แต่ผมคงจะคิดมากไป...
และหนูตัวเล็กๆ ก็ค่อยๆ รู้สึกถึงพลังงานบางสิ่ง จากที่ตอนแรกดูสงบ กลายเป็เริ่มวิ่งกะทันหันอย่างบ้าคลั่งในพริบตา
เมื่อผมเช็คทิศทางดู สุดท้ายมันก็ตรงไปยังลานปะาของยมราช
ความเร็วของเราทำให้ไล่ตามหนูไม่ทัน หนูจึงพยายามกัดเชือกที่หาง แต่สุดท้ายผมก็ปล่อยมือ
หนูพุ่งตัวออกไปเหมือนความเร็วของลูกธนู เราทั้งสามคนรีบวิ่งตามหลังมันไป
จนกระทั่ง หนูวิ่งไปถึงหลุมใหญ่ที่ก่อสร้าง ซึ่งก็คือลานปะาจริงๆ
มันหยุดนิ่งทันทีและะโไปมา
....ท่าทางการะโของมันดูแปลกมาก มันะโหมุนตัวในอากาศ 180 องศา จากนั้นก็เอาหัวกระแทกลงพื้น
ภาพนั้นทำให้ผมตะลึง หนูตัวนี้ถูกคุมจิตด้วยพลังงานมืดจึงทำให้เสียสติ
ผ่านไปไม่นาน หนูก็เืไหลออกจากทวารทั้ง 7 แต่ยังคงพยายามคลานไปที่หลุมใหญ่ จากนั้นก็ตกลงไป
พี่ชายเปิดไฟฉายส่องลงไป แล้วส่ายหัวอย่างหมดหวัง "มันตายแล้ว!"
ผมรู้สึกหวาดกลัวมาก รีบบอกพี่เขาให้เก็บของแล้วกลับบ้านกันก่อน
เมื่อเรากลับถึงบ้าน ผมยังคงตัวสั่น..รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เื่ที่ผมควรจะจัดการมัน
พี่หลี่และพี่ชายสงสัยแล้วถามพร้อมกัน "มันเกิดอะไรขึ้น?!"
ผมจุดบุหรี่แล้วตอบกลับ "มันจะเกิดอะไรขึ้นได้อีกล่ะ ลานปะาของยามะมีพลังงานมืดที่แข็งแกร่งมาก จนสามารถทำให้สัตว์เล็กๆ เสียสติและเลือกที่จะตายด้วยตัวเองแทนที่จะถูกทรมานด้วยพลังงานของความมืด มันดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ข้างล่างนั้นอันตรายอย่างร้ายแรง"
พี่ชายสูดหายใจเข้าอย่างใ "ไม่แปลกใจเลยที่โรงงานของผมไม่สามารถรักษาพนักงานได้ ทุกคนถูกสิ่งนี้ไล่ไปกันหมด"
พี่หลี่ถามด้วยความหวาดกลัว "แล้ว..เราจะมีแผนอะไรต่ออีกมั้ย?"
ผมคิดแล้วตอบกลับ "ตอนนี้ยังไม่มี..รอดูพรุ่งนี้แล้วค่อยไปดูที่ลานปะาอีกที”
ต่อมาคืนนั้นไม่ได้ทำอะไรเลย ผมกับพี่หลี่นอนจนถึงเที่ยงวัน พอกินข้าวเที่ยงเสร็จก็เกือบบ่าย 2 แล้ว
พี่ชายเดินมาบอกว่า "ตอนนี้ชาวบ้านกำลังนอนพักกันอยู่ ถ้าจะไปดูก็ต้องรีบไป"
ผมพยักหน้า มุ่งตามพี่ชายไปที่ลานปะาทันที
แม้แต่ตอนกลางวัน ผมยังคงรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอเย็นะเืที่มาจากทางเข้าลานปะา
แบบนี้มันแสดงให้เห็นเลยนะว่าที่นี่มีพลังงานแข็งแกร่งตลอดเวลา
และทีมงานก่อสร้างที่ตายไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทำงานที่นี่อีกเลย พื้นที่นี้จึงถูกปล่อยร้างและมีขยะเกลื่อนกลาด
มีหลุมใหญ่ตรงกลางเด่นชัดมาก...ส่วนพี่ชายพยายามเดินเข้าไปในหลุมใหญ่
จากภายนอก พอจะเห็นได้ชัดว่าข้างล่างเคยมีห้องใต้ดินทรงโค้งเหมือนที่หลบภัย่า
ผนังทั้งสองด้านถูกปิดด้วยเหล็กเส้นและปูนซีเมนต์อย่างแ่า
ที่ทางเข้าห้องใต้ดินมีแผ่นหินอ่อนที่จารึกไว้ว่า "ลานปะาของยมราช"
ตัวอักษรนั้นดูลักษณะเหมือนมีชีวิต บรรยากาศรอบตัวทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่ตอนกลางวันยังทำให้ผมรู้สึกขนาดนี้ แล้วถ้าลึกลงไปมากกว่านี้จะมีพลังงานด้านมืดมากขนาดไหน
ภายในห้องใต้ดินมืดสนิท พี่ชายเปิดไฟฉายส่องออกไป
แล้วก็พบว่าห้องใต้ดินมีพื้นที่กว้างมากพอสมควร อย่างน้อยก็เท่ากับสนามฟุตบอล
พี่คนนั้นถามด้วยความกังวลว่า "จะเข้าไปดูมั้ย?"
...ผมลังเลสักพัก แต่สุดท้ายเพื่อความปลอดภัย จึงตัดสินใจเข้าไป
ภาพในห้องใต้ดินแทบจะเหมือนกับที่พี่หลี่เล่า
พื้นเรียบปูด้วยอิฐสีเขียว ทุกระยะจะมีเครื่องมือทรมานแปลกๆ มากมายจนนับไม่ถ้วน
ที่สะดุดตามากที่สุดก็คือหม้อขนาดใหญ่อย่างที่พวกเขาลือกันจริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ก็หันไปเห็นขวดแก้วที่เต็มไปด้วยอวัยวะของมนุษย์ กับกะโหลก และโครงกระดูกถูกกองทิ้งอยู่บนพื้น
ภายนอกรอบผนังสองข้างมีตะขอเหล็กมากมาย ตะขอที่ขึ้นสนิมแล้ว
ซึ่งผมคาดว่าสีแดงนั้นคือเืที่แข็งตัวจากการถูกตัดหัว
..ทุกอย่างดูปกติ แต่ยิ่งปกติก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ
เพราะเมื่อเผชิญกับลานปะาที่น่ากลัวนี้ ผมกลับรู้สึกหมดหนทาง ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ขณะนั้นเอง มีเสียงเคลื่อนไหวจากข้างบนที่ไซต์ก่อสร้าง คล้ายเสียงคนไอ
พี่ชายคนนั้นหน้าซีดกระซิบว่า
"พวกเขากลับเฝ้ามาแล้ว รีบออกไปเร็วๆ!!"
ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป แล้ววิ่งตามพี่ชายออกไปอีกทาง
จนกระทั่งกลับถึงบ้าน ผมขอยืมแล็ปท็อปของพี่ชาย แล้วคัดลอกรูปที่ถ่ายลงคอม
จากนั้นก็ขยายรูปตรวจสอบ เผื่อว่าจะเจอเบาะแสอะไร
แต่สิ่งที่ทำให้ผมขนลุก คือรูปนี้ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย
เพราะในมุมหนึ่งของลานปะา มีคนหนึ่งถูกแขวนอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ร่างนั้นถูกแขวนสูงด้วยตะขอบนผนัง หน้าเอียงมาทางเราราวกับจ้องมองเราอยู่
ตอนแรกเราคิดว่าเป็ภาพลวงตา เพราะแสงค่อนข้างน้อยและกล้องโทรศัพท์คุณภาพไม่ดีเท่าไหร่...แต่เมื่อผมขยายดูอีกที
ความกลัวก็ทำให้ทั้งตัวผมขนลุกตั้งชัน...มันคือคนจริงๆ!! มีจมูก ตา
แม้มองไม่ชัดแต่รู้สึกได้ตลอดเวลาว่าที่ผ่านมา เขาจ้องมองเราจริงๆ!
ผมสามารถจินตนาการได้ว่าร่างนั้นถูกแขวนขึ้นมีลมพัดให้โยกไปมา ปากเผยอ รอยยิ้มเ็า
แต่ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือ เขาดูเหมือนยังไม่ตาย เพราะในมือเขายังถือดาบยาวเอาไว้อยู่
พี่ชายเดินมารินน้ำให้ เห็นภาพบนหน้าจอก็ร้องเสียงหลงล้มลงพื้น
ผมรีบพยุงเขาขึ้นมา "ลองดูให้ดี รู้จักคนนี้ใช่มั้ย?"
พี่ชายหน้าซีดพยักหน้า "รู้จัก..คนนี้คือหัวหน้าทีมงานที่ถูกน้ำมันเดือดลวกตาย แต่ชาวบ้านฝังเขาไปแล้ว"
หลี่มาจือกลืนน้ำลาย "แย่แล้ว! เราเจอผีจริงๆ เข้าแล้ว"
ผมฟังแล้วก็สงสัย จึงถามพี่ต่อ "หัวหน้าที่ถูกฝังไปแล้วจะมาอยู่ในลานปะาได้อย่างไง? แถมอยู่ในสภาพที่น่ากลัวแบบนี้อีก....ผมมีงานให้พี่ทำ ไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านให้พาคนมาเอาศพหัวหน้าคนนี้ออกจากลานปะา แล้วสังเกตดาบที่เขาถือด้วย ถ้ามีเืติดให้เอาดาบมาด้วย ผมคิดว่าที่ศพไปอยู่ที่นั่นเป็เพราะดาบ...นั้นต้องเป็ดาบอาถรรพ์แน่นอน!!"
พี่ชายมองผมท่าทางหวาดกลัว "แล้วหัวหน้าในภาพนั้นไม่ใช่ผีหรอกเหรอ?"
ผมขำแห้ง “เหอะๆๆ ...คุณเคยเห็นกล้องถ่ายผีได้มั้ย?”
พี่เขาดูลังเลเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป
พี่หลี่รีบเข้ามากดลบรูปนั้น "รูปนี้มันอัปมงคล มันทำให้กลัวจนไม่กล้านอน!"
หนึ่งชั่วโมงต่อมา พี่ชายพาผู้ใหญ่ไปที่ลานหลุมพร้อมชายหนุ่มกลุ่มหนึ่ง
ผู้ใหญ่บ้านครึ่งเชื่อครึ่งสงสัย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจลงไปดู
และไม่คาดคิดว่าจะเจอศพหัวหน้าจริงๆ พวกเขาจึงแบกศพออกมา
ศพคนนั้น ตอนนี้เน่าเฟะและมีจุดสีแดงทั่วตัว ส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียน
หนุ่มๆ เหมือนพยายามออกห่างจากศพไม่กล้าเข้าใกล้
พี่ชายสังเกตเห็นว่าในมือศพยังคงกำดาบไว้แน่น
ในระหว่างที่ผู้ใหญ่บ้านและคนอื่นๆ กระซิบกันว่าจะจัดการศพอย่างไงดี
พี่ชายจึงรีบฉวยโอกาสสไลด์ดาบออกไปทันที
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านตัดสินใจเผาศพและเชิญอาจารย์มาทำพิธีปัดเป่าให้ เพื่อไม่ให้กลายเป็ผีร้าย ชาวบ้านต่างเห็นด้วยและยกศพออกไป
ส่วนพี่ชายถูกสั่งให้เฝ้าดูแลลานปะาต่อ
หลังจากทุกคนออกไป พี่คนนั้นจึงเอาดาบมาให้ผม
ผมมองดาบอย่างละเอียด พบว่าดาบนี้เป็ดาบซามูไรญี่ปุ่น สภาพดีมาก!
ดาบยาวประมาณหนึ่งเมตร โค้งเล็กน้อย ใบมีดคมกริบ มีลายหินอ่อนบ่งบอกว่าเป็เหล็กคุณภาพดี
ดาบนี้น่าจะมาจากลานปะา และปลายดาบก็มีรอยเืสีแดงสด
พี่ชายสงสัย "แล้วนายรู้ได้อย่างไง ว่าดาบจะมีรอยเื? ..แล้วเืมันมาจากไหน?"