดีอย่างสง่าผ่าเผยกลางงานแต่งไปเลยดีกว่า
พ่อตาที่ยืนอยู่หน้าไมโครโฟนโบกมือเรียกบริกรที่รอจังหวะอยู่แล้วให้นำแชมเปญมาสองแก้ว เหวินเจี้ยนปินหยิบไปถือเองแก้วหนึ่ง และส่งอีกแก้วให้ฉู่ชิวไป๋ แม้ไม่อยู่ในคิวที่ซักซ้อมกันไว้ แต่เขาก็ต้องรับมาอย่างจำใจ
เหวินเจี้ยนปินพยักหน้าให้เขาอย่างพึงพอใจ ก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า "ผมไม่มีลูกชาย ต่อไปลูกเขยคนนี้ก็เปรียบเสมือนลูกชายแท้ๆ ของผม"
ขณะกำแก้วแชมเปญแน่นจนฝ่ามือชื้นเหงื่อโดยไม่ทราบสาเหตุ เขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาั้แ่เช้า แอลกอฮอล์ในมือกับรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหมายของพ่อตาทำให้เขารู้สึกหน้ามืดตาลายขึ้นมาดื้อๆ
ความกล้าที่จะดิ้นรนต่อต้านเหมือนถูกสูบหายไปจนหมดเกลี้ยง เขา้าพลังใจเพื่อประคับประคองให้แผนการที่เหลวไหลนี้ยังคงดำเนินต่อไป จึงเผลอหันไปมองใบหน้าฉู่เจียงไหลโดยไม่รู้ตัว
ฉู่เจียงไหลนั่งอยู่ด้านล่างเวทีในบริเวณที่แสงส่องไม่ถึง ทำให้แสงสลัวตกกระทบใบหน้าที่หล่อเหลาแต่เย็นเยียบ
วันนี้เขาเซตผมอย่างประณีต ผมหน้าม้าสีดำสนิทนุ่มสลวยถูกจัดทรงเปิดหน้าผากอย่างไร้ที่ติ จนฉู่ชิวไป๋รู้สึกแปลกตา แม้จะเป็ฉู่เจียงไหลคนเดิม แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่คนที่เขาคุ้นเคยอีกต่อไป
ถึงอย่างนั้น ฉู่ชิวไป๋ก็ยังชอบฉู่เจียงไหลตอนเพิ่งตื่นนอนมากกว่า ชอบเส้นผมยุ่งเหยิงที่ตกลงมาปรกหน้าผากอย่างไม่เป็ระเบียบ และยิ่งถ้าอีกฝ่ายี้เีไปตัดผม ปอยผมเ่าั้ก็จะยาวจนบดบังดวงตาสวยๆ คู่นั้น จนเขามักจะอดใจไม่ไหว ต้องยื่นมือไปปัดให้เสมอ และทุกครั้งฉู่เจียงไหลก็จะมองกลับมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับต้อนถามเขาว่า "พี่ชอบตาของผมมากใช่ไหมครับ?"
หากตอนนั้นฉู่ชิวไป๋กล้าพอที่จะก้าวข้ามความรู้สึกและหน้าด้านขึ้นมาอีกสักนิด ฉู่เจียงไหลก็คงจะได้ยินความในใจของเขา 'ใช่ ฉันชอบดวงตาของนายมาก แต่ฉันชอบตัวนายมากกว่านั้นอีก' เมื่อฉู่เจียงไหลได้ยิน อีกฝ่ายคงจะหัวเราะอย่างได้ใจปนเขินอายแล้วโถมตัวเข้ามากอดเขา อ้อนวอนว่า 'พูดอีกรอบซิครับ' ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกกอดแน่นอาจจะแกล้งทำเป็เ็าแล้วตอบกลับไปว่า 'ของดีมีแค่ครั้งเดียว' หรืออาจจะทนลูกตื๊อของอีกฝ่ายไม่ไหวจนใจอ่อนยอมพูดซ้ำอีกครั้ง แต่สุดท้ายริมฝีปากนุ่มๆ ของฉู่เจียงไหลก็จะทาบทับลงมาปิดปากที่เม้มแน่นด้วยความขัดเขินของเขาอยู่ดี...
บางครั้ง ฉู่ชิวไป๋ก็เก็บเื่พวกนี้ไปฝัน แต่เป็มันฝันดีที่หาได้ยาก ส่วนใหญ่มักจะเป็ฝันร้ายซะมากกว่า และต่อให้ฝันดีแค่ไหน ตราบใดที่ไม่ใช่ความจริง สุดท้ายก็ต้องตื่นมาพบความจริงอยู่ดี
เหวินเจี้ยนปินชูแก้วเหล้าแล้วกล่าวคำพูดตามมารยาทอีกหลายประโยค สุดท้ายก็เอียงปากแก้วไปทางฉู่ชิวไป๋แล้วพูดว่า "ขอแค่ชิวไป๋ยินดี ตำแหน่งประธานของคังทงกรุ๊ปในอนาคตจะเป็ของลูกเขยคนนี้แต่เพียงผู้เดียว!"
พูดจบ เขาก็กระดกเหล้าจนหมดแก้ว ภายในห้องเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกมัดมือชกด้วยคำอวยพรทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ ภายใต้สายตาเย็นเยียบจนถึงขีดสุดของฉู่เจียงไหลที่กำลังจับจ้องมา เขายกแก้วขึ้นและกลั้นใจดื่มแชมเปญเย็นเฉียบรวดเดียวจนหมด
.
.
งานแต่งงานที่ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป็เพียงการดองกันทางธุรกิจจบลงท่ามกลางดอกไม้และเสียงปรบมือที่ดังอย่างไม่ขาดสาย แเื่ต่างก็อดชื่นชมทั้งฉู่ชิวไป๋และฉู่เจียงไหลไม่ได้ สองพี่น้องคู่นี้ช่างมีจุดเด่นและศักยภาพเฉพาะตัวกันคนละแบบ
ฉู่เจียงไหลก้าวเข้ามารับตำแหน่งอย่างรวดเร็ว บริหารงานได้อย่างเหนือชั้น ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีเขาก็สามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง กลายเป็ผู้กุมอำนาจอย่างแท้จริง ส่วนฉู่ชิวไป๋ ลูกชายสายตรงของตระกูลฉู่ผู้จืดจางที่ใครๆ ต่างก็คิดว่าหมดหวังในการสืบทอดกิจการไปแล้ว จู่ๆ กลับแต่งงานแบบสายฟ้าแลบ คว้าลูกสาวกลุ่มทุนการแพทย์ใหญ่มาครอง
ดูท่าแล้ว กิจการอันใหญ่โตของตระกูลฉู่จะตกเป็ของใครนั้น ก็ยังไม่อาจรู้ได้
***
ปกติฉู่ชิวไป๋เป็คนคอแข็งมาก ต่อให้ดื่มเหล้าแค่ไหนหน้าก็ไม่แดง แต่เพราะเป็ศัลยแพทย์ที่กินข้าวไม่ตรงเวลาเป็กิจวัตร กระเพาะอาหารของเขาจึงไม่ค่อยแข็งแรง จนมักจะปวดท้องจนตื่นขึ้นมากลางดึกบ่อยๆ... ฉู่เจียงไหลจึงสั่งห้ามเขาดื่มเด็ดขาด
เคยมีครั้งหนึ่งที่เขาเผลอดื่มวิสกี้ไปไม่กี่แก้วในงานเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงาน พอกลับไปถึงบ้านก็โดนอีกฝ่ายใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างทรมานจนเขาแทบไม่ได้นอนทั้งคืน
ั้แ่นั้นมาเขาก็ยิ่งดื่มน้อยลงไปอีก
แต่วันนี้ ในฐานะเ้าบ่าว ฉู่ชิวไป๋ไม่มีข้ออ้างที่จะปฏิเสธ อีกทั้งเขาเองก็กำลัง้าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์มาช่วยสลัดความขี้ขลาดและความลังเลใจที่หลงเหลืออยู่เช่นกัน เขาอยากเมา ้าความกล้าที่จะหลีกหนีจากความเ็ป ้าการปลอบประโลม เพียงพอให้เขาก้าวต่อไปในเส้นทางนี้ได้โดยไม่หันหลังกลับ
ดังนั้น มือของฉู่ชิวไป๋จึงแทบไม่เคยว่างจากแก้วเหล้าเลยตลอดทั้งงาน เขาดื่มไม่ยั้ง แม้จะถูกฉู่เจียงไหลจ้องเขม็ง แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับไปมองเลยสักครั้ง
หันกลับไปมองก็ไม่มีความหมาย การตัดใจไม่ได้คือความอ่อนแอ ความอาลัยอาวรณ์คือความโง่เขลา เมื่อต้องยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างอดีตกับอนาคต ในงานแต่งงานนี้ เขาไม่ควรลังเลเพ้อฝันอีกต่อไป
ฉู่ชิวไป๋หวาดกลัวแต่ไม่อยากเคียดแค้น เพราะสำหรับเขาฉู่เจียงไหลไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น อีกฝ่ายเคยมอบความหวัง ความรัก และความกล้าหาญ เป็ทั้งยารักษาาแและเจลลบรอยแผลเป็ให้เขา เป็เหมือนคลังสมบัติที่มอบทุกสิ่งที่เขาปรารถนาแต่ไม่กล้าแม้แต่จะไขว่คว้า
ฉู่เจียงไหลเป็คนที่มอบโอกาสให้เขาได้ฝัน ใช้ความชอบที่ดู 'สมจริง' มาทำให้ชีวิตที่จืดชืดของเขาได้ััความสุขที่ทำให้หัวใจเต้นแรง
...
"ชิวไป๋... ฉู่ชิวไป๋?"
ท่ามกลางแสงเงาที่ไหววูบ ฉู่ชิวไป๋ค่อยๆ หันไปอย่างเชื่องช้า สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของเหวินอินที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "คุณไม่เป็ไรนะ?"
"ไม่เป็ไร" เขาพยายามเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ "ผม...ไม่เป็ไร"
"แต่คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลยนะคะ แถมยังดื่มไปเยอะ—"
"เหวินอิน" ฉู่ชิวไป๋ขัดขึ้นด้วยแววตาเลื่อนลอย ใบหน้าเริ่มซีดเผือด แต่เขาก็ยังยืนกรานคำเดิม "ขอบคุณนะ แต่ผมไม่เป็ไรจริงๆ"
แขกขี้เมากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเข้ามาขอชนแก้วไม่หยุดหย่อน คนพวกนี้ส่วนใหญ่เป็เพื่อนของเ้าสาว เหวินอินที่ดื่มได้แค่น้ำผลไม้ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก เธอทำได้แค่ประคองเขาไปนั่งลงบนเก้าอี้แล้วยัดขวดน้ำแร่ใส่มือ
"คุณดื่มน้ำหน่อยนะคะ จะได้สร่าง"
ฉู่ชิวไป๋นั่งมึนงงอยู่บนเก้าอี้ ราวกับเด็กประถมที่จู่ๆ ก็ถูกดึงตัวออกมาจากแถวออกกำลังกายตอนเช้าแบบไม่ทันตั้งตัว เขามองเงาที่ไหววูบของผู้คนรอบตัวอย่างไม่รู้ว่าต้องทำยังไงต่อไปดี
"โอ้โห เ้าบ่าวของเราเมาซะแล้ว! เ้าสาวเป็ห่วงใหญ่เลยนะ!" เสียงแซวดังขึ้น "วันนี้ต่อให้จะโชว์หวานกันแค่ไหน หมาโสดอย่างพวกเราก็ทำได้แค่นั่งทนรับชะตากรรม! แต่ครั้งหน้าไม่เอานะ!”
"ได้ยินมานานแล้วว่าชิวไป๋คอแข็งมาก วันนี้มาเห็นกับตา สมคำร่ำลือจริงๆ! เหวินอิน... เธอไม่ต้องห่วงหรอก ดูจากสีหน้าแล้ว ชิวไป๋ยังซัดเหล้าขาวได้อีกเป็ขวดๆ แน่นอน!"
ขวดน้ำแร่ถูกดึงออกไป แทนที่ด้วยแก้วเหล้าขาวดีกรีแรงที่ไม่รู้ว่าไปสรรหามาจากไหน
ฉู่ชิวไป๋มองแก้วอย่างลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกขึ้นจรดปาก แต่ยังไม่ทันที่ลิ้นจะแตะขอบแก้ว หลังมือของเขาก็ถูกใครบางคนกดเอาไว้
"เขาดื่มต่อไม่ได้แล้ว"
เป็มือที่สวยมาก... นิ้วเรียวยาว ข้อนิ้วไม่ปูดโปนจนเกินงาม เล็บก็ตัดแต่งจนสะอาดสะอ้าน อุณหภูมิจากปลายนิ้วที่ค่อนข้างต่ำส่งผ่านมาที่หลังมือโดยตรง ฝ่ามือนั้นจับข้อมือของฉู่ชิวไป๋ไว้อย่างอ่อนโยน แต่ก็แฝงไปด้วยความแข็งกร้าวและมั่นคง
"นี่มันคุณชายรองแค่ในนามของตระกูลฉู่นี่นา" มีเสียงซุบซิบดังขึ้น "เขานี่แหละ คนที่กุมอำนาจตัวจริงในตอนนี้"
ฉู่ชิวไป๋ที่กำลังมึนไม่ได้ยินเสียงซุบซิบพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความงุนงง เมื่อเทียบกับว่าอีกฝ่ายเป็ใคร เขาอยากรู้มากกว่าว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้จับมือเขาไม่ยอมปล่อย
"เลิกดื่มได้แล้วครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงความไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด จนบรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดลงทันตา ไม่มีใครกล้าเข้ามาคะยั้นคะยอให้ฉู่ชิวไป๋ดื่มอีก
คนคนนี้ดูเหมือนกำลังโมโห แต่ฉู่ชิวไป๋รู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้โมโหเขา เพราะถึงแม้ข้อมือจะถูกจับไว้แน่น แต่มันกลับไม่เจ็บเลยสักนิด ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เขาเผยนิสัยส่วนตัวออกมา ฉู่ชิวไป๋ส่ายหน้าอย่างดื้อดึงแล้วเถียงกลับไป "แต่ฉันอยากดื่ม"
"ต่อให้อยากดื่มก็ไม่ได้" ถึงแม้จะไม่ได้ตะคอก แต่น้ำเสียงนั้นก็ไม่มีแววผ่อนปรนเช่นกัน
บรรดาญาติฝั่งเ้าสาวที่ยืนอยู่ห่างออกไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำปากขมุบขมิบพูดคุยกันเบาๆ "ไม่ใช่ว่าสองคนนี้ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ กันหรอกเหรอ? ไหนว่าไม่ถูกกัน? หรือเขากะจะมาหาเื่?"
"ได้ข่าวว่าฉู่เจียงไหลอารมณ์ร้าย แถมวิธีการก็โเี้ขึ้นชื่ออีกด้วย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะใช้โอกาสนี้ทำอะไรสักอย่างเพื่อเล่นงานพี่ชายก็ได้"
"ใครจะไปรู้ล่ะ รอดูกันไปก่อนเถอะ"
แต่ทุกคนเดาผิดถนัด
ฉู่เจียงไหลที่จู่ๆ ก็คว้าข้อมือฉู่ชิวไป๋ไว้ ดูเหมือนไม่ได้คิดจะทำอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ยื่นมือเข้ามาช่วยพี่ชายที่เมาจนจำน้องชายตัวเองไม่ได้แล้วเท่านั้น
เขาหันไปพูดกับแขกที่พยายามจะผลัดกันเข้ามามอมเหล้าฉู่ชิวไป๋ด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความดุดัน "วันนี้พอแค่นี้เถอะครับ กระเพาะเขาไม่ดี ถ้าเกิดเป็อะไรขึ้นมาพวกคุณจะชดใช้ให้ผมไหวเหรอ?"
เสียงของเขาไม่ดังมากนัก แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนหมาป่าที่กำลังแยกเขี้ยวหวงของ รอยยิ้มบนหน้าก็ไปไม่ถึงดวงตา ฉายแววอำมหิตอย่างชัดเจนจนน่าขนลุก
ไม่รู้ทำไม เหวินอินถึงกลัวเขาอยู่ลึกๆ พอเห็นหน้าเขาทีไรก็อดตึงเครียดไม่ได้ เธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็หัวขโมยที่แอบฉกอัญมณีล้ำค่าที่เ้าของรักนักรักหนา แล้วถูกจับได้คาหนังคาเขา
"เจียงไหล เพื่อนๆ ฉันแค่ล้อเล่นน่ะ ชิวไป๋เขา—"
"หาอะไรกินรองท้องหน่อยไหมครับ?" ฉู่เจียงไหลเมินคำพูดของเธอ ก้มลงคุยกับฉู่ชิวไป๋ที่กำลังทำหน้างงๆ "หรือจะขึ้นไปพักผ่อนข้างบน? ผมให้คนเปิดห้องไว้ให้แล้ว"
ฉู่ชิวไป๋ตอนเมากลับว่าง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ เขานั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้ เงยหน้ามองฉู่เจียงไหลอย่างเหม่อลอย...
เป็ครั้งแรกของคืนนี้ที่ทั้งคู่สบตากันโดยที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้น ใบหน้าพวกเขาอยู่ใกล้กันจนฉู่เจียงไหลเห็นเงาตัวเองสะท้อนในดวงตาคู่นั้น เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อหักห้ามใจไม่ให้ก้มลงไปจูบริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นและแวววาวของพี่ชายสุดที่รักต่อหน้าเ้าสาวและธารกำนัล
ฉู่ชิวไป๋มองมือสวยๆ คู่นั้นดึงแก้วเหล้าออกไป แล้วใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่แก้มของเขา
"พี่น่าจะเหนื่อยมากแล้ว ไปนอนพักนะ ดีไหม?" เ้าของนิ้วถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
ดีไหมงั้นเหรอ?
สมองที่รวนเพราะความเมาของฉู่ชิวไป๋ประมวลผลไม่ทัน เขาเหมือนวิทยุพังๆ ที่รับสัญญาณขาดๆ หายๆ จนทุกอย่างผิดเพี้ยนไปหมด
เ้าของนิ้วแม้จะอ่อนโยนแต่ดูเหมือนไม่ค่อยมีความอดทน เมื่อเห็นเขาไม่ตอบ อีกฝ่ายก็ยื่นมือมาบีบคางเขาเบาๆ
ฉู่ชิวไป๋เกลียดการถูกจับคางที่สุด เขาขมวดคิ้วแล้วเบี่ยงหน้าหนี พึมพำปฏิเสธอย่างหนักแน่น
"อย่า"
แต่อีกฝ่ายยังคงไม่ยอมแพ้ ปลายนิ้วนั้นยังคงไล้ไปตามสันกรามของเขาอย่างแ่เบา พลางถามว่า "ทำไมล่ะ?"
ฉู่ชิวไป๋อ้าปากเล็กน้อย แต่พูดอะไรไม่ออก
เมื่อเขาไม่ตอบ นิ้วที่บีบคางก็ออกแรงมากขึ้น ััที่น่ารังเกียจนี้กระตุ้นความทรงจำที่เลวร้ายให้ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
น้ำเสียงที่บิดเบี้ยวและแข็งทื่อราวกับหุ่นยนต์ดังกึกก้องอยู่ในหัว 'งั้นขอถามคุณชายใหญ่ว่าถ้าเปลี่ยนเป็ถูกผู้ชายเอา คุณจะสนใจไหม?'
คืนนี้ ฉู่เจียงไหลจินตนาการถึงฉากที่ตัวเองถูกปฏิเสธไว้เป็ร้อยแบบ แต่ไม่เคยคิดว่าปฏิกิริยาของฉู่ชิวไป๋จะเป็แบบนี้
ทันทีที่ถูกเชยคาง ฉู่ชิวไป๋ก็ปัดมือเขาออกอย่างแรง ก่อนจะยกมือปิดหู หลับตาแน่น และเม้มปากราวกับกำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
การถูกปฏิเสธอย่างชัดเจน ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวฉู่เจียงไหลให้พลุ่งพล่าน
พี่ชายสุดที่รักของเขาเปรียบเสมือนตึกโดนไฟไหม้ที่ปิดตายทางหนีทุกช่องทาง ไม่ยอมเหลือทางรอดให้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ไม่เป็ไร... เพราะประสบการณ์ในการเอาตัวรอดจากความตายและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็โอกาสนั้น ฉู่เจียงไหลมีเหลือเฟือ