ระบบความเกลียดชัง

    ตอนที่ 44 ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ

    “….”


    เห็นเถาหยุนวิ่งร้องไห้ออกจากสนามประลอง เซี่ยปิงก็พูดอะไรไม่ออก แม้ชายคนนี้จะดูอ่อนแอบอบบางไปบ้าง แต่เขาก็อยู่ในขอบเขตนักสู้ขั้นหกเชียวนะ ทำไมเขาควบคุมความรู้สึกตัวเองไม่ได้ละ


    เซี่ยปิงหันหน้าไปหาอาจารย์ผู้ตัดสิน “อาจารย์ เราต้องทำยังไงต่อ”


    อาจารย์ผู้ตัดสินก็เพิ่งเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก พอย้อนถึงการประลองครั้งก่อนๆ บางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนถูกอัดจนสลบคาสังเวียน และบางคนประเมิณว่าตัวเองไม่สามารถสู้ได้จึงยอมรับความพ่ายแพ้


    แต่ยังไม่เคยพบใครที่วิ่งร้องไห้ออกจากสนามประลองมาก่อน


    “เถาหยุนออกจากสนามประลอง ตามกฎแล้วเขาจึงถูกปรับแพ้ ดังนั้นเซี่ยปิงเป็นฝ่ายชนะ” อาจารย์ผู้ตัดสินในสนามมีประสบการณ์โชกโชน ย่อมมีวิจารณญาณในการตัดสิน จึงประกาศผลการแข่งขันตามเหตุและผล


    แต่ว่าผลลัพธ์นี้ทำให้นักเรียนรอบๆ อยู่ในความโกลาหล


    “ปีศาจ เซี่ยปิงมันต้องเป็นปีศาจแน่ๆ”


    “เขาทำให้เถาหยุนกลัวจนร้องไห้วิ่งออกไปจากสนามประลอง คิดดูเอา ผู้ชายคนนี้ต้องมีใจมืดบอดขนาดไหน”


    “เจตนาของเขาชัดเจนมาตั้งแต่แรกแล้วว่า ต้องการทำให้คู่ต่อสู้อับอาย แกล้งทำเป็นไม่ลงมือ และปล่อยให้คู่ต่อสู้โจมตีเขา ไม่ว่าเถาหยุนจะพยายามอย่างสุดกำลังกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ผลที่ได้ก็ยังเป็นความสิ้นหวังเช่นเดิม ข้อเท็จจริงนี้ยากจะยอมรับได้”


    “ถ้าฉันยืนอยู่ตรงนั้น ฉันคงร้องไห้และวิ่งหนีออกจากสนามประลองเหมือนกัน ปีศาจร้ายผู้นี้รู้วิธีบีบบังคับผู้คนให้จนมุมได้”


    “เจ้าหมอนี่มันเบื่อการเอาชนะด้วยหมัดเดียว มันจึงเปลี่ยนมาใช้หลักจิตวิทยาเพื่อทำร้ายความรู้สึกของฝ่ายตรงข้าม พร้อมเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคู่ต่อสู้จนหมดสิ้น ถ้าคนอย่างเขาไม่ใช่ปีศาจร้าย แล้วใครจะเป็นปีศาจกัน”


    “ไม่น่าละ เขาถึงหลอกลวงเทพธิดาประจำโรงเรียนของเราได้ และยังมีแฟนสาวอยู่นอกโรงเรียนอีกหลายสิบคน ไหนจะทำให้เด็กสาวหลายคนตั้งท้อง คนผู้นี้มีกลอุบายทำให้คนหลงเชื่อ”


    “ว่าแต่ทำไมพวกเราไม่เคยได้ยินเรื่องของเด็กหนุ่มคนนี้มาก่อน”


    “นายไม่เคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘กระต่ายไม่กินหญ้าใกล้รัง’ หรือไง บางทีเจ้าบ้านี่อาจจะรู้ตัวว่า ไม่สามารถทำเรื่องเลวร้ายในรังของตัวเองได้ ดังนั้นเขาจึงสร้างความวุ่นวายนอกโรงเรียนแทน และเลือกวางตัวเงียบๆ ไม่ให้เป็นที่น่าสนใจ แต่ถึงอย่างนั้น เขาไม่อาจทนต่อการลวงล่อของเทพธิดาประจำโรงเรียนอย่างเจียงหย่าหรูได้ สุดท้ายเขาได้ยื่นมือชั่วร้ายออกไปคว้าเทพธิดาเจียง แต่ความลับไม่มีอยู่ในโลก เขาคงคิดไม่ถึงเรื่องนี้จะถูกแพร่งพรายไปพร้อมกับเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในอดีตที่เขาพยายามกลบไว้”


    “ไอ้บัดซบสิบชั่วโคตรแบบเขาต้องถูกลงโทษ”


    นักเรียนหลายกลุ่มที่อยู่ข้างสนามประลองต่างรู้สึกโกรธแค้นถึงขีดสุด และมองเซี่ยปิงเป็นศัตรูตัวฉกาจประจำโรงเรียน อยากให้มีใครสักคนช่วยทุบตีปีศาจร้ายตัวนี้บนสนามประลองแทนพวกเขา


    เมื่อเซี่ยปิงได้ยินเสียงพูดคุยที่อยู่รอบตัว เขาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี เดิมแล้วเขาแค่อยากทดสอบพลังทักษะการป้องกันนรกกลืนกิน ไฉนเลยจึงเลยเอยแบบนี้ได้ เขากลายเป็นปีศาจร้ายที่ชอบเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคนอื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่


    สำคัญกว่านั้น เขาไปหลอกลวงเด็กสาวโรงเรียนอื่นมากกว่าสิบคนตั้งแต่ตอนไหน แถมยังระบุว่าเขามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงอีกนับไม่ถ้วน แล้วอะไรนะ….ทำให้ผู้หญิงหลายคนตั้งท้อง เขาละอยากรู้นัก ไอ้สารเลวคนไหนที่เป็นคนต้นคิดเรื่องพวกนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลยสักอย่าง


    ในหัวเซี่ยปิงเวลานี้มีเสียงแจ้งเตือนค่าความเกลียดชังจากระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาจึงไม่คิดอธิบายให้ใครฟัง เพราะมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่เลยเสียทีเดียว


    สำหรับตัวเขา ชื่อเสียงและภาพลักษณ์มันกินไม่ได้


    ......................................


    ครึ่งชั่วโมงต่อมา อาจารย์ผู้ตัดสินได้ประกาศรายชื่อ 8 คนสุดท้ายสู่สายตาทุกคน โดยมีเซี่ยปิงและเจียงหย่าหรูอยู่ในรายชื่อ


    เจียงหย่าหรูเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ด้านการต่อสู้ของโรงเรียนมัธยมปลายหมายเลข 95 ผนวกกับขอบเขตการฝึกฝนอยู่ในระดับนักสู้ขั้นเจ็ด จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่มีชื่อเจียงหย่าหรูติดอยู่ในแปดคนสุดท้าย


    ลือกันว่าเธออยู่ห่างจากนักสู้ขั้นแปดเพียงก้าวเดียว และด้วยพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนของเธอ ไม่ใช่เรื่องยากในการสอบเข้าสถาบันอันดับหนึ่งอย่างสถาบันหยานหวง


    เจียงหย่าหรูไม่ได้มีแค่หน้าตาอันงดงาม แต่ความแข็งแกร่งของเธอนั้นไม่เป็นรองใคร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม เธอถึงได้รับเสียงชื่นชมจากผู้คนในโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มนักเรียนหญิงด้วยกัน


    เธอถูกมองว่าเป็นคนที่จะคว้าอันดับหนึ่งในการแข่งขันประจำปีของโรงเรียน แม้แต่โจวไท่อันก็ไม่อาจเปรียบด้วยได้


    “เดี๋ยวก่อน ฉันฟังไม่ผิดใช่ไหม เซี่ยปิงเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย และยังเลื่อนขั้นเป็นนักสู้ขั้นห้า ใช้แค่หมัดเดียวในการจัดการกับโจวไท่อัน” เจียงหย่าหรูตกใจกับข่าวที่ได้ยิน


    เธอไม่เคยคิดว่าเซี่ยปิงจะแข็งแกร่งขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ หรือว่าที่ผ่านมา เขาแกล้งทำตัวเป็นหมูหลอกกินเสือ แต่ตอนนี้กลับเอาหนังหมูออก เผยให้เห็นร่างของเสือที่ดุร้ายของเขา


    ไม่ใช่แค่เจียงหย่าหรูคนเดียวเท่านั้นที่เสียอาการ แต่นักเรียนร่วมชั้นห้อง 36 ทั้งหมดมองตากันไปมา เซี่ยปิงที่ดูเป็นคนธรรมดาๆ มาตลอด ปุบปับก็แข็งแกร่งขึ้นเหนือจินตนาการของพวกเขาไปไกล


    “นี่มัน….เหลือเชื่อเกินไปหน่อยไหม”


    เหลียงเซียวซุยเพื่อนสนิทของเจียงหย่าหรูไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน เมื่อได้ยินชื่อนี้ เธอคิดว่าอาจจะมีคนชื่อคล้ายกับเซี่ยปิงจนเกิดการเข้าใจผิด แต่หลังจากที่เธอดูซ้ำไปซ้ำมา เขาคือเซี่ยปิงจริงๆ ที่เข้ารอบแปดคนสุดท้าย


    สีหน้าของเหลียงเซียวซุยน่าดูย่ำแย่กว่าใคร เธอตกรอบ 32 คน แต่ไอ้บ้านี่กลับเข้าไปถึงรอบ 8 คนสุดท้าย หนำซ้ำยังจัดการเขี่ยโจวไท่อันตกรอบแรก เท่ากับว่าเจ้าบ้าเซี่ยปิงอยู่เหนือกว่าเธออีกงั้นเหรอ


    พอคิดถึงเรื่องนี้ เธอก็อดกัดฟันกำหมัดไม่ได้ แพ้ให้กับอัจฉริยะอย่างเจียงหย่าหรูก็แย่พอยู่แล้ว แต่ยังมาแพ้ให้กับคนที่เธอไม่ชอบขี้หน้า มันยิ่งทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม


    “จบแล้ว มันจบแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป อย่าไปฝันถึงเรื่องแก้แค้นเลย”


    สีหน้าของเกาหวานและหยางเว่ยเหมือนอมยาขมไว้ในคอ เขาสองคนอุตส่าห์เฝ้ารอให้โจวไท่อันสั่งสอนไอ้บ้านั่นตั้งแต่การประลองรอบแรก


    แต่พอผ่านไปรอบแล้วรอบเล่า พวกเขาก็เริ่มรู้สึกหดหู่ใจ โดยเฉพาะตอนเซี่ยปิงเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย เขาทั้งคู่ตระหนักได้ว่าไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเซี่ยปิงอีกต่อไป


    ‘หรือว่า….ปีศาจร้ายตัวนี้จะสามารถสอบเข้าสถาบันหยานหวงอย่างที่เคยประกาศไว้’ เกาหวานกับหยางเว่ยลอบคิดอยู่ในใจ


    ยิ่งคิดมากเท่าไหร่พวกเขาก็ยิ่งสิ้นหวังมากขึ้นเท่านั้น หากเป็นแบบนี้ต่อไป เขาสองคนคงต้องพับความแค้นเก็บไว้ และช่องว่างระหว่างพวกเขากับเซี่ยปิงก็จะยิ่งกว้างขึ้นเรื่อยๆ


    เมื่อก่อนเป็นเซี่ยปิงที่ต้องเงยหน้าขึ้นมองพวกเขา แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นเขาสองคนต้องเป็นฝ่ายแหงนหน้ามองเซี่ยปิง


    ทางสงป้าเทียนก็ได้รับข่าวนี้เหมือนกัน ใบหน้าสะท้อนอารมณ์เศร้าหมอง บรรยากาศรอบตัวดูห่อเหี่ยวกดดัน นักเรียนที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่กล้าเข้าใกล้เขา เพราะกลัวจะถูกใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ เนื่องจากสงป้าเทียนนั้นถูกคัดออกในรอบ 16 คน ขณะที่เซี่ยปิงเอาชนะโจวไท่อันด้วยหมัดเดียว และพุ่งทะยานสู่รอบ 8 คนได้อย่างไม่มีปัญหา


    ว่ากันว่า ตอนนั้นสงป้าเทียนไม่ได้พูดอะไรสักคำ เขาหันหลังเดินจากไปโดยไม่อยู่ดูการประลองที่เหลือด้วยซ้ำ


    “ผ่านเข้ารอบ 8 อันดับแรกได้แล้ว….”


    อาจารย์ชิวซุยทราบเรื่องนี้ในใจก็เต็มไปด้วยคำถาม ในภาพความทรงจำของเธอ เซี่ยปิงเป็นเหมือนนักเรียนธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีอะไรโดดเด่น อย่างเดียวที่เธอพอจำได้คือตอนแจกแบบสอบถามเกี่ยวกับการแผนชีวิตในอนาคต เขาเคยประกาศว่าต้องการเข้าเรียนที่สถาบันหยานหวง


    ผ่านไปไม่ทันไร นักเรียนธรรมดาอย่างเขาได้ฝ่าด่านมาถึงรอบ 8 คนสุดท้าย ซึ่งไม่มีใครคิดว่าเขาจะทำมันได้จริงๆ


    “หรือเป็นเพราะว่า ก่อนหน้านี้เขาเก็บตัวเงียบไม่เคยแสดงระดับการฝึกฝนที่แท้จริง แต่พอมีเรื่องพัวพันกับเจียงหย่าหรู เขาจึงเผยไพ่ที่เก็บงำไว้ออกมาแสดงให้คนอื่นได้เห็น”


    อาจารย์ชิวซุยคิด