มหาศึกห้าแผ่นดิน

    ตอนที่ 42 ฝ่าค่ายกลจักรวาลแปดทิศ

    ราเชนมอบธูปเคารพศพให้กับฮูหยินเจ้าเมือง ซึ่งนางเคารพศพของพี่ชายก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมา  ทำให้ทั้งหมดที่ดูต่างก็โศกเศร้าไปกับนาง คุณหนูใหญ่เองจึงต้องไปปลอบประโลมนาง ทั้งๆ ที่ตนเองน่าจะเสียใจมากกว่านางที่เสียบิดาไป

    จนกระทั่งทำพิธีเสร็จ ฮูหยินเจ้าเมืองก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ แล้วคุณหนูใหญ่ก็ได้เชิญราเชนเข้าไปในห้องส่วนตัว   โดยมีฮูหยินเจ้าเมือง คุณหนูใหญ่ และราเชนเพียงสามคนเท่านั้น

    “ ที่ข้าเรียกท่านมา ก็เพราะมีเรื่องอยากให้นักพรตน้อยช่วยเหลือ” ฮูหยินเจ้าเมืองเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

    “ ข้า?”

    “ ใช่ ท่านมาจากสำนักฉางซานใช่หรือไม่?”

    “ ใช่แล้ว เขาคือนักพรตอู๋ติ้ง ศิษย์น้องนักพรตอู้จิ้ง”

    ราเชนได้แต่พยักหน้าเออออ ตามไปด้วย

    “ ดี ถ้าเช่นนั้น ท่านคงเป็นศิษย์ของ ท่านนักพรตอู๋จื่อเต้าด้วยใช่ไหม”

    ราเชนถึงกับมึนงงไปชั่วขณะเขาเองไม่เคยได้ยินชื่อนักพรตอู๋จือเต้าแม้แต่น้อย

    จนกระทั่งมีเสียงกระซิบของนายท่านสี่ เอ่ยขึ้นมาว่า

    “ นักพรตอู๋จื่อเต้า เป็นอาจารย์ของนักพรตอู๋ติ้ง และเป็นเจ้าสำนักฉางซานคนก่อนปัจจุบันได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน”

    ราเชนจึงได้พูดออกไปทันทีว่า

    “ ตอนที่ท่านอาจารย์เสีย ข้ายังเด็กนัก”

    “ ถ้าเช่นนั้นไม่ทราบว่า ท่านพอจะมีวิธีเข้าค่ายกลจักรวาลแปดทิศของ อาจารย์ท่านได้หรือไม่”

    “ ค่ายกลจักรวาลแปดทิศ?”

    ราเชนถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง

    “ ท่านอาหญิง ท่านนักพรตน้อยยังเด็กนัก เขาคงไม่รู้จักค่ายกลจักรวาลแปดทิศอย่างแน่นอน ขนาดศิษย์น้องของท่านนักพรตอู๋จื่อเต้าเอง ยังไม่สามารถเข้าไปได้เลย”

    “ ก็จริง เฮ้อ น่าเสียดาย ค่ายกลนี้ถูกท่านนักพรตอู๋จื่อเต้า วางเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้าไปในสุสานของตระกูลหานได้ มีเพียงท่านพี่คนเดียวเท่านั้นที่พอจะรู้วิธี แต่ท่านกลับถูกลอบสังหารเสียก่อน เลยไม่ทันได้บอกใคร  ในสุสานของตระกูล มีที่เก็บคลังสมบัติ ในนั้นมีทั้งอาวุธและเสบียง และ ยังมีของมีค่าอีกมากมาย หากนำออกมาใช้ได้ เมืองหานของเราคงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้”

    ราเชนได้ฟังเรื่องของมีค่า ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันที รีบเอ่ยว่า

    “ เอ่อ. เรื่องค่ายกลจักรวาลแปดทิศข้าก็พอเรียนมาบ้างเล็กน้อย หากฮูหยินต้องการ ข้าพร้อมที่จะช่วยดูให้ก็ได้”

    “ จริงหรือนี่ ดีหากท่านรู้วิธีเข้าค่ายกลจักรวาลแปดทิศได้ ข้าจะมอบทองคำให้ท่าน 1 ล้านเหรียญ เลย”

    1 ล้านเหรียญ !  ราเชนได้แต่ฝันหวานขึ้นมา เพราะเขาแน่ใจว่า ผีนายท่านสี่จะสามารถช่วยให้เขาติดต่อกับ ผีเจ้าเมืองหานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น ว่าเขาต้องผ่านค่ายกลจักรวาลแปดทิศได้ไม่มีปัญหา

    “ ถ้าเช่นนั้น พวกเรารีบไปกันเลยเถอะ อี้หลันเจ้าพักผ่อนที่นี่ไม่ต้องไป ข้าได้จัดกำลังเฝ้าดูแลพวกเจ้าแล้ว พรุ่งนี้กองกำลังเหล่านี้จะไปส่งเจ้าจนถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย”

    คุณหนูฟงอี้หลัน ได้แต่พยักหน้า แล้วหันมาเอ่ยกับราเชนสองต่อสองว่า

    “ ท่านนักพรตน้อย หากท่านทำงานให้ท่านอาหญิงสำเร็จ ข้าหวังว่า ท่านจะเดินทางไปเมืองหลวงพร้อมกับพวกเรา”

    คุณหนูใหญ่เกรงว่า พอราเชนได้เงินทองมากมายแล้ว กลัวว่าจะทอดทิ้งพวกนางไป

    “ คุณหนูใหญ่วางใจ ข้าต้องกลับมา พาพวกท่านกลับเมืองหลวงอย่างแน่นอน”

    แม้ว่าราเชนจะได้ทองคำ 1 ล้านเหรียญ แต่ว่าเขาต้องมีภาระกิจที่เมืองหลวง นั่นคือ ทวงหนี้ลูกหนี้รายใหญ่ของเขา องค์ชายรองหลี่คัง 30 ล้านเหรียญทอง และตามหนี้ขององค์ชายสามอีก 10 ล้านเหรียญทองด้วย

    ราเชนสะพายย่ามนักพรต แล้วขึ้นรถม้าไปในขบวนของ ฮูหยินเจ้าเมือง ไปที่สุสานของตระกูลหาน

    พอไปถึง ก็พบว่า มีนักพรตอยู่ท่านหนึ่ง มีหนวดเคราสีแดงแปลกประหลาด กำลังทำพิธี เพื่อที่จะเข้าไปในประตูสุสานแต่ว่าทางเข้ากลับมีพื้นศิลาขนาดใหญ่ มีรอยอักขระยันต์เต็มไปหมด  ขณะนั้น มีศิษย์ของนักพรตเคราแดง กำลังเดินกันไปตามจุดต่างๆ แต่แค่ก้าวย่างไป ก็มีเพลิงลุกไหม้ ร่างของนักพรตน้อยบางคน ถึงกับกลายเป็นเถ้าถ่าน ไปในทันที ทุกคนที่เหลือ ต่างวิ่งหนีกันออกมา ไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลยแม้แต่คนเดียว

    นักพรตเคราแดง ถึงกับหัวเสีย คำรามออกมาอย่างไม่พอใจ แต่พอเห็นขบวนของฮูหยินเจ้าเมืองมา จึงเข้ามาต้อนรับในทันที

    “ ท่านนักพรตหลู เป็นอย่างไรบ้าง”

    “ ยังไม่สำเร็จ ข้าขอเวลาอีกสามวัน จะต้องผ่านค่ายกลของศิษย์พี่ของข้าไปให้ได้”

    นักพรตหลูเคราแดง เห็นนักพรตอ้วนกลมยืนอยู่ข้างๆ ฮูหยินเจ้าเมืองก็มองมาด้วยความสงสัย

    “ อ้อ เขาคือศิษย์ของนักพรตอู๋จื่อเต้า นักพรตอู๋ติ้ง เขาจะมาลองเปิดค่ายกลของอาจารย์ของเขาดู”

    “ อาจารย์อา” ราเชนเอ่ยทักทายออกไป

    “ ข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย ศิษย์พี่รับเจ้าเป็นศิษย์ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

    ราเชนนึกคำตอบเอาไว้อยู่แล้ว เลยเอ่ยออกไปว่า

    “ ตอนอาจารย์รับข้าเป็นศิษย์ ข้ายังเด็กนัก ดังนั้นข้าจึงถูกส่งตัวไปเรียนที่สำนักเหมาซาน”

    “ เหมาซาน?  ที่ไหนกัน ข้าไม่เคยได้ยินชื่อ”

    “ มันอยู่ในอาณาจักรอุดร บนเทือกเขาลึกลับแห่งหนึ่ง ต้องขออภัยข้าไม่อาจเปิดเผยได้มากไปกว่านี้”

    “ เชอะ ข้าไม่เห็นอยากรู้เลย แต่ว่าศิษย์พี่สร้างค่ายกลจักรวาลแปดทิศทุกๆครั้ง ได้แต่มอบกุญแจให้กับเจ้าของค่ายกลเพียงคนเดียว แม้แต่ข้ายังไม่สามารถเปิดได้ แล้วนักพรตน้อยอย่างเจ้า จะไปรู้ได้อย่างไร”

    ราเชนได้แต่ยิ้มให้ไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมา แล้วขอตัวทุกๆ คน แล้วมายืนอยู่ตรงหน้าค่ายกลจักรวาลแปดทิศ แล้วหลับตา เอ่ยออกมาเบาๆ ราวกับท่องคาถาบางอย่าง

    “ นายท่านสี่อยู่ไหน”

    “ ข้าอยู่นี่”

    “ ช่วยติดต่อผีท่านเจ้าเมืองที ให้ท่านบอกวิธีผ่านค่ายกลจักรวาลแปดทิศให้ข้าเร็ว”

    “ อะไรนะ นี่เจ้าพูดอย่างมั่นใจ แต่ว่าเจ้าไม่รู้วิธีผ่านค่ายกลจักรวาลแปดทิศอย่างนั้นรึ?”

    “ ก็ไม่รู้น่ะซิ ข้าคิดว่าผีอย่างท่านน่าจะติดต่อผีท่านเจ้าเมืองให้ข้าได้ เป็นดองกันไม่ใช่หรือไง รีบติดต่อให้ข้าเร็ว”

    “ ข้าไม่เห็นผีของน้องเขยข้าเลย แล้วข้าจะติดต่อเขาได้อย่างไรกันเล่า”

    “ หา ไม่เห็นจริงๆหรือนี่”

    ราเชนถึงกับตกใจ ในขณะที่ทุกๆ คนกำลังมองราเชนด้วยความสงสัย ว่านักพรตอ้วนที่อ่อนวัยผู้นี้จะหาวิธีผ่านค่ายกลจักรวาลแปดทิศ เข้าไปในสุสานที่เก็บสมบัติได้อย่างไรกันแน่

    ราเชนตอนนี้ได้แต่หลับตาท่องบทสวดต่อไป แล้วใช้สติใคร่ครวญ นึกถึงตำราจิตเทพจักรวาล ว่าด้วยเรื่องของค่ายกล ซึ่งมีบอกเอาไว้เรื่อง ค่ายกลจักรวาลแปดทิศเช่นกัน ซึ่งใช้พลังธรรมชาติมาสร้างค่ายกล ซึ่งประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นตัวสะกัดกั้น และจะต้องใช้อวัยวะในร่างของเจ้าของค่ายกล เพื่อเป็นกุญแจปิด เปิดค่ายกล ก็จะสามารถผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย แต่ว่าการสร้างค่ายกลแปดทิศจักรวาลจะต้องทำให้ขณะที่เจ้าของยังมีชีวิต หากเจ้าของตายไปหัวใจของเขาหยุดเต้น ก็จะไม่มีใครสามารถนำอวัยวะของเขาไปเปิดประตูได้ ค่ายกลจักรวาลแปดทิศต้องปิดตายลงไปชั่วนิรันดร

    ราเชนพอทบทวนจบ ก็ส่งกระแสจิตไปบอกกับผีนายท่านสี่ทันที

    “ ไปดูศพของเจ้าเมืองหานให้หน่อย ดูซิว่ามีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเขาหายไป”

    “ นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?”

    “ รีบไปดูให้หน่อย แล้วข้าจะเล่าให้ฟัง” ราเชนตัดบท จนผีนายท่านสี่มารายงานว่า

    “ ดวงตาของเขาหายไปทั้งสองข้างเลย โอ้..นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

    “ แสดงว่า มีคนรู้วิธีเปิดค่ายกล แต่ไม่รู้ว่า ดวงตาที่ไร้ชีวิตไม่สามารถเปิดค่ายกลจักรวาลแปดทิศได้” ราเชนเอ่ยเบาๆ แล้วเข้าไปบอกเรื่องนี้กับท่านภรรยาท่านเจ้าเมืองทันที

    “ อะไรนะ ดวงตาคือกุญแจเปิดประตูค่ายกลจริงๆหรือนี่?”

    “ ใช่ แม้นคนร้ายเอาดวงตาของท่านเจ้าเมืองไป แต่ก็ไม่สามารถเปิดค่ายกลได้ พวกมันหารู้ไม่ว่า ดวงตาที่ปราศจากพลังชีวิต ไม่มีทางเปิดค่ายกลจักรวาลแปดทิศได้”

    “ แล้วทีนี้จะทำอย่างไรดี”

    ไม่ทันที่ราเชนจะตอบคำ นักพรตหลูเคราแดง ที่ยืนอยู่ก็หัวเราะออกมา

    “ เจ้าไม่มีปัญญาเปิด ก็พูดหาทางออกให้กับตัวเอง ถอยไปเลย ข้าจะใช้ดินระเบิด ทำลายค่ายกลนี้เสีย”

    “ นี่มันสุสานของบรรพบุรุษตระกูลหานนะ” ฮูหยินเจ้าเมืองเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ

    “ หากท่านนำสมบัติเหล่านี้ออกมา ช่วยเหลือชาวเมือง ข้าเชื่อว่า วิญญาณของท่านเจ้าเมือง ต้องไม่ว่าอะไรฮูหยินแน่”

     ฮูหยินเจ้าเมืองได้แต่พยักหน้ารับ

    ราเชนยังคงไม่พูดอะไร  ก็มีกองกำลังมีกำลังพลทหารม้าไม่ต่ำกว่า 1 พันคน

    กำลังเคลื่อนขบวนเข้ามา

     ชายหนุ่มวัยสามสิบกว่าปี ขี่ม้า สวมชุดนักรบเกราะหนังสีดำ ควบม้านำหน้า แล้วพูดด้วยเสียงอันดังออกมาว่า

    “ พี่สะใภ้นี่ท่านคิดจะทำลายสุสานตระกูลหานหรือไง”

    “ หานเฉิง” ฮูหยินเจ้าเมืองเอ่ยด้วยความตกใจ

    “ ท่านแม่ทัพ” ทุกๆ คนต่างรีบทำความเคารพ เพราะหานเฉิงนอกจากเป็นน้องชายของเจ้าเมืองหานแล้ว ยังเป็นแม่ทัพคุมกำลังทหารภายในเมืองอีกด้วย

    “ ทุกคนจงฟัง หากใครบังอาจจุดไฟ ฆ่ามันได้ทันที” แม่ทัพหานเฉิงออกคำสั่งดังลั่น ทุกคนได้ยินไปทั่ว คนของนักพรตหลูเคราแดง ได้แต่ยืนนิ่งทิ้งคบเพลิงไม่กล้าจุดไฟเผาสุสาน ฮูหยินเจ้าเมืองรีบเอ่ยออกมาว่า

    “ ฟังข้าก่อน ท่านพี่ถูกลอบสังหาร ไม่ทันได้สั่งเสีย คลังสมบัติเมืองหานเรา ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ที่นี่ หากว่าไม่ทำเช่นนี้ พวกเราจะเอาเสบียงอาหาร และ อาวุธจากไหนมาเตรียมทำสงครามกันเล่า”

    “ เฮอะ  ความตายของพี่ข้ายังไม่สะสาง ท่านก็คิดทำลายสุสานของตระกูลหานเราที่แท้ท่านต้องการสิ่งใดกันแน่?”

    “ ข้าแค่ต้องการเสบียงอาหาร มาแจกจ่ายให้กับราษฏร และ นำอาวุธมามอบให้กับกองทหารเท่านั้น เจ้าก็รู้ว่ากองทัพฮานใกล้จะบุกเข้ามาแล้ว เมืองหลวงก็ไม่สามารถส่งกำลังเสริมมาช่วยพวกเราได้ทันเวลา ภายใน 1 เดือนกองทัพฮานก็จะบุกเข้ามาแล้ว แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร”

     “ ข้าได้ตกลงกับองค์ชายมู่ฉินเอาไว้แล้ว พวกเขาจะไม่ทำอะไรกับชาวบ้านและพวกเรา พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วงในเรื่องนี้”

    “ เจ้าว่าอะไรนะ นี่เจ้าคิดกบฏหรือไง พวกมันสังหารพี่ชายของเจ้านะ”

    “ นี่คือความคิดของพี่ใหญ่ ท่านเป็นคนเจรจา เข้าร่วมกับอาณาจักรฮานมาตั้งนานแล้ว แต่ท่านถูกคนลอบสังหารเสียก่อน และมันต้องเป็นไส้ศึกของจักรพรรดิหลี่เอี้ยน อย่างแน่นอน และตอนนี้ข้าก็รู้แล้วว่ามันคือใคร   พี่สะใภ้ ที่แท้ท่านเป็นคนไส้ศึกที่จักรพรรดิหลี่เอี้ยนส่งมา พอรู้ว่าท่านพี่เข้าร่วมกับอาณาจักรฮาน ก็เลยคิดลอบสังหารแล้วยึดเมืองหานของเราแทนใช่หรือไม่”

    “ เจ้า..เจ้ามีหลักฐานอะไร?”

    แม่ทัพหานเฉิงยกมือขึ้น ด้านหลังปรากฏอินทรียักษ์บินโฉบมา บนหลังมีปรมาจารย์พัดเหล็กจูชงยืนอยู่ จากนั้น ก็มีงูจงอางยักษ์ก็เลื้อยเข้ามามีปรมาจารย์ขลุ่ยหยูซวงยืนอยู่บนหลังของมัน จากนั้นก็มีปรมาจารย์ฆ้อนคู่ว่านหู่ขี่เสือเขี้ยวดาบ มายืนเคียงข้างกัน  แต่ไม่มีเจ้าสำนักพันดารา ฮั่วเหยียนมาด้วยไม่

    “  นี่คือขุนพลทั้งสามของอาณาจักรฮาน หากพวกเขาคิดจะสังหารท่านพี่ ไม่เห็นต้องใช้วิธีลอบกัดเสด็จพี่แม้แต่น้อย”

    “ ใช่แล้ว ท่านเจ้าเมืองหาน ได้ทำสัญญาโลหิต ทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำสงครามกันเมื่อกองทัพฮานเข้ายึดเมืองเจียงได้สำเร็จ เราเพียงแค่จะอาศัยเมืองหาน ผ่านทางไปที่เมืองหลวงเท่านั้น แต่พอพวกเรายึดเมืองเจียงสำเร็จ ท่านก็ถูกคนร้ายสังหารเสียแล้ว”

    ปรมาจารย์พัดเหล็กจูชง แสดงหนังสือสัญญาโลหิต ลงตราประทับของเจ้าเมืองหานอย่างถูกต้อง ฮูหยินเจ้าเมืองและทหารองครักษ์ต่างก็มองอย่างเคลือบแคลง แต่ก็ต้องยอมรับว่านั่นคือลายมือชื่อ และ ตราประทับของเจ้าเมืองหานจริงๆ

    ฮูหยินเจ้าเมืองถึงกับหน้าซีดเมื่อเห็นหนังสือสัญญาโลหิตเช่นนี้ ปรมาจารย์ขลุ่ยหยูซวงยังเอ่ยต่ออีกว่า

    “ หลังจากเจ้าเมืองเสียชีวิต คนของเราที่เฝ้าระวังอยู่ ก็ได้พบกับผู้ต้องสงสัยประมาณ สิบคน แต่น่าเสียดายพวกเราจับมันเอาไว้ได้แค่คนเดียว แต่แค่คนเดียวก็เพียงพอที่จะให้เรารีดเค้นหาความจริงจากปากของมัน ที่แท้แล้วมันคือมันคือมือสังหารเงาของจักรพรรดิหลี่เอี้ยน ฮูหยินเจ้าเมืองท่านน่าจะรู้จักมันดีนะ  นำตัวมันออกมา”

    ปรมาจารย์ขลุ่ยหยูซวงยกมือขึ้น แต่สายตายังคงจับจ้องไปที่ร่างของราเชนอย่างไม่ละสายตาไปไหน ทำเอาราเชนถึงกับขนหัวลุกซู่ ขึ้นมาแม้จะอุตส่าห์ยืนหลบไปอยู่ข้างหลังหวังฉีแล้วก็ตาม

    “ บอกมาเจ้าเป็นใคร” ปรามาจารย์ขลุ่ยหยูซวงเอ่ยขึ้นเมื่อนักโทษคนหนึ่งถูกล่ามโซ่แขนและขาเดินเข้ามาอย่างคนเหม่อลอย

    “ ข้าชื่อม่งซุย เป็นคนของจักรพรรดิหลี่เอี้ยน มีหน้าที่เป็นองครักษ์คอยคุ้มกันฮูหยินหาน”

    องครักษ์ม่งซุยเอ่ยด้วยสายตาเหม่อลอย ไร้สติ

    “ นี่คือยาเปิดใจของสำนักพันดาราของเรา ทุกๆ คนไม่ต้องเป็นห่วง เขาจะไม่พูดหลอกลวงอย่างแน่นอน บอกมาเจ้าเป็นคนสังหารเจ้าเมืองใช่หรือไม่”

    “ ใช่”

    “ ใครเป็นคนสั่งให้เจ้าทำ”

    “ ฮูหยินเจ้าเมือง” สิ้นเสียงของนักโทษม่งซุย ทุกคนก็ต่างส่งเสียงร้องตกใจออกมา แล้วหันมามองหน้าฮูหยินเจ้าเมือง ที่ตอนนี้ใบหน้ายังคงเย็นชา หาได้แสดงความรู้สึกออกมาไม่

    “ นังเพศยา เจ้าสมคบคิดกับจักรพรรดิหลี่เอี้ยน ฆ่าสามีของตัวเอง แล้วยึดอำนาจในเมืองหานไปทั้งหมด และยังร่วมมือกับ ศิษย์ทรยศฆ่าอาจารย์ของตนเอง ตอนนี้มันปลอมตัวมาเป็นนักพรต เพื่อทำลายสุสานของตระกูลหานเรา เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวไหม” แม่ทัพหานเฉิงชักดาบขึ้นแล้วชี้มาทางพี่สะใภ้ของตน ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยเพลิงแค้น  ทหารของฮูหยินเจ้าเมืองต่างยืนนิ่งไม่กล้าชักดาบ มีแต่องครักษ์หลายสิบคนของฮูหยินเจ้าเมืองที่ชักดาบขึ้นมาเตรียมปกป้องเอาไว้ ใบหน้าของฮูหยินหานตอนนี้เย็นชายิ่ง

    ราเชนก็ได้แต่นึ่งอึ้ง เขาหวังแค่ผ่านมาแล้วช่วยเปิดประตูค่ายกลแล้วก็รับเงิน 1 ล้านเหรียญทองแล้วจากไปเท่านั้น ไม่คิดยุ่งเกี่ยวเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย ราเชนค่อยๆ ถอยหลังเพื่อจากหลบหนีออกไปจากที่นี่แต่ทว่า มีเสียงหนึ่งตวาดขึ้นมาเสียก่อน

    “ หยางเฟยหลง  เจ้าคิดจะหนีไปไหน”

    ปรมาจารย์หยูซวงส่งแววตาอัมหิตกระจายออกมาที่ราเชน ทุกสายตากลับหันมามองนักพรตร่างอ้วนเป็นจุดเดียว

    ราเชนได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหัว งานนี้นางคงไม่ปล่อยให้เขาหนีไปง่ายๆ แน่”...