บทที่ 13 คนมีเหตุผลต้องให้อภัยเหรอ?
เสิ่นต้าลี่รู้สึกเหมือนปล่อยหมัดออกไปใส่ก้อนสำลี ในใจรู้สึกเครียดหนัก
“เ้าสาม ไม่คิดจะไว้หน้าพี่ชายนายบ้างเลยเหรอ?” เสิ่นต้าลี่ถามขึ้นอีกครั้งด้วยสีหน้าเ็ป
ในเวลานี้ ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มวิจารณ์กันออกมาต่างจาก่ก่อนหน้า
“ครั้งนี้พวกบ้านสามเริ่มจะทำเกินไปแล้วนะ แยกบ้านไปแล้วยังจะกัดไม่ปล่อยอีก”
“ใช่ไหมล่ะ ยังกล้าเรียกตั้งยี่สิบหยวนแน่ะ”
“เฮ้อ จากนี้ไปก็ถือว่าทั้งบ้านสาม บ้านรองต่างก็ถอดหน้ากากออกมาแล้วสินะ”
ใช่ว่าทุกคนจะพูดแบบนี้ ส่วนใหญ่ยังมีเหตุผลอยู่
“พวกคุณก็ได้แต่ยืนพูดย่อมไม่ปวดเอว*[1] ใคร ๆ ก็รู้ว่าทั้งเ้าสามและภรรยาต่างเห็นลูกสาวคนนี้เป็ดั่งแก้วตาดวงใจ ถ้าไม่ใช่ว่านีเอ๋อร์ดวงแข็งก็ไม่แน่ว่าจะรอดมายืนอยู่ตรงนี้ได้นะ”
“นั่นสิ ลองเปลี่ยนเป็ลูกตัวเองโดนกระทำแบบนี้บ้างไหมล่ะ ฉันจะรอดูว่ายังจะพูดแบบนี้อยู่อีกรึเปล่า”
เสิ่นทิงหงยืนฟังสิ่งที่พวกชาวบ้านพูดอยู่ข้าง ๆ แล้วลอบจำเอาไว้ โดยเฉพาะคนที่พูดประชดพวกนั้น สักวันเธอต้องเอาคืนแน่นอน
หญิงสาวพลันรู้สึกว่าตัวเองออกจะใจแคบอยู่บ้าง แต่กับคนที่พูดวิจารณ์เธอพวกนี้ คราวหน้าอย่ามาโทษที่เธอเอาคืนก็แล้วกัน แต่แล้วจะทำไมล่ะ ใครบ้างไม่เคยทำเื่โง่ ๆ โดยไร้เหตุผล?
“เสิ่นต้าลี่ ให้ฉันพูดแบบนี้ละกัน บ้านนี้เขายกให้ฉันเป็คนตัดสินใจ คุณไปขอเสิ่นต้าเฉียงก็ไม่มีประโยชน์ เหมือนที่พี่รองฉันพูดไปเมื่อกี้ ถ้าหากไม่เต็มใจจ่ายค่าชดเชย พวกเราก็จะไปแจ้งความ ทีนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ต้องอยู่อย่างสงบกันแล้ว!”
นี่ก็พี่ชายสามี ต่อให้หลิวเยว่เป็คนที่หยาบคายไม่มีเหตุผลยิ่งกว่านี้ แต่หากไม่ใช่เื่จำเป็ก็ไม่ได้อยากมาทะเลาะด้วยนักหรอก แค่ตอนนี้รู้สึกว่าเสิ่นต้าลี่ทำตัวน่าเอือมระอาไม่น้อย ประกอบกับนิสัยของเธอ ก็ทำให้เกือบกลั้นไว้ไม่อยู่
“เธอ…” พื้นฐานดั้งเดิมของเสิ่นต้าลี่ก็ไม่ใช่คนมีความรู้อะไร ส่วนหลิวเยว่มีทางบ้านที่คอยตามใจจึงได้เรียนหนังสือถึง 2 ปี เขาเลยพูดสู้ไม่ได้ อีกทั้งเื่นี้ก็เป็เขาเองที่ไม่มีเหตุผล
“ถูกต้อง! ลูกฉันที่ไม่มีเหตุผลจะเอาคืนสามส่วนแล้วยังไง แล้วกับคนมีเหตุผลต้องให้อภัยด้วยเหรอ?” เซียวเจี้ยนฟางพอใจที่ลูกสาวตัวเองเป็แบบนี้ ลูกคนนี้ช่างเหมือนตัวเองจริงเชียว!
เสิ่นทิงหงอยากจะอุ้มคุณยายขึ้นมาแล้วหมุนไปรอบ ๆ จริง ๆ คุณยายเธอนี่เป็เทพเซียนจากไหนหรือไงนะถึงได้เอาแต่ใจขนาดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ชื่นชมคุณยายมาก
เหตุผลที่เสิ่นทิงหงยังคงเงียบอยู่ก็เพราะชอบความรู้สึกที่มีคนมารุมปกป้อง แต่ในเวลานี้กลับควรพูดออกไปสักคำสองคำบ้างแล้วสิ ผู้ใหญ่ทั้งหมดกำลังช่วยออกหน้าให้ตัวเอง คนต้นเื่ก็ไม่ควรทำตัวเป็พวกที่โดนกลั่นแกล้งได้ง่ายใช่ไหมล่ะ!?
เธอมองไปที่เสิ่นปี้เหลียน “เสิ่นปี้เหลียน การฆ่าคนเป็เื่ผิดกฎหมาย ถ้าไม่กลัวว่าต้องกินข้าวแดงก็ช่างมันเถอะเนอะ?”
นิสัยของเสิ่นปี้เหลียน เสิ่นทิงหงรู้จักดี ทั้งร้ายกาจทั้งขี้ขลาด เวลาเกิดเื่อะไรขึ้นมายังวิ่งเร็วกว่ากระต่ายเสียอีก
เมื่อรวมเข้ากับน้ำเสียงต่ำ ๆ เหมือนผีร้ายของเสิ่นทิงหงแล้ว เสิ่นปี้เหลียนก็หวาดกลัวขวัญกระเจิงเลยทีเดียว
“ฮือออ~ แม่! พ่อ! หนูยังไม่อยากตายนะ!” เสิ่นปี้เหลียนร้องไห้ขี้มูกโป่งวิ่งไปเขย่าแขนจางซู่ฉินกับเสิ่นต้าลี่
“ช่วยหนูด้วย ช่วยหนูด้วย!”
ถึงจางซู่ฉินจะไม่อยากเสียเงิน 20 หยวนนี้ไป แต่โดยเนื้อแท้ยังคงรักลูกสาวคนนี้อยู่ และกลัวว่าจะเกิดเื่ขึ้นกับลูกจริง ๆ นอกจากนี้ถ้าเื่ไปถึงตำรวจขึ้นมา เงินจำนวนนี้ก็ยังต้องจ่ายอยู่ดี
ทางตำรวจเองก็มีมาตรการของเขา ต่อให้บ้านสามไม่ติดใจเอาความ แต่ชื่อเสียงของทั้งลูกสาวลูกชายก็คงถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
จางซู่ฉินยังถือว่าเป็คนรู้ขีดจำกัด พอคำนวณส่วนได้ส่วนเสียแล้ว สุดท้ายเลยยอมจ่ายเงินไป เพียงแต่ท่าทางที่แสดงออกนั้น ดูแล้วเหมือนมีใครไปฉีกทึ้งหัวใจออกมายังไงยังงั้นแหละ
พอเห็นท่าทางสะอึกสะอื้นของจางซู่ฉิน หลิวเยว่ก็เข้าไปคว้าเงินออกมาจากมือของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ
“ต่อไปก็หัดใช้สมองก่อนที่จะลงมือทำอะไรบ้างนะ เสิ่นปี้เหลียนอย่าหาว่าอาไม่เตือนเลยนะ ตอนนี้ถือว่าเธอเป็คนมีชนักติดหลังแล้ว หากต่อไปเกิดอะไรขึ้นกับนีเอ๋อร์ของพวกเรา ฉันจะมาเอาเื่กับเธอแน่”
เสิ่นปี้เหลียนเสียขวัญไปนานแล้ว ตอนนี้เอาแต่ร้องไห้จนทำให้คนที่มองดูอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้
หลิวเยว่เข้าไปจูงมือเซียวเจี้ยนฟางกับลูกสาว “ไปเถอะ! พวกเราไปคุยเื่สร้างบ้านกันที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านดีกว่า”
ตระกูลหลิวพากันมาและพากันจากไปอย่างขึงขัง คนที่มามุงดูเห็นว่าหมดเื่สนุกแล้วก็แยกย้ายไปทางใครทางมัน
แต่ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าเื่ของตระกูลเสิ่นครั้งนี้จะกลายเป็หัวข้อสนทนาของคนในหมู่บ้านไปอีกสักระยะแน่นอน
ตลอดทางไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน ทั้งครอบครัวต่างพูดคุยยิ้มแย้มกันอย่างมีความสุข
พี่สะใภ้ทั้งสามของตระกูลหลิวต่างรู้สึกอิจฉาที่น้องสามีคนเล็กสามารถแยกบ้านออกมาได้สำเร็จ แถมยังได้เงินส่วนแบ่งมามากขนาดนั้น และได้เงินค่าชดเชยมาอีกก้อนหนึ่ง แต่กลับไม่กล้าพูดความคิดพวกนี้ออกมา
ค่าชดเชยนี้ยังไงก็ได้มาเพราะเกือบเกิดเื่ใหญ่ขึ้นกับเสิ่นทิงหง ถ้าพวกเธอกล้าพูดออกไปว่าอิจฉา แม่สามีรู้เข้าคงได้ด่ากระจุยเป็แน่
“นีเอ๋อร์ พวกเรากำลังจะสร้างบ้านใหม่ ลูกอยากได้บ้านแบบไหนล่ะ?”
หลิวเยว่กำลังอารมณ์ดี ลูกสาวก็ปลอดภัยแล้ว ตอนแยกบ้านก็ได้ส่วนแบ่งเพิ่มมาตั้ง 50 หยวน ตอนนี้ยังมีเงินค่าชดเชยอีก 20 หยวน ความมั่นใจจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
เสิ่นทิงหงคิดสักครู่ “พ่อกับแม่อยากอยู่บ้านแบบไหน หนูก็จะอยู่บ้านแบบนั้นค่ะ”
หลิวเยว่ฟังแล้วก็รู้สึกภูมิใจ ลูกสาวคนนี้ช่างรู้ความจริง ๆ
“แม่ว่าจะสร้างเป็บ้านอิฐน่ะ ลูกคิดว่าไงบ้าง?” เื่นี้หลิวเยว่เคยคิดไว้แล้ว ในเมื่อจะสร้างบ้านก็ต้องสร้างบ้านที่มันดีหน่อยสิ เพราะยังไงนี่ก็เป็บ้านเล็ก ๆ ของพวกเขาเอง
การสร้างบ้านดินถึงจะง่าย แถมยังช่วยประหยัดเงิน แค่มีแรงงานเพียงพอก็สร้างบ้านหลังหนึ่งได้แล้ว แต่อายุของบ้านจะไม่ยืนยาว
เื่ความสวยงามไม่ต้องพูดถึง นานไปฝุ่นผงก็จะยิ่งมาก แถมยังมีความชื้นอีก ตอนที่นีเอ๋อร์เพิ่งกลับจากโรงเรียนก่อนหน้านี้ก็เคยพูดไว้ว่าอยากอยู่บ้านอิฐ อีกทั้งปีนี้เธอยังมีเงินส่วนแบ่งจากการแยกบ้านด้วย การสร้างบ้านสักหลังจึงไม่ใช่ปัญหา
“บ้านที่มีอิฐและกระเบื้องก็ดีนะ ลูกสาวฉันคิดการณ์ไกลจริง ๆ ถ้าเงินไม่พอ แม่จะให้เอง”
ถึงไม่บอกว่าเป็แม่ลูกกัน แต่ความลำเอียงแบบนี้เหมือนกันเปี๊ยบ
หลิวเยว่หยุดคิดสักพัก คิดว่าเงินที่ต้องใช้สร้างบ้านอิฐนั้นมีพอแล้วก็พูดขึ้นว่า “ตอนนี้พวกเรามีเงินพออยู่ ยังไม่มีเื่ให้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่หรอกค่ะ เ้าหมาน้อยทั้งสองก็ยังไม่มีแม้แต่คนรัก หากต้องใช้เงินจริง ๆ เดี๋ยวฉันค่อยไปยืมแล้วกัน”
เสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ที่ถูกพูดถึงได้แต่ลูบจมูกตัวเอง ไม่กล้าพูดอะไร
เซียวเจี้ยนฟางขมวดคิ้ว “ยืมเยิมอะไรกัน ของของแม่ก็คือของของลูกนะ”
หลิวเยว่เหลือบมองไปทางพี่สะใภ้ทั้งสามคน “แม่คะ จะพูดแบบนี้ไม่ได้สิ ตอนนี้พวกพี่ ๆ เขาก็มีครอบครัวแล้ว หากฉันยังมาเอาเงินจากทางบ้านอีก จะให้เรียกเป็ตัวอะไร จะไม่เป็การแย่งของของหลานเหรอ?”
ลูกชายคนโตของครอบครัวหลิวต้าก็จะเป็หลานของหลิวเยว่ พี่สะใภ้ใหญ่เองท้องได้ 8 เดือนแล้ว
ตัวเองก็กำลังจะได้เป็อาคน เหตุผลพวกนี้เธอเข้าใจเป็อย่างดี ยังไงก็ต้องคำนึงถึงใจของพวกพี่สะใภ้ด้วยเช่นกัน
[1] เปรียบเปรยได้ว่าหากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็ไม่เข้าใจ