สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 ความสัมพันธ์แบบห่วงโซ่

            ในแววตาของลีเหยียนเนียนมีความกลัวถึงขีดสุดและยังมีความหมดหวังอยู่ในนั้นด้วย เมื่ออันเจิงเห็นแววตานั้นเขาก็รู้ในทันทีว่าลีเหยียนเนียนน่าจะคาดเดาคนบงการที่จะมาฆ่าตัวเองได้แล้ว

     

            “หลังจากราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ แคว้นนี้ก็ไม่เหมือนแคว้นอีกต่อไป”

     

            ลีเหยียนเนียนฟุบหน้าลงกับโต๊ะแล้วปล่อยโฮออกมาอย่างกะทันหันเขาร้องไห้จนร่างกายสั่นเทาไปหมด อันเจิงไม่ได้พูดอะไร แต่เดินไปหยิบเหล้าไหหนึ่งแล้วมานั่งริมหน้าต่างเขาดื่มเหล้าพลางมองท้องฟ้าที่มืดมิด ไม่รู้เพราะอะไร เหล้าในวันนี้ถึงทั้งขมทั้งบาดคอมากเหลือเกิน

     

            ลีเหยียนเนียนร้องไห้ไปประมาณสิบกว่านาทีจากนั้นก็เงยหน้าขึ้น ราวกับเขาดูแก่ลงไปสามสิบปี ใบหน้านั้นอ่อนระโหยเหมือนคนกําลังสิ้นแรง

     

            “อนาคตในราชสำนักของท่านถึงทางตันแล้ว”

     

            อันเจิงวางไหเหล้าในมือ “ในเมื่อท่านไม่อยากพูดเช่นนั้นข้าก็จะไม่ถามอีก แล้วข้าจะเตรียมที่อยู่ให้ รอผ่านไปสักพักค่อยส่งท่านไปจักรวรรดิต้าซีไปอยู่กับบุตรชายและภรรยาของท่าน ต่อไปพวกท่านก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องในราชสำนักอีกต่อไปทุ่งนาป่าเขาที่สงบสุขต่างหากคือที่ของท่าน”

     

            ลีเหยียนเนียนมองไปยังอันเจิงจากนั้นก็คุกเข่าลง “ขอบคุณจริง ๆ!”

     

            อันเจิงไม่ได้ประคองตัวลีเหยียนเนียนขึ้นกลับปล่อยให้คุกเข่าคารวะอยู่แบบนั้น เขายิ้มเล็กน้อยพลางพูด “สำหรับท่านแล้วเรื่องนี้อาจเป็นเรื่องดีอีกครึ่งชีวิตของท่านต่อจากนี้ก็สามารถอยู่อย่างสงบสุขได้แล้ว ต่อให้ศัตรูของท่านจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ตามอย่างไรเสีย พวกเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินจักรวรรดิต้าซีแน่นอน ที่ข้ารับการคารวะจากท่านเพราะคิดว่ามันสมควรฉะนั้นในเมื่อท่านก็คารวะข้าแล้ว จากนี้ไปเรื่องนี้ก็อย่าพูดถึงอีกเลย”

     

            ลีเหยียนเนียนลุกขึ้นแล้วพูด “เจ้าคือวีรบุรุษที่แท้จริงก่อนหน้านี้ที่ข้าเคยล่วงเกินเจ้าไป อย่างไรก็ต้องขอโทษเจ้าด้วย”

     

            “ท่านนอนพักเถอะ คืนนี้พวกนั้นต้องตามล่าท่านอย่างบ้าคลั่งแน่แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่มาหาท่านที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นี่หรอก พรุ่งนี้เช้าบ้านท่านน่าจะโกลาหลไม่น้อยทั้งหน่วยฟางกู้ กรมราชทัณฑ์ และวัดต้าลี่ ต่างต้องเข้ามาสืบเรื่องนี้อย่างแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้น คนที่อยากกำจัดท่านก็คงไม่กล้าทำอะไรให้เป็นพิรุธอีก แต่เราก็ยังวางใจไม่ได้เสียทีเดียวทุกฝ่ายในหน่วยฟางกู้น่าจะมีคนของพวกมันแฝงเข้ามาจับตาดูอยู่ ดังนั้นหากท่านเผยตัวออกไปอย่างไรก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดี”

     

            ลีเหยียนเนียนถอนหายใจยาว ๆ“ข้าทำเพื่อบ้านเมืองมายี่สิบกว่าปี เดิมทีคิดว่าหากแก่ตัวลงจะไปมีชีวิตที่สงบสุขอยู่กลางทุ่งนา แต่มาตอนนี้ราชสำนักคงทนเห็นคนแบบข้าไม่ได้อีกแล้ว”

     

           อันเจิงเดินไปหยิบไหเหล้ามาวางข้างตัวของลีเหยียนเนียนจากนั้นก็เตรียมตัวเดินออกไป

     

            ลีเหยียนเนียนมองอันเจิงจากด้านหลัง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งจากนั้นก็เรียกอันเจิง“อยู่คุยเป็นเพื่อนข้าอีกสักหน่อยได้หรือไม่?มีบางเรื่องที่ข้าอยากให้คนที่ไว้ใจได้ช่วยจดจำมันเอาไว้”

     

            อันเจิงที่ยืนอยู่หน้าประตูหันหลังกลับมา“ท่านแน่ใจรึว่าอยากคุยกับข้า?”

     

            ลีเหยียนเนียนพูด“ถึงแม้เราเพิ่งจะรู้จักกัน แต่ข้ารู้ว่าเจ้าคือคนที่สามารถฝากความหวังไว้ได้พรุ่งนี้ข้าก็ต้องไปจากที่นี่แล้ว ยังไม่รู้เลยว่าจะออกนอกเมืองไปได้หรือไม่หรือต่อให้ออกไปได้ ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ใช้ชีวิตร่วมกับบุตรภรรยาอีกหรือไม่เช่นกันฉะนั้นหากข้าตาย ข้าอยากให้เจ้าช่วยบอกบุตรชายข้าว่าศัตรูคนนั้นคือใคร”

     

            อันเจิงนั่งลงข้างประตู “ถ้าให้ข้าเดานี่คงเป็นเหตุผลที่ท่านไม่อยากให้บุตรชายฝึกพลังวัตร”

     

            “ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าสักวันข้าจะถูกฆ่าตายแต่หลายปีมานี้ไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ข้าก็รู้สึกสบายใจขึ้นมากเรื่องนี้ผ่านมานานหลายปี เลยคิดว่าพวกเขาคงจะไม่รื้อฟื้นขึ้นมาอีก...แต่ข้าก็รู้ดีหากข้าถูกกำจัดแล้ว บุตรชายทั้งสองต้องไปแก้แค้นแน่ ฝ่ายตรงข้ามแข็งแกร่งมากเกินไปเพื่อแก้แค้นให้ข้าอาจทำให้พวกเขาถึงตายก็ได้ ข้าจึงไม่อนุญาตให้พวกเขาฝึกพลังวัตรหากไม่มีพลังก็คงแก้แค้นให้ข้าไม่ได้แล้ว...แต่จากสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ข้าคงคิดผิดไป”

     

            เขามองไปยังอันเจิง “เมื่อครู่ที่บ้านข้าหากไม่มีเจ้าอยู่ ข้าคงไม่มีโอกาสแม้แต่จะตั้งตัวเลยด้วยซ้ำและหากพวกเขาสืบจนเจอครอบครัวข้า อย่างไรก็ต้องตามไปฆ่าอย่างแน่นอนคนในครอบครัวข้าไม่ได้ฝึกพลังวัตรและไม่มีกำลังจะต่อกรเหมือนที่ข้าเป็นอยู่ในตอนนี้ฉะนั้นข้าคิดผิดไปแล้วจริง ๆ หากพีซือหนูสามารถฝึกพลังวัตรได้ก็ให้เขาฝึกไปเถอะอย่างน้อยเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายก็ยังปกป้องมารดาและพี่ชายตัวเองได้”

     

            “ส่วนเรื่องแก้แค้นก็ช่างเถอะต่อให้ข้าตายไป หนี้แค้นนี้ก็ไม่อาจชำระได้ คู่ต่อสู้มีอำนาจมากเกินไปจริง ๆ”

     

            “เขาคือใคร?”

     

            ลีเหยียนเนียนเงียบไปชั่วขณะ “เป็นคนในตระกูลของซูไทเฮา”

     

            “ท่านเป็นแค่ผู้ดูแลฝ่ายต้อนรับของกรมพิธีการจะไปมีเรื่องกับตระกูลของไทเฮาได้อย่างไร”อันเจิงอดสงสัยไม่ได้

     

            ครั้งนี้ลีเหยียนเนียนเงียบไปนานกว่าเดิมจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสุขุม “เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้วและเกี่ยวข้องกับจักรวรรดิต้าซีด้วย...ที่ข้าบอกเจ้าเพราะอยากให้เจ้าช่วยข้าหากข้าเป็นอะไรไป บุตรและภรรยาข้าจะได้รู้ว่าพวกเขาควรอยู่ข้างใครไม่ว่าคนของไทเฮาจะทำอะไรก็ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ ดังนั้นต่อให้พวกเขารู้ว่าบุตรและภรรยาข้าหนีไปจักรวรรดิต้าซีแต่ก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเขารอดแน่ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวโยงกับบุคคลสำคัญในจักรวรรดิต้าซี...”

     

            อันเจิงเริ่มร้อนใจขึ้นมาเขารู้สึกได้ทันทีว่าเรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับตัวเอง ลีเหยียนเนียนพูดว่าบุคคลสำคัญของจักรวรรดิต้าซีต้องเป็นองค์ชายเฉินจ่งชวี่แน่นอน เพราะหลายปีมานี้มีเพียงเขาที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญของจักรวรรดิต้าซีที่เคยมาแคว้นเยี่ยน

     

            ลีเหยียนเนียนเทเหล้าลงในจอก จากนั้นก็ดื่มเหล้าทั้งหมดในอึกเดียว

     

            “เรื่องเกิดเมื่อสี่ปีก่อนตอนนั้นแคว้นเยี่ยน แคว้นโจว และแคว้นจ้าว ร่วมมือกันทำสงครามกับแคว้นย่งทำให้แคว้นย่งพ่ายแพ้ยับเยินจนแทบจะถูกฆ่าล้างแคว้นเลยก็ว่าได้ ต่อมา...เพื่อยุติสงครามแคว้นเยี่ยนจึงส่งบุคคลสำคัญมา...นั่นก็คือองค์ชายเฉินจ่งชวี่ โอรสองค์สำคัญของจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีเดิมทีข้าคิดว่าองค์ชายเฉินจ่งชวี่มาเจรจาเพื่อหยุดสงครามจริง ๆแต่หลังจากที่เขามาถึง ข้าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ”

     

            “เพราะอะไร?” อันเจิงถาม

     

            “หลังจากที่องค์ชายเฉินจ่งชวี่มาถึงแคว้นเยี่ยนก็แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันและไม่ได้ออกไปไกล่เกลี่ยสงครามระหว่างแคว้นย่งกับแคว้นอื่น ๆ แต่อย่างใด ทั้งวันเอาแต่เที่ยวเล่นแบบนี้เขาเรียกว่ามาสงบสงครามหรือ? อีกอย่างเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นก็เป็นแค่มดสิบหกตัวในสายตาของจักรวรรดิต้าซีเท่านั้น จึงไม่จำเป็นที่จักรพรรดิต้องส่งโอรสองค์สำคัญมาด้วยเรื่องเล็กเพียงเท่านี้ฉะนั้นข้าจึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติอย่างมาก แต่ต่อมาก็คิดว่า บางทีองค์ชายอาจอยากมาเที่ยวเล่นต่างแดนจึงถือโอกาสจัดการเรื่องนี้ไปในตัวเพราะด้วยตำแหน่งที่เขามี ไม่จำเป็นต้องไปเจรจาเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลยจริง ๆ”

     

            “แค่ให้ทหารไปเป็นตัวแทนสั่งการมีหรือเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นจะกล้าไม่ทำตาม”

     

            ลีเหยียนเนียนดื่มเหล้าอีกจอกแล้วมองไปที่อันเจิง“จนมีวันหนึ่ง ข้าเป็นคนรับผิดชอบพาองค์ชายเฉินจ่งชวี่เข้าไปเดินเล่นในป่า แต่จู่ๆ พระองค์ก็หายตัวไป”

     

            อันเจิงชะงักในทันที การที่เฉินจ่งชวี่หายตัวไปต้องเกี่ยวข้องกับการมาของเขาในครั้งนั้นแน่นอน

     

            ลีเหยียนเนียนพูด“ตอนนั้นพวกเราทุกคนต่างไปต่อไม่เป็น กรมพิธีการวุ่นวายมาก เราส่งคนตามหาไปทั่ว ผ่านไปห้าวันก็ยังไม่เจอจนวันที่หกถึงได้รับจดหมายว่าองค์ชายเฉินจ่งชวี่เสด็จกลับจักรวรรดิต้าซีแล้ว”

     

            เขาเทเหล้าจอกที่สามแล้วดื่มจนหมดในอึกเดียวเหมือนเคย“ที่น่าแปลกก็คือ บุคคลสำคัญแบบนี้หายตัวไป แต่ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนกลับไม่ร้อนรนเลยแม้แต่น้อยกรมพิธีการร้อนใจจนจะเป็นบ้า หลายครั้งที่เข้าเฝ้าราชา พระองค์ก็แสดงออกว่าเป็นกังวลไม่น้อยแต่กลับไม่ได้ใส่ใจแก้ไขปัญหาเท่าที่ควร โดยปกติแล้ว หากคนสำคัญอย่างองค์ชายเฉินจ่งชวี่หายไปในแคว้นเยี่ยนราชาต้องส่งยอดฝีมือออกไปตามหาถึงจะถูก แต่ราชากลับสั่งห้ามไม่ให้หน่วยทหาร กรมราชทัณฑ์วัดต้าลี่และยอดฝีมือในตำหนักวิหารสวรรค์มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้นหากใครกล้าออกจากเมืองฟางกู้โดยไม่ได้รับคำสั่งจากราชา มีโทษเดียวคือประหาร”

     

            ลีเหยียนเนียนมองอันเจิงแวบหนึ่ง“เจ้าว่าแปลกหรือไม่เล่า?”

     

            อันเจิงพยักหน้า “แปลกมาก”

     

            แต่ในใจอันเจิงรู้ดีตอนที่ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนออกคำสั่งห้ามไม่ให้ยอดฝีมือทั้งหลายออกจากเมืองฟางกู้ นั่นก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ตัวเขาถูกเหล่ายอดฝีมือของจักรวรรดิต้าซีโจมตี

     

            ลีเหยียนเนียนพูดต่อ“เดิมทีเรื่องก็มาถึงแค่นี้ ในเมื่อมีจดหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรมาจากองค์ชายเฉินจ่งชวี่ว่าทรงกลับจักรวรรดิต้าซีแล้ว ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจแต่ก็ถือว่าผ่านปัญหาไปได้ด้วยดีส่วนข้าก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องนี้อีก”

     

            เขาดื่มเหล้าเข้าไปทีละจอกหน้าจึงเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ “แต่มีอยู่วันหนึ่ง อวี่จ่านแจ้งมาว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บบอกว่าเป็นคนของจักรวรรดิต้าซี เขาเจอกับเยาโซ่วบนเทือกเขาชางหมานมีเพียงเผชิญหน้ากับมันเท่านั้นถึงจะหนีออกมาได้ แต่เมื่อถึงเมืองฟางกู้เขาก็สลบไปในตอนนั้นคนของอวี่จ่านรีบส่งข่าวมาให้กรมพิธีการข้าจึงรีบพาคนไปที่อวี่จ่านทันที”

     

           “คนคนนั้นให้ข้ามอบจดหมายฉบับหนึ่งให้กับไทเฮา หลังจากมอบจดหมายนั้นให้ข้าแล้วเขาก็สลบไปพวกเราต่างช่วยกันรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่สุดท้ายเขาก็ตายอยู่ดี”

     

            มืออันเจิงที่อยู่ในกระเป๋ากำแน่นขึ้นเขารู้ว่าความจริงทั้งหมดกำลังจะถูกเปิดเผย

     

            “ตอนนั้นข้ารู้สึกแปลกใจมากทำไมเขาถึงมอบจดหมายที่สำคัญอย่างนั้นให้ไทเฮา แทนที่จะมอบมันให้ราชา?”

     

            “ฉะนั้นเจ้าจึงแอบดูจดหมาย?”

     

            ลีเหยียนเนียนพยักหน้า“นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของหายนะ...เวลานั้นข้าสงสัยเป็นอย่างมาก มักจะรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรซ่อนอยู่ถึงแม้จดหมายนั่นจะมีตราผนึกหน้าซอง แต่สำหรับข้าแล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรข้าทำงานอยู่กับจดหมายมานาน การจะปั๊มตราผนึกเข้าไปใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากฉะนั้นข้าจึงหาที่ที่ปลอดภัยแล้วลอบอ่านจดหมายนั่น”

     

            ทันใดนั้นก็มีความหวาดกลัวโผล่เข้ามาในดวงตาของเขาแวบหนึ่ง“ข้าไม่นึกเลยจริง ๆ ว่าความลับนั้นจะใหญ่โตขนาดนี้ ใหญ่จนข้าแทบจะรับไม่ไหวมันเป็นจดหมายที่องค์ชายเฉินจ่งชวี่เขียนให้ไทเฮา สั่งให้ไทเฮากำจัดทุกคนที่รู้เรื่องนี้รวมไปถึง...ราชาแห่งแคว้นเยี่ยน!”

     

            ตอนนี้อันเจิงก็กระจ่างขึ้นมาทันที...จริงด้วยหลังจากที่เขาเกิดเรื่องไม่นาน ราชาแห่งแคว้นเยี่ยนก็ประชวรจากนั้นซูไทเฮาจึงส่งคนมารับมู่ฉางเยียนกลับ

     

            ลีเหยียนเนียนยิ่งพูดก็ราวกับยิ่งโมโหมากขึ้นเขาลุกขึ้นยืนก่นด่าด้วยร่างที่สั่นเทา “ไอ้คนชั่ว ถึงกับกล้าทำร้ายราชา! พระนางสมรู้ร่วมคิดกับคนของจักรวรรดิต้าซีหวังจะล้มล้างแคว้นเยี่ยน...ข้าเป็นขุนนางในราชสำนักแคว้นเยี่ยนจึงไม่สามารถนิ่งดูดายได้แต่ข้าก็รู้ดีว่าตัวเองไม่สามารถเข้าเฝ้าราชาได้ เพราะตอนนั้นในวังปล่อยข่าวว่าราชาประชวรหนักอำนาจการปกครองบ้านเมืองจึงตกอยู่ในความดูแลของไทเฮาและจูเก๋อเหยียน ตำแหน่งข้าต่ำต้อยนักไม่มีทางเข้าไปในตำหนักวิหารสวรรค์ได้อยู่แล้ว”

     

            “ตอนนั้นแม้อำนาจในมือของจูเก๋อเหยียนจะถูกควบคุมไว้มากแล้วแต่ถึงอย่างไรตำแหน่งของเขาก็ยังสูงอยู่ดี อีกอย่างในราชสำนักก็มีเพียงเขาที่สามารถเข้าเฝ้าราชาได้ตลอดเวลา ฉะนั้นข้าจึงนำเรื่องนี้ไปบอกจูเก๋อเหยียน”

     

            สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที “หลายวันก่อนจูเก๋อเหยียนเลยตาย”

     

            ลีเหยียนเนียนพยักหน้าในแววตาเต็มไปด้วยความปวดร้าว “ข้าเป็นคนทำให้ท่านอัครเสนาบดีต้องตาย เป็นเพราะข้า...เมื่อข้าบอกเรื่องนี้กับเขาวันรุ่งขึ้นเขาก็เข้าไปในวัง แต่เพราะคนรอบข้างของราชาเป็นคนของไทเฮาทั้งนั้นฉะนั้น การจะบอกเรื่องนี้กับราชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จูเก๋อเหยียนให้ข้าผนึกจดหมายให้เหมือนเดิมแล้วส่งเข้าไปในตำหนักจิงเซี่ยวเพราะเรื่องนี้อย่างไรก็ไม่สามารถปิดบังได้อยู่แล้ว”

     

            “ตอนนั้นข้าเลยต้องผนึกจดหมายกลับแล้วส่งเข้าไปในตำหนักจิงเซี่ยวด้วยตัวเองเพราะจดหมายไม่ได้เกิดความเสียหาย ไทเฮาจึงไม่ได้ทรงสงสัยอะไร”

     

            เมื่อลีเหยียนเนียนพูดถึงตรงนี้ ร่างกายเขาก็ราวกับไม่มีแรงอีกต่อไป“ไม่มีใครนึกเลย ราชายังไม่ทันได้ปกป้องพระองค์เอง...ในวันที่จูเก๋อเหยียนเข้าไปวันนั้นพระองค์ก็สิ้นพระชนม์แล้ว”

     

           บนใบหน้าของลีเหยียนเนียนเต็มไปด้วยความปวดร้าวไฟในใจที่เขามีแทบจะจุดท้องฟ้าให้มอดไหม้ได้เลยทีเดียว

     

            “ไอ้คนชั่วนั่น ทำร้ายราชาจนสิ้นพระชนม์”

     

           เมื่ออันเจิงฟังมาถึงตรงนี้ก็พอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้แล้วเฉินจ่งชวี่อยากฆ่าเขา แต่ทว่าไม่กล้าลงมือในจักรวรรดิต้าซี ฉะนั้นจึงทำทีขอให้จักรพรรดิส่งเขาไปแคว้นเยี่ยนเมื่อถึงแคว้นเยี่ยนก็รีบส่งข่าวกลับจักรวรรดิต้าซีว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตราย จักรพรรดิร้อนพระทัยนักจึงส่งข่าวบอกอันเจิงในทันที

     

            เพราะจักรพรรดิรู้ดีว่า ในราชสำนักต้าซีอันเจิงกับเฉินจ่งชวี่สนิทกันมากที่สุดหากส่งอันเจิงไปช่วย เฉินจ่งชวี่ต้องกลับมาอย่างปลอดภัยแน่

     

            เรื่องพวกนี้เกี่ยวพันกันเหมือนห่วงโซ่...ตอนนี้ซูไทเฮาแห่งแคว้นเยี่ยนกำลังพยายามกำจัดห่วงโซ่ไปทีละห่วง ห่วงโซ่ห่วงใหญ่ก็คือจูเก๋อเหยียนส่วนลีเหยียนเนียนก็เป็นเพียงห่วงโซ่เล็ก ๆ เท่านั้นเอง

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน