ตอนที่ 29
“ที่นี่แหละ...” หญิงสาว กล่าวขึ้นมาพามาถึง
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของโรงเตี้ยมนี้ มันดูไม่เหมือนกับโรงเตี้ยมเท่าใดนักคล้ายเป็เรือนใหญ่ของตระกูลหนึ่งเสียมากกว่า แล้วจึงถูกดัดแปลงให้มาเป็โรงเตี้ยมในภายหลังโดยรวมจัดว่าค่อนข้างทรุดโทรม และห่างไกลจากตัวชุมชนมาพบสมควร...
ป้ายขนาดใหญ่หน้าทางเข้า สามารถมองเห็นเป็ตัวหนังสือที่เจือจางและขาวซีดจนอ่านได้ยากยิ่ง
“ตระกูลซ่ง?”
หญิงสาว เห็นเด็กหนุ่มค้างชะงักไปก็รีบจับข้อมือ กึ่งดึงกึ่งลากเข้าไปด้านในราวกับว่านางหวั่นใจว่าแขกผู้นี้จะหนีหายเฉกเช่นแขกคนอื่น ๆ ก่อนหน้าหลังมาเห็นสภาพโรงเตี้ยม... ซึ่งความจริงแล้ว ซุน ไม่ได้คิดเช่นนั้นแต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มฉุกใจ คือชื่อตระกูลซ่ง และความประหลาดของเรือนหลังนี้เสียมากกว่า
อาณาบริเวณและพื้นที่ของเรือนหลังนี้ ช่างดูขัดแย้งกับสภาพที่เสื่อมโทรมยิ่งนัก...เนื่องด้วยการจะมีพื้นที่ระดับนี้ในกำแพงของเมืองใหญ่ได้จะต้องมิใช่คนธรรมดาสามัญ... ซึ่งหากเป็ตระกูลที่ใหญ่โตจริง ๆ ใยปล่อยให้เรือนทรุดโทรม?! อีกทั้งยังต้องลำบากมาดัดแปลงเป็โรงเตี้ยม?!
ซุน ติดนิสัยช่างสังเกตเป็เอกลักษณ์
สิ่งใดผิดหูผิดตาเพียงเล็กน้อย ก็อดที่จะคิดไม่ได้...
“เชิญด้านใน ข้าจะนำม้าไปเก็บให้เอง...” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“รบกวนด้วย...” เด็กหนุ่ม กล่าวสั้น ๆ ตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น ก่อนจะก้าวเดินไปยังเรือนด้านหน้าที่ถูกจัดเตรียมคล้ายโถงห้องอาหารขนาดย่อม ๆ เฉกเช่นโรงเตี้ยมสามัญ แต่ดูจากความสดของลายไม้ เชื่อว่าคงเพิ่งถูกสร้างได้ไม่นานผิดกับสภาพของเรือนหลังอื่นๆ ที่ดูทรุดโทรม
ด้านในมีคนคอยต้อนรับอีก 2 คน เป็เสี่ยวเอ่อหนุ่มฉกรรจ์ ร่างกายดูกำยำเกินกว่าจะคอยยกจานอาหารและสุรามาคอยส่งให้แขก... ส่วนอีกคนเป็ชายชรา แต่กายเสมือนพ่อครัวหากแต่แววตากลับคมกริบประหนึ่งคันศรยามจ้องมองนอกเหนือจาก ซุน แล้ว ยังมีแขกอยู่อีก 4-5 คน นั่งกระจายอยู่ภายในโถงห้องอาหารนี้แต่ในทุกโต๊ะล้วนแล้วแต่มีเพียงสุราจอกหนึ่งวางเบื้องหน้า...
“นี่เ้าเด็กน้อย...” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยทักขึ้น
“อืม... ข้ารู้แล้ว... ขอดูอีกสักระยะว่าพวกมันจะมาไม้ไหน...” ซุนตอบรับเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง ซึ่งอยู่มุมด้านนอก...
ไม่นานเท่าใดนัก ชายร่างท่วมที่พกพาขวานใหญ่ ก็แบกขวานพาดบ่าตรงมายังที่โต๊ะของซุน... ใบหน้านอกจากจะดุดันแล้ว ยังมีรอยบากเด่นชัดเพิ่มรัศมีความน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่า...
“ไอหนู!! ไม่คุ้นหน้าเลย? คนต่างถิ่นงั้นหรือ”น้ำเสียงของชายร่างท่วม ออกไปในแนวคุกคาม
ทว่า ซุน กลับเผยรอยยิ้มเจอจางขึ้น...
“ถูกแล้ว... ข้าเป็คนต่างถิ่น ไม่มีญาติพี่น้องใด ๆในเมืองแห่งนี้ด้วยซ้ำ”
ชายร่างท่วมได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้ม เหลียวไปสบตากับคนอื่น ๆด้านหลังเล็กน้อยประหนึ่งสัญญาณอันดี การลงมือกับคนต่างถิ่นหมายถึงการไม่สร้างปกปักษ์กับคนในเมืองนี้โอกาสที่จะเกิดปัญญากับคนของทางการ และเ้าเมือง ก็จะยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย...
ชายร่างท่วม ค่อย ๆ หันกลับมามองอีกครั้งยังเด็กหนุ่ม
ตั้งใจจะขู่เข็ญให้ใจฝ่ออีกสักเล็กน้อย...
แต่ทว่า...
หมับ!
พริบตานั้นเอง มือขวาของ ซุน พุ่งตรงดุจอสรพิษฉก... จับคว้าคร่ากุมที่ซอกคอของชายร่างท่วมอย่างแม่นยำ...ดวงตาของเด็กหนุ่มหดแคบจดจ้องเขม็ง รอยสักมหิงสา(กระทิง)ที่ด้านหลัง สาดประกายขึ้น พร้อมกับเงาร่างกระทิงใหญ่ที่ถูกดึงเข้าไปทับซ้อนเป็การทรงร่างที่ลดพิธีขั้นตอน จากความชำนาญที่เพิ่มพูน...
จังหวะนั้นเอง เส้นโลหิตทั่วร่างของเด็กหนุ่มพลันปูดบวมขึ้นแผ่รัศมีกระทิงเปลี่ยว พลังกำลังทั่วร่างเกิดการยกระดับ... ก่อเกิดภาพที่ดูขัดแย้งเมื่อเด็กหนุ่มร่างสันทัดที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะมีน้ำหนักเกินกว่า 140 ชั่ง(70กก.) ใช้มือข้างเดียวคร่ากุมลำคอ พร้อมยกของชายร่างท่วมที่หนักไม่น้อย250 ชั่ง(125 กก) จนปลายเท้าลอยสูงจากพื้นใบหน้าของชายร่างท่วมเต็มไปด้วยความทุรนทุรายมิอาจหายใจ กระทั่งขวานที่พกพายังไม่มีโอกาสได้กวัดแกว่งหล่นร่วงสู่พื้น...
“ก็เพราะข้าเป็คนต่างถิ่นนี่แหละ... หากสังหารผู้ใดไป ก็สามารถหายเข้ากลีบเมฆ...”ซุน เค้นเสียงเ็า สายตาดุจเดือนดับเต็มไปด้วยอำนาจคุกคาม
เหล่าผู้คนทั้งโถงอาหาร ใบหน้าตกตะลึงสุดกู่ เร่งจับคว้าอาวุธแหลมคม!!
“ปะ...ปล่อยตัว เ้าหมีใหญ่ เดี๋ยวนี้!!” ชายชราที่คล้ายพ่อครัว เป็คนแรกที่แผดเสียงขึ้น
“ได้สิ...” ซุน กล่าวตอบเสียงเรียบเฉย ก่อนจะปล่อยร่างของชายร่างท้วนกระแทกลงสู่พื้น...ซึ่งเวลานี้มันได้หมดสติไปแล้ว จากการขาดอากาศหายใจชั่วขณะ และหวาดกลัวต่อความตายดูแล้วขวัญอ่อนกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นมากนัก
จากนั้น ซุน พลันหยิบขวานใหญ่ที่ตกข้างกาย... เด็กหนุ่มหมุนควงมันดุจไร้น้ำหนักทั้งที่ชายร่างท้วมยังต้องจับสองมือให้มั่นหากหยิบใช้งาน... ก่อนจะยกคมขวานจ่อไปที่ลำคอของชายร่างท่วมสายตาของเด็กหนุ่มแตกต่างไปจากในตอนที่ก้าวเข้ามาในโรงเตี้ยม ประหนึ่งเป็คนละคนใครเห็นก็เชื่อว่าเด็กหนุ่มมีความกล้าที่จะลงมือสังหาร หากถูกกดดัน...
ซุน จับสังเกตได้ว่าทุกคนในโถงอาหารเวลานี้ มีแววตาที่เป็ห่วงชายร่างท่วมผู้นี้อยู่ไม่น้อย...อีกทั้งยังเรียกขานในนาม “เ้าหมีใหญ่” ซึ่งดูคล้ายเป็การเรียกขานด้วยความเอ็นดูจากผู้ชรามักมีใช้เรียกลูกหลานรูปร่างอ้วนท่วม
หากจับจ้องพิจารณา ก็บอกได้ว่าทุกคนในโรงเตี้ยม มีใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายกันอยู่ไม่น้อย...ทำให้เด็กหนุ่ม ส่งเสียง หึหึ ก้องในลำคอเบา ๆ
“ที่แท้... ก็ตระกูลมิจฉาชีพ...”
“!!!!!!!!!” ทุกคนได้ยินเช่นนั้นพลันมีโทสะฉายขึ้น แต่ด้วยสภาพที่ ซุน สามารถตัดศีรษะชายร่างท่วมได้ตลอดเวลาจึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน บ่งบอกว่ามีความกลมเกลียวระหว่างภายในไม่น้อย
ทางด้านหญิงสาว ที่แสร้งเอาม้าไปเก็บด้านหลัง ได้เฝ้ารออยู่ด้านนอกมาสักระยะแล้ว...ปกติเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เด็กหนุ่มแก่เรียนใบหน้าซื่อ ๆ ที่นางมักล่อลวงเข้ามาก็จะต้องยอมทิ้งของมีค่าเอาไว้ และวิ่งหัวซุกหัวซุนภายใต้การถูกข่มขู่จากเ้าหมีใหญ่...
หากแต่ครั้งนี้ เกิดความผิดพลาดประการใดมิทราบได้ ผ่านไปสักระยะก็ยังไม่มีเงาร่างของเด็กหนุ่มวิ่งพรวดออกมาเฉกเช่นทุกครา... นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาจากด้านหลังโถงอาหารและเมื่อนางได้เห็น ซุน ในเวลานี้ ทำให้ใบหน้าของนางซีดเซียวลง...
“ซ่งจือฮุ่ย!! นี่เ้าไปพามารร้ายตนใดเข้ามากัน!!”หนึ่งในกลุ่มคน เอ่ยถามนางขึ้น
“ขะ...ข้า ก็เลือกเด็กหนุ่มใบหน้าซื่อ ๆ ที่มาจากต่างถิ่นเฉกเช่นทุกที...”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหว
ซุน ถอนหายใจหนักหน่วง พลางยกเต้าสุราขึ้นกระดกหนึ่งคำ...
“เลือกใช้มารยาหญิงสาว ล่อลวงคนต่างถิ่น นางแต่งกายรัดกุมมิให้เหมือนเหล่านางโลมเพื่อลดความประหม่าของเหยื่อ ตีสนิทอย่างเป็กันเองเพื่อชักจูงบอกตามตรงว่านางทำได้ไม่เลว คงมีคนถูกหลอกมาแล้วไม่น้อยเลย....
ภายในโถงอาหาร มีการกระจายกลุ่มคนอย่างเหมาะสม เลือกใช้เ้าอ้วนที่รูปลักษณ์ภายนอกดูน่ากลัวที่สุดในการเข้ากดดันหากเหยื่อยังดื้อดึงขัดขืนก็พร้อมจะส่งคนเข้ามาเสริมเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะหวาดกลัวยอมให้ปลดทรัพย์ง่ายได้ ไม่มุ่งเน้นการต่อสู้
เป็การจัดฉากที่ทำได้ดีที่เดียว... น่าเสียดายที่พวกเ้าลงทุนต่ำไปนิดหากแต่ละโต๊ะมีอาหารและสุราจะแเีกว่านี้... รวมถึงเ้าอ้วนที่นอนหมดสติอยู่ตรงนี้ด้วยมันโตแต่ตัวอวดโอ้ขวานั์ แต่เนื้อแท้แล้วใจเสาะขวัญอ่อน ต้องเหลียวมองด้านหลังเพราะกลัวพรรคพวกจะเข้ามาช่วยไม่ทันจนเปิดช่องว่างมากมาย... สุดท้ายก็เล่นงานได้แต่คนขวัญอ่อนด้วยกันเท่านั้น...”
“!!!!!!!!!!” ทุกคนเบิกตากว้างตกตะลึงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะมองการณ์ขาดมาเสียแต่แรกแล้ว ทว่าก็ยังยินยอมเข้ามาที่ดีโดนหอบหิ้วความมั่นใจมาอย่างเต็มเปี่ยม มองมุมใดก็มิใช่เด็กหนุ่มสามัญ...
“เ้าหมีใหญ่ แม้จะใจเสาะ แต่ก็เป็ถึงผู้ใช้ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงินใยจึงถูกเล่นงานได้ง่ายดายปานนั้น... เ้าเด็กนี่มันเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บมิดชิดเป็ผู้เยาว์มีฝีมือ ทั้งยังไหวพริบน่ากลัว หากจะกล่าวโทษ ก็คงต้องโทษพวกเราเอง...ที่เลือกกรงกระต่าย มาขังพยัคฆ์...” ชายชราทอดถอนหายใจ
ซุน ตัดสินใจลงมือว่องไว ไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าในกลุ่มคนเหล่านี้ก็มียอดฝีมือรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการได้ชายร่างท่วมเป็ตัวประกันเสียแต่เนิ่นๆ ย่อมชิงความได้เปรียบในพริบตา ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว...
เด็กหนุ่ม ยกมุมปากสูง...
“อดีตตระกูลขุนนางระดับสูงอย่างตระกูลซ่ง เมื่อสิ้น ซ่งหยุนไห่ ก็ตกต่ำไร้ราคาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!เปลี่ยนจากตระกูลขุนนางใหญ่ ไปเป็โจรกระจอกที่รีดไถแต่คนต่างถิ่น หากใครรู้เข้าคงสมเพชเวทนาพวกเ้าอยู่พิลึก...”
“!!!!!!!!!!!!” อีกครั้งที่ทำพูดของ เด็กหนุ่มทำให้ทุกคนใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ แววตาของทุกคนแปรเปลี่ยนไปในฉับพลันเมื่อนามของซ่งหยุนไห่ ก้องดังออกมา...
“จะ...เ้ารู้จักชื่อเสียงตระกูลซ่ง?! รู้จักอดีตผู้นำตระกูลซ่งหยุนไห่ งั้นหรือ!!”
ซุน พยักหน้าตอบรับ จดจำได้ถึงข้อมูลในตำราที่เคยศึกษา...
“อดีตยอดฝีมืออับดับ 1 แห่งเมืองบุปผาแดง ผู้ช่วยมือขวาของเ้าเมืองฉี...40 ปีก่อน บุกเพียงลำพังพิชิตกองโจรสายลมดำ สังหาร 124 ศพ... 35 ปีก่อน เป็แม่ทัพต้านศึกกองทัพเ้าเมืองเมฆดำแห่งมณฑลเฮย จวบจนาสิ้นสุดเกิดเป็พันธมิตรระหว่างสองมณฑล...23 ปีก่อนยกกำลังพิชิต สัตว์อสูรทะเลชนชั้นลมปราณสีส้ม ได้เป็ผลสำเร็จ
แต่เกิดเื่เศร้าขึ้นถูกโรคระบาดเล่นงาน หมดวาสนาไปเมื่อ 19ปีก่อน ... เป็หนึ่งในบุคคลระดับตำนานของเมืองบุปผาแดง ในยุคนั่นใครบ้างไม่รู้จัก...ขวานวายุโลหิต ซ่งหยุนไห่ ยอดขุนศึกแห่งเมืองบุปผาแดง...”
เมื่อได้ยิน ซุน กล่างถึงประวัติความเป็มาสีหน้าของทุกคนภายในโถงอาหารแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เศร้าสลดอย่างชัดเจน...โดยเฉพาะตัวของหญิงสาวอย่าง ซ่งจือฮุ่ย นางถึงกับมิอาจกลั้นน้ำตา ทำให้ ซุนงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ก็พอจะคาดเดาได้กว่ากลุ่มคนเหล่านี้ น่าจะเป็สายเืตระกูลซ่งที่ยังหลงเหลือ...
ชายชราที่เหมือนพ่อครัว ค่อย ๆ ก้าวเดินมายัง ซุน... เด็กหนุ่มไม่กล้าประมาททุกคนภายในโถงอาหารแห่งนี้ ซุน พอที่จะชี้วัดความแข็งแกร่งมองเห็นขอบเขตพลังได้อยู่บ้างเว้นก็เสียแต่ชายชราผู้นี้ ที่ ซุน ไม่อาจใช้ััลมปราณคาดคะเนได้เลย...
“อย่าเข้ามาใกล้กว่านั้น...” ซุน กดคมขวานลงใกล้คอของชายร่างท่วมมากยิ่งขึ้น
ชายชราถอนหายใจ...
“ใจเย็นก่อน... ข้า้าเจรจาต่อรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็ความผิดของพวกเราที่หลอกลวงเ้ามาก็จริง หากแต่เ้าน่าจะสังเกตได้ว่าพวกเรามีเพียงเจตนาข่มขู่เพื่อปล้นชิงของมีค่าบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายจะลงมือกับผู้ใด...
เนื่องด้วยหากคิดที่จะลงมือหนักหน่วงถึงขั้นสังหาร...ข้าก็คงเป็ผู้ลงมือเองไปแล้ว ทุกอย่างก็จะจบสิ้นในชั่วพริบตาเดียว...”
ซุน กดหัวคิ้วลงต่ำในทันที เห็นถึงออร่าอันมหาศาลที่แผ่ล้นออกมาจากร่างของชายชราผู้นี้ซึ่งมันได้ทำให้ ซุน ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ๆ อาภรณ์เปียกชุ่มในเวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจเข้าออก...ั้แ่เริ่มเรียนรู้และเข้าใจถึงััลมปราณ ซุนก็พอจะเริ่มชี้ชัดถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้บ้างแล้ว...
ชายชราผู้นี้ น่าจะแข็งแกร่งสูสีกับ พ่อบ้านตระกูลฉี... ฉีจิ้นฝู
“ชนชั้นลมปราณสีส้ม!! นี่ท่านเป็ใครกัน?!”
ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักขึ้นพร้อมด้วยตาที่เบิกกว้าง
“นามข้าคือ ซ่งไห่เฟิง... เป็น้องชายของ ซ่งหยุนไห่ที่เ้ากล่าวถึงเมื่อครู่นี้อย่างไร...” ชายชรา กล่าวขึ้นตามตรง...
..............................................
**แจ้งล่วงหน้าวันที่ 4-5 ที่จะถึงนี้ ไม่ได้อัพนิยายนะครับ เพราะไรท์ต้องขับรถไปต่างจังหวัดจึงขอแจ้งเป็ไม่อัพไว้ก่อน... แต่หากมีเวลาเพียงพอในการเขียนก็จะพยายามอัพให้ได้วันละ 1 ตอนนี้ ขอบคุณครับ Free-J**