ตอนที่ 16 วันที่ ‘ไม่มีงานทำ’
ขณะที่คนในเรือนกำลังพูดคุยกัน จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็พุ่งตัวเข้ามาราวกับหนีประทัดพอเข้ามาก็พุ่งไปคว้ากาน้ำชาบนโต๊ะยกขึ้นกรอกใส่ปาก “หิวน้ำจะแย่! ั้แ่บ่ายข้ายังไม่ได้ดื่มน้ำสักหยด!”
คนผู้นั้นคือถังจื่อหยวนน้องชายของถังชิงหลวนนั่นเอง ปีนี้เขาอายุสิบสองแล้วกำลังเป็วัยซุกซน ชายเสื้อชุดฉางซาน[1]ถูกสอดไว้ใต้เข็มขัดซึ่งคาดอยู่ที่เอว กางเกงผ้าไหมซึ่งอยู่ข้างในนั้นที่จริงแล้วเป็สีขาวแต่ตอนนี้กลับกลายเป็สีดำเหมือนดิน มิหนำซ้ำยังถูกถกม้วนขึ้นไว้เหนือเข่า
การที่เขาพรวดพราดพุ่งตัวเข้ามาทำให้คนที่อยู่ในเรือนพากันใสาวใช้รีบสับเท้าตามเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะ ฮูหยินใหญ่ถังลุกพรวดขึ้นทันที “พุทโธ่เอ๋ย! ทำไมถึงวิ่งกลับมาแบบนี้ดูสิ เสื้อผ้าเ้าเปียกไปหมดแล้ว! อากาศร้อนเช่นนี้เดินช้าหน่อยไม่ได้หรืออย่างไรกัน”
จากนั้นก็หันไปสั่งสาวใช้ “รีบไปเตรียมเสื้อผ้าสะอาด...และน้ำร้อนให้พร้อม!” แล้วหันมากล่าวกับบุตรชายคนเล็ก “ยังไงก็รีบอาบน้ำก่อนเถอะมิเช่นนั้นจะไม่สบายกันพอดี ไหนบอกมาสิว่าทำไมต้องรีบร้อนวิ่งขนาดนี้ด้วย...”
นางพร่ำบ่นขณะคว้าตัวถังจื่อหยวนเอาไว้แล้วรีบพาออกไปทันที ถังจื่อหยวนทำได้แค่ะโบอก“ท่านพ่อ ท่านพี่ วันนี้ข้ายิงธนูได้ที่หนึ่งด้วย!”พูดได้เท่านั้นก็ถูกฉุดดึงออกไปทันที
สาวใช้ของฮูหยินถังรีบก้าวตามไป ได้ยินเสียงถังตงโจวกล่าวตอบบุตรชาย “ดีมาก!”
ทั้งเรือนที่เมื่อครู่อึกทึกราวกับกำลังทำา จู่ๆ ก็เงียบสงบลง ครอบครัวสามชีวิตบิดา บุตรชายและบุตรสาวต่างมองหน้ากันโดยไร้ซึ่งรอยยิ้ม ในที่สุดเป็ถังจื่อถิงที่ยิ้มกล่าว“จื่อหยวนดูเหมือนจะเติบโตเป็บุรุษขึ้นมากเลยนะขอรับ”
ถังตงโจวพยักหน้า แล้วหันไปถามถังชิงหลวน “ตอนเ้าอยู่จวนโหว...มิได้เกิดเื่ขึ้นจริงหรือ”
ถังชิงหลวนรู้ว่าบิดาของนางย่อมรู้ตื้นลึกหนาบางของจวนโหวดี เมื่อครั้งที่เรียกบิดาของนางให้ไปตรวจรักษาโรคสมาชิกสตรีจวนโหวก็ใช้คำพูดที่ส่อไปในทางใช้อำนาจมากดขี่ มิเช่นนั้นบิดาของนางย่อมไม่มีทางตอบตกลงดังนั้นบิดาย่อมไม่เชื่อว่าจวนโหวจะยอมตกลงกับนางได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ จึงตั้งข้อสงสัยว่าเกิดเื่ราวใดขึ้นหรือไม่
ในสายตาถังชิงหลวน รู้สึกว่าบิดาของตนมีนิสัยขี้ขลาดไปสักหน่อย แต่นางเข้าใจดีบิดาเป็หัวหน้าครอบครัว อีกทั้งยังเป็พี่ชายคนโตของตระกูลบรรพบุรุษแต่ละรุ่นของตระกูลถังมิได้ผ่านพ้นวันเวลากันมาอย่างราบรื่น อุปสรรคที่บรรดาหัวหน้าตระกูลต้องพบเจอนั้นไม่ง่ายเลยที่จะก้าวข้ามผ่านนอกจากต้องพบกับหนทางที่ซับซ้อนและยากลำบากไม่น้อยแล้ว ยังมีประสบการณ์ที่ต้องแลกมาด้วยชีวิตอีกมากดังนั้นบิดาจึงต้องระมัดระวังอยู่ตลอด เพราะเข้าใจเหตุผลนี้ถังชิงหลวนจึงคิดว่าความขลาดกลัวของบิดาก็ถือเป็เื่เหมาะสมแล้ว
นางจึงตอบกลับเสียงเบา “ที่จวนโหวเกิดเื่ขึ้นก็จริง...แต่ก็เป็เพียงเื่ภายในจวนของพวกเขามิได้เกี่ยวข้องกับข้าเลยแม้แต่น้อย ข้าก็แค่หารือกับท่านโหวโดยให้เหตุผลว่าสมาชิกสตรีในจวนต่างมีร่างกายแข็งแรงตัวข้าเองเป็หมอ ย่อมปรารถนาจะรักษาผู้คนให้ได้มากกว่านี้...ท่านโหวจึงยอมเข้าใจถึงเหตุผลเ้าค่ะ”
ถังตงโจวได้ฟังแล้วรู้สึกฉงน แต่ก็เหมือนจะพอเข้าใจขึ้นมาบ้างจึงพยักหน้า “ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว”
ถังจื่อถิงเอ่ยขึ้นเบาๆ “น้องรองทำอะไรรอบคอบเสมอท่านพ่อวางใจเถอะ...ที่จริงพวกเราเองอย่าไปยุ่งกับคนของจวนจงจิ้งโหวนักเลยเรือนหลังของจวนโหวมักมีเื่ไม่ดีไม่งามอยู่เสมอ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งไม่ดี”
ถังตงโจวพยักหน้าแล้วเอ่ยกับถังชิงหลวน “เช่นนั้นต่อไปเ้าก็อยู่บ้านอ่านตำรับตำรา ทำงานเย็บปักถักร้อย อยู่เป็เพื่อนท่านแม่ของเ้าเถอะ”
ถังชิงหลวนตอบรับแล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม “แต่ข้าอยากไปที่โรงยาของท่านอารองสักหน่อยเ้าค่ะ...ถ้าหากข้าสามารถเป็เหมือนอย่างท่านอาสามหรือท่านพี่เป็หมอประจำในโรงยา...”
“เป็หมอประจำอะไรกัน แค่ตรวจรักษาคนไข้เป็ครั้งคราวก็พอ ถ้ามีสมาชิกครอบครัวใดที่เป็สตรีมาเชิญเ้าก็ไปตรวจดูอาการ ถ้าไม่มีก็อยู่บ้านจัดยาก็พอแล้ว ไม่ต้องเที่ยวตะลอนออกไปไหนหรอก”ถังตงโจวแย้งขึ้นทันที
ถังชิงหลวนยิ้มพลางก้มศีรษะตอบรับ ถ้าตัวนางไปเป็หมอประจำที่โรงยาก็คงดูไม่เหมาะจริงๆนั่นละ “เช่นนั้นหากมีเวลาว่างข้าก็ไปดูที่โรงยาได้ใช่หรือไม่เ้าคะข้าได้ยินมาว่าโรงยาของท่านอารองใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง แต่ยังไม่เคยได้ไปเห็นเลย”
ถังตงโจวไม่ตอบ เป็ถังจื่อถิงที่ยิ้มแล้วเอ่ย “ไปกับข้าก็ได้...แต่ยังไปพรุ่งนี้ไม่ได้นะ เพราะข้าต้องไปซีเฉิงเพื่อตรวจอาการให้กับคนตระกูลหนิวไม่รู้ว่าเขาอาการหนักมากน้อยเพียงใด มะรืนนี้หรือมะเื่นี้ก็แล้วกัน”
พอถังจื่อถิงขันอาสาจะพาไป ถังตงโจวจึงยอมพยักหน้าเห็นด้วย
พ่อลูกทั้งสามพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง ถังจื่อหยวนก็วิ่งกลับมาอีกครั้ง สีหน้าสดชื่นเพราะได้อาบน้ำจนสบายตัวตอนนี้เขาเปลี่ยนไปสวมชุดสีเขียวอ่อนสะอาดตา ที่เอวมีเชือกไหมหลากสีมัดรวมกันเป็รูปดอกไม้ห้อยด้วยพู่ไหมระย้าซึ่งถังชิงหลวนถักเองกับมือ
พอเข้ามาเขาก็กล่าวทักทายท่านพ่อ พี่ชาย พี่สาว จากนั้นก็หัวเราะแล้วหย่อนตัวลงนั่งข้างบิดาเมื่อถังตงโจวเอ่ยถามถึงสิ่งที่เขาได้ร่ำเรียนในวันนี้ถังจื่อหยวนก็รีบตอบด้วยความตื่นเต้นทำมือทำไม้เล่าถึงการแข่งธนูอย่างออกรส
ไม่นานสาวใช้ก็ยกอาหารเข้ามา ฮูหยินถังเองก็เดินเข้ามาแล้วเช่นกันทั้งครอบครัวจึงนั่งรับประทานมื้อค่ำกันพร้อมหน้า ต่างตั้งใจฟังถังจื่อหยวนที่ยังคงเล่าเื่การแข่งขันวันนี้ไม่หยุด
ถังชิงหลวนได้ใช้ชีวิตแบบคน ‘ไม่มีงานทำ’มาสองวันแล้ว รู้สึกราวกับตัวเองเพิ่งลาออกจากงานไม่ผิดเพี้ยน ผ่อนคลายปลอดโปร่งโล่งไปทั้งร่างทุกวันนางมีหน้าที่เพียงดูแลสวนสมุนไพรเล็กๆ น้อยๆ กับสาวใช้ติงเซียงและจื่อซู สวนสมุนไพรนี้นางเป็คนลงมือปลูกด้วยตัวเองภายในสวนมีติงเซียง จินอิ๋นฮวา ชิวจวี๋ ไป๋จู๋ ป๋อเหอและยาสมุนไพรอื่นๆที่ปลูกง่ายอีกเล็กน้อย
“ติงเซียง ไปเด็ดดอกติงเซียงมาที” ดอกติงเซียงซึ่งเป็สีเขียวตอนนี้ได้กลายเป็สีชมพูอมม่วงหมดแล้วบ่งบอกว่ากำลังอยู่ใน่ที่เก็บเกี่ยวได้
ติงเซียงรับคำแล้วเดินออกไป จื่อซูที่ยังคงนั่งอยู่กับที่ก็หลุดหัวเราะ ‘คิกคัก’ ออกมา
ถังชิงหลวนเองก็อดขำไม่ได้ “เ้าอย่ามัวแต่หัวเราะสิรีบไปเตรียมบุ้งกี๋มาเร็วเข้า” หลังเก็บดอกติงเซียงมาแล้วต้องนำมาแยกส่วนทั้งกลีบดอกและกลีบเลี้ยงสามารถนำมาสกัดเป็เครื่องหอมได้ ดอกตูมนำไปตากให้แห้งแล้วนำมาทำเป็ยาส่วนใบนั้นถังชิงหลวนตั้งใจจะคัดมาสกัดเอาสารติงเซียงซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ชา สามารถนำมาใช้ในการผ่าตัดเล็กได้
สาวใช้ทั้งสองงานยุ่งขึ้นมาทันที ถังชิงหลวนเดินไปมาตามทางเล็กๆ ในสวนสังเกตการเจริญเติบโตของพืชสมุนไพรทั้งหลายอย่างละเอียด ว่าควรจะเก็บเกี่ยวใน่เวลาไหน
ความจริงที่นางมาจัดการเื่นี้ทั้งหมดก็เพราะพืชพวกนี้ปลูกและดูแลง่ายไม่มีเหตุผลอื่นเลย เพราะอันที่จริงไม่ว่าจะเป็ยาที่ใช้บ่อยหรือยาที่มีมูลค่าหายากก็ล้วนมีอยู่ในจวนทั้งสิ้นโรงยาของท่านอารองเองก็มีครบถ้วนทุกอย่าง
ขณะที่เ้านายและสาวใช้ทั้งสามกำลังวุ่นอยู่ในสวนก็ได้ยินเสียงเรียกดังมาจากด้านนอก “คุณหนูใหญ่คุณหนูใหญ่เ้าคะ”
ถังชิงหลวนเงยหน้าขึ้น พบสาวใช้สูงวัยยืนอยู่ที่หน้าประตูกำลังมองมาที่นางด้วยรอยยิ้ม“คุณหนูใหญ่ คุณชายใหญ่ให้มาถามว่าท่านยังอยากไปโรงยาหรือไม่เ้าคะไปตอนนี้เลย ถ้าหากว่าไปก็ให้ไปรอที่ประตูข้างเ้าค่ะ”
ถังชิงหลวนรีบตอบทันที “ไปสิ! ข้าไปด้วย!”
นางยกชายกระโปรงขึ้นแล้ววิ่งออกไป ได้ยินเสียงจื่อซูร้องเรียก “คุณหนู” ดังตามหลังสาวใช้ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าจะต้องติดตามนางไปด้วยหรือไม่
นางจึงหันกลับไปมองทั้งสองด้วยรอยยิ้ม “พวกเ้าไม่ต้องไปหรอกวันนี้เก็บดอกติงเซียงให้หมดเลยนะ ดอกตูมก็ค่อยๆ จัดให้ดีเหลือไว้สักสองดอกใส่ไว้ในขวด...ส่วนกลีบดอกพวกเ้าจะนำไปทำแป้งทาหน้าหรือทำอะไรก็ตามใจ!”
พูดพลางยื่นมือไปเด็ดดอกจินอิ๋นที่กำลังบานสะพรั่งมากลัดมวยผม แล้วหัวเราะอย่างร่าเริงก่อนยกชายกระโปรงวิ่งออกไป
ติงเซียงและจื่อซูจึงทำได้แค่ทำงานในสวนสมุนไพรต่อไป
[1]ฉางซานมีลักษณะเป็เสื้อคลุมยาวชิ้นเดียวจดข้อเท้า สมัยโบราณใช้เรียกได้ทั้งเสื้อคลุมของชายและหญิงต่อมาฉางซานจะใช้เรียกเฉพาะเสื้อคลุมยาวของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงจะใช้คำเรียกว่ากี่เพ้า