แผนชิงรักอาจารย์หญิง

    บทที่ 46.2: หยาดเหงื่อกลางหอตำรา และสัมผัสที่ไร้เดียงสา

    แสงสายัณห์สีส้มอมแดงแผ่กระจายอย่างนุ่มนวลทั่วหอตำราชั้นสองของสถานศึกษาหลี่เหวิน เงาระยิบระยับจากใบไม้ไหวเอนนอกหน้าต่างทอดยาวลงบนพื้นไม้ขัดมันจนเป็นมันวาว เหล่าศิษย์และบัณฑิตส่วนใหญ่แยกย้ายกลับจวนกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมแผ่วเบาและเสียงพลิกหน้ากระดาษเป็นระยะ

     

    ซูซินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรมหนานุ่มสีครามเข้มตรงกลางห้อง ตรงหน้ามีกองม้วนตำราที่ต้องจัดเรียงเรียงราย เสื้อคลุมสีขาวนวลบางเบาที่นางสวมทับชุดในสีแดงสดดูหลวมกว้างกว่าปกติเล็กน้อย ผมดำขลับถูกรวบหลวมๆ ด้วยปิ่นหยกเรียบง่าย ใบหน้างามหวานประดับด้วยหยาดเหงื่อจางๆ ที่เกาะตามไรผมและโหนกแก้ม ดูเหมือนสตรีที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานทั้งวัน

     

    นางรู้ดีว่ามีสายตาคู่หนึ่งซ่อนตัวอยู่ในเงามืดหลังบานประตูไม้ฉลุลายที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย สายตาของหลิวเจิ้ง ศิษย์หนุ่มรูปงามที่วันนี้ดูเหมือนจะจงใจชะลอการกลับจวนนานกว่าปกติ

     

    ซูซินไม่ได้หันไปมองตรงๆ นางเริ่มแผนการ "ไม่ระวังตัว" ด้วยการถอนหายใจเบาๆ ยาวๆ ประหนึ่งคนที่อ่อนล้าแทบจะหมดแรง มือเรียวข้างหนึ่งยกขึ้นปัดผมที่ปรกหน้าออกช้าๆ ปลายนิ้วลากผ่านไรผมเปียกชื้น แล้วค่อยๆ รวบชายเสื้อคลุมขึ้นมาพัดวีให้ตัวเองเบาๆ แต่จงใจให้การพัดนั้นดูรีบร้อนและไม่ตั้งใจ

     

    "ร้อนเหลือเกิน... วันนี้ลมแทบไม่พัดเลยจริงๆ" นางพึมพำกับตัวเอง น้ำเสียงใสซื่อราวกับเด็กสาวที่บ่นอุบโดยไม่รู้ตัว

     

    การพัดวีนั้นทำให้สาบเสื้อคลุมสีขาวที่หลวมกว้างสะบัดไหวตามแรงพัด เผยให้เห็นเนินอกขาวนวลที่ชุ่มเหงื่อจางๆ เอี๊ยมตัวในสีแดงเข้มรั้งขึ้นเล็กน้อยจนเห็นส่วนโค้งเว้าของเอวบางและผิวเรียบเนียนบริเวณใต้ราวอก เม็ดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ไหลลงมาตามร่องอกช้าๆ ก่อนจะซึมลงในเนื้อผ้าบางจนเกิดเป็นรอยชื้นจางๆ ที่แผ่ขยายออกไป นางเหมือนไม่ได้สังเกตตัวเองเลยแม้แต่น้อย ยังคงพัดต่อไปอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่แสงเทียนสะท้อนทำให้ผิวพรรณนั้นดูเปล่งปลั่งยิ่งขึ้น

     

    นางขยับตัวเล็กน้อยบนพรม เปลี่ยนท่านั่งจากขัดสมาธิเป็นนั่งคุกเข่าเบาๆ เพื่อ "ให้หลังได้พัก" แล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นเหยียดยืดอย่างอ่อนล้า การเหยียดนั้นทำให้เสื้อคลุมยกขึ้นตาม เผยให้เห็นช่วงเอวคอดกิ่วและผิวเรียบเนียนบริเวณข้างลำตัว นางถอนหายใจอีกครั้ง ยกมือข้างหนึ่งกุมท้ายทอย อีกข้างยังคงพัดวีต่อไปช้าๆ แต่คราวนี้การพัดทำให้สาบเสื้อด้านขวาหลุดไหล่ลงมาเล็กน้อย เผยให้เห็นหัวไหล่กลมมนและรอยแดงจางๆ ที่ซอกคอ

     

    "อืม... เหงื่อออกเต็มตัวเลย" นางพึมพำเบาๆ มือข้างที่ว่างยกขึ้นปาดเหงื่อที่โหนกแก้ม แต่การปาดนั้นจงใจให้ปลายนิ้วลากผ่านริมฝีปากเบาๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาปาดที่คอ ตามด้วยการยกคอเสื้อคลุมขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้อากาศถ่ายเท ทว่าการยกนั้นทำให้เนื้อผ้าบางรัดแน่นขึ้นชั่วขณะ เผยส่วนโค้งเว้าของทรวงอกที่ชุ่มเหงื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก่อนที่นางจะปล่อยมือลงอย่างไม่ตั้งใจ

     

    หลิวเจิ้งที่แอบมองจากมุมมืดรู้สึกเหมือนลำคอแห้งผากยิ่งกว่าเดิม เขาพยายามกลืนน้ำลายแต่ทำได้เพียงแค่หายใจถี่ขึ้น ทุกการเคลื่อนไหวของอาจารย์หญิงทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกไฟเผาไหม้จากภายใน

     

    ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ก้าวเท้าเข้ามาในห้องพร้อมถาดน้ำชาใบเล็กที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

     

    "อาจารย์... ข้าเห็นท่านยังทำงานอยู่ จึงนำน้ำชาเย็นๆ มาให้ขอรับ" เสียงของเขาดูแหบพร่าเล็กน้อยกว่าปกติ

     

    ซูซินเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเล็กน้อย ประหนึ่งเพิ่งรู้ตัวว่ามีคนอื่นอยู่ในห้อง นางรีบวางพัดลงแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอกตามสัญชาตญาณ ทว่าการเคลื่อนไหวนั้นดูรีบร้อนและเงอะงะจนสาบเสื้อคลุมด้านซ้ายไหล่หลุดลงมา เผยให้เห็นหัวไหล่กลมมนเนียนละเอียดและรอยแดงจางๆ ที่บริเวณซอกคอ ผิวบริเวณนั้นยังชุ่มเหงื่อจางๆ ทำให้ดูเงางามยิ่งขึ้น

     

    "อ๊ะ... หลิวเจิ้ง เจ้ายังไม่กลับอีกหรือ?" นางอุทานเบาๆ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยราวกับตกใจ ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาทันที "ขอบใจเจ้ามาก... ข้ากำลังกระหายจริงๆ ด้วย"

     

    นางเอื้อมมือไปรับถ้วยชาจากเขา ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับนิ้วของหลิวเจิ้งเพียงชั่วครู่ ทว่าซูซินแสร้งทำเป็นมืออ่อนแรง ถ้วยชาสั่นเล็กน้อย น้ำชาเย็นๆ หกกระเซ็นลงมาตกที่ตักของนางเอง และบางส่วนกระเด็นไปเปื้อนกางเกงผ้าไหมเนื้อดีของหลิวเจิ้งบริเวณต้นขาและกึ่งกลาง

     

    "ตายจริง!" นางร้องอุทานเบาๆ ด้วยน้ำเสียงตกใจสุดขีด "ข้าช่างซุ่มซ่ามเหลือเกิน... หลิวเจิ้ง ข้าขอโทษจริงๆ ชุดของเจ้าเปียกหมดแล้ว"

     

    ไม่รอให้เขาตอบ นางรีบทิ้งตัวลงคุกเข่าต่อหน้าเขา ดูเหมือนจะรีบแก้ตัวให้เร็วที่สุด มือหนึ่งถือผ้าเช็ดหน้าผืนบางสีขาว อีกมือยกขึ้นกดที่ตักของตนเองเพื่อซับน้ำ ก่อนจะหันมาซับที่ขาของหลิวเจิ้งทันที

     

    การคุกเข่าของนางทำให้ชายผ้าที่คลุมอยู่นั้นรั้งขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นน่องเรียวขาวและข้อเท้าที่งอนงาม ทว่าสิ่งที่ทำให้หลิวเจิ้งแทบหยุดหายใจคือตำแหน่งที่มือของนางกำลังซับน้ำ—ตรงกึ่งกลางระหว่างขาของเขาเอง

     

    ซูซินก้มหน้าก้มตาซับอย่างตั้งใจ ใบหน้าแดงก่ำแต่ยังคงทำท่าทางจริงจังราวกับกำลังทำหน้าที่สำคัญ นางเริ่มจากซับบริเวณต้นขาด้านในของเขา ค่อยๆ เคลื่อนผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาช้าๆ ตามรอยน้ำที่หก ทุกการเคลื่อนไหวดูเหมือนตั้งใจตามหาคราบน้ำจริงๆ แต่จังหวะนั้นช้า นุ่มนวล และวนกลับไปวนมาหลายครั้ง

     

    เมื่อถึงจุดกึ่งกลาง นางวางฝ่ามือลงกดเบาๆ ตรงบนความแข็งขืนที่เริ่มตึงแน่นขึ้นเรื่อยๆ ผ่านเนื้อผ้าไหมบาง นางกดค้างไว้ครู่หนึ่ง ราวกับกำลังประเมินว่าตรงนี้เปียกมากที่สุด แล้วจึงเริ่มรูดผ้าเช็ดหน้าช้าๆ ขึ้นลงตามความยาวนั้น

     

    การรูดครั้งแรกเริ่มจากโคนขึ้นไปจนถึงส่วนปลายช้าๆ มาก ปลายนิ้วของนางที่กุมผ้าเช็ดหน้าอยู่หลวมๆ ทำให้รู้สึกถึงความร้อนและความตึงที่แผ่ซ่านผ่านเนื้อผ้า นางหยุดที่ส่วนปลายเล็กน้อย ราวกับสังเกตเห็นคราบน้ำหยดสุดท้าย แล้วจึงรูดกลับลงมาช้าๆ อีกครั้ง คราวนี้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งวางพาดตักของเขาเพื่อทรงตัว ทำให้ปลายนิ้วทั้งห้าของนางกดทับลงตรงจุดเดียวกันโดยตรง ความร้อนจากฝ่ามืออุ่นนุ่มซึมผ่านเนื้อผ้าเข้าไปถึงผิวเนื้อ ทำให้ท่อนเนื้อนั้นกระตุกเบาๆ ตามสัมผัส

     

    "ยังเปียกอยู่อีก... ข้าต้องซับให้แห้งกว่านี้" นางพึมพำเบาๆ น้ำเสียงใสซื่อประดุจสตรีที่เป็นห่วงศิษย์อย่างแท้จริง

     

    นางเปลี่ยนมือ ถือผ้าเช็ดหน้าด้วยมือขวา แล้วใช้มือซ้ายวางลงตรงกลางโดยตรง ฝ่ามือซ้ายกางออกเล็กน้อย โอบรอบความยาวนั้นไว้หลวมๆ ผ่านผ้า แล้วค่อยๆ บีบเบาๆ ราวกับกำลังบีบน้ำออกจากผ้าเปียก นางบีบแล้วคลาย บีบแล้วคลาย สองสามครั้งช้าๆ ทุกครั้งที่บีบ ท่อนเนื้อนั้นจะกระตุกตอบสนองเล็กน้อย นางเหมือนไม่ได้สังเกต หรือแสร้งทำเป็นไม่สังเกต

     

    จากนั้นนางเริ่มรูดอีกครั้ง คราวนี้ใช้ทั้งสองมือช่วยกัน มือขวาถือผ้าเช็ดหน้า รูดขึ้นลงช้าๆ ขณะที่มือซ้ายยังคงกดทับอยู่ด้านล่าง โอบรอบโคนเพื่อทรงตัว ปลายนิ้วโป้งของมือซ้ายเลื่อนไปกดเบาๆ ที่รอยต่อระหว่างโคนกับถุงอัณฑะโดยไม่ได้ตั้งใจ—ราวกับกำลังตามหาคราบน้ำที่ไหลลงต่ำ—แล้วเลื่อนกลับขึ้นมาช้าๆ ตามความยาวอีกครั้ง

     

    "ตรงหัว... ยังมีคราบน้ำติดอยู่นิดหนึ่ง" นางพูดเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง มือขวาที่ถือผ้าเช็ดหน้าค่อยๆ กดลงแน่นขึ้นที่ส่วนปลาย แล้วรูดวนเป็นวงกลมเล็กๆ สองสามรอบ ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางของนางแอบเลื่อนผ่านรอยนูนส่วนหัวเบาๆ ผ่านผ้า ราวกับกำลังไล่ตามคราบน้ำสุดท้าย การวนนั้นช้าและนุ่มนวลจนเกือบจะเป็นการลูบไล้โดยไม่รู้ตัว

     

    นางทำซ้ำการวนนั้นอีกสองรอบ ก่อนจะรูดลงมาทั้งความยาวอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ามือทั้งสองข้างกดทับลงพร้อมกัน โอบรอบความแข็งขืนนั้นไว้แน่นขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ บีบเบาๆ ค้างไว้สักพัก ราวกับกำลังตรวจดูว่ายังมีน้ำซึมอยู่อีกหรือไม่ ความร้อนจากฝ่ามือทั้งสองข้างซึมผ่านผ้าเข้าไปเต็มที่ ทำให้หลิวเจิ้งต้องกัดฟันแน่นเพื่อกลั้นเสียงครางที่เกือบหลุดออกมา

     

    "อืม... ยังอุ่นๆ อยู่เลย" นางพึมพำต่อ น้ำเสียงยังคงใสซื่อ "คงเพราะน้ำชาร้อนตอนแรกกระเด็นแรงสินะ... ข้าต้องทำให้เย็นลงกว่านี้หน่อย" นางก้มลงไปพร้อมเป่าลมเบาๆ ใส่ จากนั้นค่อยๆ ผ่อนแรงบีบลง แต่ไม่ได้ชักมือออกทันที ฝ่ามือยังคงวางค้างไว้ โอบรอบความยาวนั้นหลวมๆ ปลายนิ้วยังคงขยับเบาๆ เป็นระยะ ราวกับกำลังสำรวจโดยไม่รู้ตัว ทุกการขยับเล็กน้อยทำให้ท่อนเนื้อกระตุกตอบสนอง นางเหมือนเพิ่งรู้สึกถึงการกระตุกนั้น จึงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงก้มหน้าก้มตา ผมยาวดำขลับปรกหน้าบางส่วน ทำให้หลิวเจิ้งมองไม่เห็นสีหน้าของนางชัดเจน แต่ได้ยินเพียงเสียงหายใจแผ่วเบาที่ถี่ขึ้นเรื่อยๆ

     

    ในที่สุด หลิวเจิ้งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

     

    "อาจารย์..." เสียงของเขาสั่นเครือ "ท่าน... ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังจับ—"

     

    ซูซินเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยสั่นระริก เบิกกว้างราวกับเพิ่งตระหนัก นางค่อยๆ ถอนมือออกช้าๆ ปลายนิ้วยังลากผ่านส่วนปลายเบาๆ ครั้งสุดท้ายก่อนจะถอนออกจนหมด

     

    นางรีบลุกขึ้นยืน มือทั้งสองกอดอกแน่น สาบเสื้อที่หลุดไหล่ยังคงตกลงมาอยู่ข้างหนึ่ง นางรีบดึงกลับเข้าที่อย่างรีบร้อน ทว่าการดึงทำให้เนื้อผ้ารัดแน่นขึ้น เผยส่วนโค้งของทรวงอกที่ชุ่มเหงื่อ

     

    "ข้า... ข้าไม่น่าเลย..." นางก้มหน้าลง น้ำเสียงสั่น "ข้าช่างเป็นอาจารย์ที่ไม่ดีจริงๆ หลิวเจิ้ง... เจ้าต้องลืมเรื่องเมื่อกี้ให้ได้นะ ข้าจะคิดว่ามันเป็นแค่อุบัติเหตุ... เจ้าก็ลืมมันเสียเถิด"

     

    นางหันหลัง เดินไปยืนพิงหน้าต่าง ไหล่บางสั่นเทาเล็กน้อย

     

    หลิวเจิ้งยืนนิ่งอยู่นาน สายตาจับจ้องแผ่นหลังบาง ความรู้สึกค้างคาทำให้เขาแทบคลั่ง

     

    แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้ เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากข้างนอก

     

    "หลิวเจิ้ง? เจ้าอยู่ที่นี่หรือ?" เสียงของเฉินหาวดังขึ้น ตามด้วยเสียงฝีเท้าของหวังเซี่ยนและเจ้าอวี่

     

    ซูซินหันกลับมาอย่างตกใจ ใบหน้าแดงก่ำ "มีใครมาแล้ว... หลิวเจิ้ง เจ้าต้อง—"

     

    "อาจารย์!" เฉินหาวเดินเข้ามาพร้อมกับเพื่อนๆ "ข้าเห็นแสงเทียนยังติดอยู่ จึงมาดูว่า—" เขาหยุดพูดเมื่อเห็นสถานการณ์ในห้อง

     

    หวังเซี่ยนมองดูหลิวเจิ้งที่ยืนอยู่ใกล้ซูซิน และสังเกตเห็นรอยเปียกบนกางเกงของเขา "เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเจ้าเปียกแบบนี้?"

     

    เจ้าอวี่ที่สังเกตการณ์ได้ดีที่สุด เขาสังเกตเห็นสีหน้าแดงก่ำของซูซิน และท่าทางเก้อเขินของหลิวเจิ้ง "อาจารย์... ท่านไม่เป็นไรใช่ไหม?"

     

    ซูซินรีบปรับสีหน้าให้ปกติ "ข้า... ข้าทำน้ำชาหกใส่หลิวเจิ้งโดยไม่ตั้งใจ กำลังช่วยเขาเช็ดอยู่" นางหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ยังเปียกชื้นขึ้นโบก "ข้าซุ่มซ่ามจริงๆ"

     

    เฉินหาวมองดูผ้าเช็ดหน้าแล้วมองไปที่รอยเปียกบนกางเกงของหลิวเจิ้ง "ดูเหมือนเปียกมากเลยนะ ข้าช่วยเช็ดให้ดีไหม?"

     

    "ไม่... ไม่ต้อง!" หลิวเจิ้งตอบเร็ว "ข้าจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเอง"

     

    แต่หวังเซี่ยนกลับเดินเข้ามาใกล้ "อาจารย์ ท่านดูเหนื่อยมาก ให้ข้าช่วยดูแลหลิวเจิ้งแทนดีไหม?" เขาหยิบผ้าเช็ดตัวจากกระเป๋าของตัวเอง "ข้ามีผ้าสะอาดด้วย"

     

    ซูซินมองดูเหล่าหนุ่มน้อยทั้งสาม ในใจนางเริ่มคิดแผนใหม่ "เจ้าทั้งหลายใจดีมาก... แต่ข้าเป็นคนทำให้เปียก ข้าควรจะเป็นคนรับผิดชอบ"

     

    เจ้าอวี่ที่เงียบที่สุดเอ่ยขึ้น "อาจารย์ หากท่านรู้สึกผิด ข้าก็เปียกเหมือนกัน" เขาชี้ไปที่กางเกงของตัวเองที่มีรอยเปียกเล็กน้อยจากการเดินผ่านสวนที่เพิ่งรดน้ำ "ข้าเดินผ่านสวนมา น้ำกระเด็นใส่"

     

    ซูซินมองดูรอยเปียกบนกางเกงของเจ้าอวี่ ใจนางเต้นแรงขึ้น "โอ้... เจ้าก็เปียกด้วยหรือ? ข้าต้องช่วยเช็ดให้เจ้าด้วยสินะ"

     

    เฉินหาวและหวังเซี่ยนมองกันแล้วมองไปที่กางเกงของตัวเอง

     

    "ข้าก็เปียกนิดหน่อยเหมือนกัน" เฉินหาวเอ่ยขึ้น แม้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เปียกเลย "ข้าเดินผ่านน้ำพุมา"

     

    หวังเซี่ยนไม่ยอมแพ้ "ข้าก็เช่นกัน... เหงื่อออกมากจนเสื้อผ้าชื้น"

     

    ซูซินมองดูเหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่ที่ยืนอยู่รอบๆ นาง ในใจนางรู้สึกตื่นเต้นจนแทบจะกลั้นไม่อยู่ "ถ้าอย่างนั้น... ข้าต้องช่วยพวกเจ้าทุกคน" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง "แต่ที่นี่มีแสงน้อย... พวกเจ้าจะมองไม่เห็นรอยเปียกชัดเจน"

     

    "ข้าจะไปเอาเทียนมาเพิ่ม" เฉินหาวเสนอ

     

    "ไม่ต้อง" ซูซินยิ้มอย่างอ่อนโยน "ข้ามีวิธีที่ดีกว่า... พวกเจ้านั่งลงบนพรมสิ แล้วข้าจะช่วยเช็ดให้ทีละคน"

     

    เหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่มองกันด้วยความตื่นเต้น แล้วค่อยๆ นั่งลงบนพรมเป็นแถว หลิวเจิ้งนั่งคนแรก ตามด้วยเฉินหาว หวังเซี่ยน และเจ้าอวี่

     

    ซูซินเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนใหม่จากตู้ แล้วกลับมาคุกเข่าลงต่อหน้าเฉินหาวคนแรก "ข้าจะเริ่มจากเฉินหาวก่อนนะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

     

    เฉินหาวกลืนน้ำลายอย่างลำบาก เมื่อซูซินคุกเข่าลงต่อหน้าเขา เขาได้เห็นทรวงอกที่ชุ่มเหงื่อผ่านช่องเสื้อคลุมที่หลวม

     

    "ตรงไหนเปียกบ้างเฉินหาว?" ซูซินถามด้วยความใสซื่อ

     

    "ตรง... ตรงต้นขา" เฉินหาวตอบด้วยเสียงสั่น

     

    ซูซินเริ่มซับที่ต้นขาของเฉินหาว การเคลื่อนไหวของนางช้าและระมัดระวัง ปลายนิ้วบางครั้งก็แตะผิวหนังของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ "เปียกมากเลยนะ" นางพึมพำ "ข้าต้องซับให้แห้งสนิท"

     

    นางค่อยๆ เลื่อนมือขึ้นไปตามต้นขา เฉินหาวรู้สึกเหมือนถูกไฟเผา เมื่อมือของนางเลื่อนไปถึงกึ่งกลาง เขาก็เริ่มแข็งขืนขึ้น

     

    "อ้าว... ตรงนี้ดูเหมือนจะเปียกมากที่สุดเลย" ซูซินเอ่ยด้วยความประหลาดใจ แล้วเริ่มซับบริเวณนั้นอย่างตั้งใจ

     

    เฉินหาวต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้เสียงครางหลุดออกมา

     

    หลังจากซับให้เฉินหาวเสร็จ ซูซินก็เลื่อนไปหาหวังเซี่ยน "ตาเจ้าล่ะ หวังเซี่ยน"

     

    หวังเซี่ยนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงกลับรู้สึกตื่นเต้นจนขาสั่น เมื่อซูซินเริ่มซับที่ขาของเขา เขารู้สึกถึงความนุ่มนวลของมือนาง

     

    "เจ้าแข็งแรงจริงๆ นะ หวังเซี่ยน" ซูซินชมเชยขณะที่มือนางเลื่อนไปตามกล้ามเนื้อต้นขา "กล้ามเนื้อแข็งมาก"

     

    การสัมผัสของนางทำให้หวังเซี่ยนรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต เมื่อมือของนางเลื่อนไปถึงกึ่งกลาง เขาก็แข็งขืนขึ้นทันที

     

    "โอ้... ตรงนี้ก็เปียกด้วย" ซูซินเอ่ยด้วยความไร้เดียงสา แล้วเริ่มซับบริเวณนั้นด้วยการเคลื่อนไหวที่ช้าและนุ่มนวล

     

    หวังเซี่ยนต้องหลับตาแน่นเพื่อควบคุมตัวเอง

     

    สุดท้ายคือเจ้าอวี่ที่รอคอยด้วยความใจจดใจจ่อ เมื่อซูซินเลื่อนมาหาเขา เขารู้สึกเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น

     

    "เจ้าอวี่ เจ้าเงียบที่สุดเลย" ซูซินยิ้มให้เขา "แต่ข้ารู้ว่าเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน"

     

    เจ้าอวี่พยักหน้าอย่างเขินอาย เมื่อซูซินเริ่มซับที่ขาของเขา เขารู้สึกถึงความอ่อนโยนและความเอาใจใส่

     

    "เจ้ามีผิวหนังที่นุ่มนวลจริงๆ" ซูซินเอ่ยขณะที่มือนางเลื่อนไปตามต้นขา "ต่างจากหวังเซี่ยนที่แข็งแรง"

     

    เมื่อมือของนางเลื่อนไปถึงกึ่งกลาง เจ้าอวี่ก็แข็งขืนขึ้นเช่นกัน

     

    "อืม... ทุกคนดูจะมีปัญหาเดียวกัน" ซูซินเอ่ยด้วยความไร้เดียงสา "ข้าต้องช่วยซับให้แห้งสนิท"

     

    นางเริ่มซับบริเวณนั้นของเจ้าอวี่ด้วยความตั้งใจ การเคลื่อนไหวของนางช้าและเย้ายวน

     

    เมื่อซับเสร็จทุกคน ซูซินลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าแดงก่ำ "ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

     

    เหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่มองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา พวกเขาต่างก็รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การเช็ดผ้าธรรมดา

     

    "อาจารย์..." หลิวเจิ้งเอ่ยด้วยเสียงแหบ "ท่าน... ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านทำอะไร?"

     

    ซูซินมองเขาด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสา "ข้าแค่ช่วยเช็ดผ้าเปียกให้พวกเจ้าเท่านั้น... มีอะไรผิดหรือ?"

     

    เฉินหาว หวังเซี่ยน และเจ้าอวี่มองกันด้วยความสับสน พวกเขาไม่แน่ใจว่าอาจารย์หญิงคนนี้ไร้เดียงสาจริงหรือแสร้งทำ

     

    "ถ้าไม่มีอะไรแล้ว พวกเจ้าควรกลับไปพักผ่อน" ซูซินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ข้าก็จะจัดการตำราต่อ"

     

    เหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน พวกเขายังคงรู้สึกตื่นเต้นและสับสนจากสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

     

    "ข้า... ข้าจะกลับก่อน อาจารย์" หลิวเจิ้งเอ่ยเสียงสั่น

     

    "ข้าก็เช่นกัน" เฉินหาวตอบ

     

    "ขอบคุณท่านมาก" หวังเซี่ยนกล่าว

     

    "ราตรีสวัสดิ์ อาจารย์" เจ้าอวี่กล่าวอำลา

     

    หลังจากที่เหล่าหนุ่มน้อยออกไปหมดแล้ว ซูซินยืนอยู่กลางห้องคนเดียว นางยิ้มอย่างพอใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

     

    "เหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้น่ารักจริงๆ" นางพึมพำกับตัวเอง "พวกเขาต่างก็ตื่นเต้นและสับสนไปหมด"

     

    นางเดินไปที่หน้าต่างมองออกไป เห็นเงาของเหล่าหนุ่มน้อยที่กำลังเดินกลับไปยังหอพักของพวกเขา พวกเขากำลังคุยกันอย่างตื่นเต้น

     

    "นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น" นางคิดในใจ "ข้าจะสอนพวกเขาให้รู้ว่าความปรารถนาที่แท้จริงคืออะไร"

     

    นางหันกลับมามองห้องที่ยังคงมีกลิ่นหอมของความตื่นเต้นและความปรารถนาอยู่ในอากาศ

     

    "พรุ่งนี้จะเป็นวันที่น่าสนใจ" นางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "ข้าจะต้องคิดบทเรียนใหม่ที่จะทำให้พวกเขาตื่นเต้นมากกว่านี้"

     

    นางเริ่มจัดเก็บตำราที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ทุกการเคลื่อนไหวของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและความพอใจ

     

    สถานศึกษาหลี่เหวินที่เคยเงียบสงบกลับกลายเป็นสนามรบแห่งความปรารถนา และซูซินก็เป็นทั้งครูและนักเรียน ทั้งผู้ล่าและเหยื่อ ในเกมแห่งความรักและความปรารถนาที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

     

    แสงเทียนวูบไหวในลมค่ำ สะท้อนเงาของสตรีที่ดูบริสุทธิ์แต่แฝงเล่ห์เหลี่ยม หอตำราเงียบสงบอีกครั้ง แต่ในใจของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพลิงแห่งปรารถนากำลังลุกโหมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

    คล้ายกับเรื่องแผนชิงรักอาจารย์หญิง ที่คุณอ่าน