หงสาสีนิล (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 ดินแดนที่ทวยเทพทอดทิ้ง (ยามสอง)

            ภิกษุชราอ่านตำนานอยู่นานถึงสองชั่วยาม

            หากเป็นไปได้ เขาแทบจะนั่งลงอ่านที่ร้านนี้เสียเลย ทว่าเขายังติดภารกิจสำคัญ จึงได้แต่พาเหล่าลูกศิษย์ขึ้นรถม้าจากไป

            รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวโคลงไปโคลงมาผ่านถนนเส้นเดิม พาพวกเขาค่อยๆ ออกจากอำเภอหมิงเหอ

            ภิกษุชราพบว่าศิษย์ทั้งสองของตนดูจิตใจไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวนัก ราวกับกำลังกลัดกลุ้มกับบางสิ่ง

            ภิกษุชราจึงค่อยๆ ยื่นมือเหี่ยวแห้งของตนวางลงบนศีรษะล้านเลี่ยนของภิกษุหนุ่มนามอาปาแล้วเอ่ยขึ้น “ยังคิดเรื่องเจ้าเด็กหนุ่มคนนั้นอยู่หรือ”

            ภิกษุหนุ่มอาปาพยักหน้าเบาๆ

            “เด็กหนุ่มคนนั้นมีรากแห่งปัญญา หากเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ เกรงว่าเพียงไม่กี่ปีก็ย่อมจะต้องเหนือกว่าข้าเป็นแน่” ภิกษุหนุ่มตอบขึ้นเสียงดัง

            ภิกษุชราได้แต่ยิ้มน้อยๆ ใบหน้าปรากฏรอยยับย่นมากมาย ดูแล้วช่างเปี่ยมเมตตา

            “อาปาเอ๋ย เจ้านี่ช่างดีนัก”

            เมื่อได้ยินภิกษุชรากล่าวชม เขาก็ไม่ได้หน้าแดง เพียงยกสองมือขึ้นประนม ใบหน้ายิ้มนั้นขยับลงเบาๆ

            ทั้งสองยามสนทนาก็ล้วนสนทนากันด้วยปริศนาธรรม

            ส่วนเณรน้อยนั้นรู้สึกปวดฟันอยู่จึงไม่ได้ฟังที่อาจารย์พูด ด้วยเพราะเขานั้นไม่เคยกินลูกพลับแห้งมาก่อนจึงไม่ระวังจนกินมากไป บัดนี้จึงได้แต่นั่งหน้ามุ่ยด้วยความปวด

            ยามอยู่บนรถ เณรน้อยไม่จำเป็นสวมผ้าปิดตา จึงไม่ต้องเพ่งมองอะไรอีก ทำให้เขาดูแล้วเป็นเณรน้อยแสนซนรูปหนึ่ง

            “สือชี เจ้าอาวรณ์อะไรอยู่ ยามเจ้าก้าวเข้าสู่โลกใบนี้ยังมีอะไรให้ตื่นตาตื่นใจอีกมากนัก หากเพียงอำเภอเล็กๆ เช่นนี้ก็ทำให้เจ้าลุ่มหลงแล้ว ต่อไปเจ้าจะติดตามอาจารย์ไปโปรดสัตว์ทั้งใต้หล้าได้อย่างไร”

            เณรน้อยพยักหน้ายอมรับเบาๆ

            ทว่าในใจก็ยังคงคิดว่าวันนี้เขาเพิ่งจะได้พบกับสรรพสัตว์ ทั้งยังน่ารักนัก บนศีรษะยังมีผมชี้ๆ ทั้งยังตัวอ้วนกลม แถมยังมีขนมอีกสารพัดอย่าง

            ภิกษุชรามองเณรน้อยที่ยังคงไม่รู้ความแล้วส่ายหน้าอย่างทอดถอนใจ

            ภิกษุหนุ่มจึงได้กล่าวโน้มน้าวอาจารย์ตนขึ้นว่า “ศิษย์น้องยังเล็กนัก รอเขาโตแล้วย่อมจะเข้าใจเอง”

            ภิกษุชราที่ยังคงนั่งบนอาสนะกลมของตนแล้วจึงหันไปเริ่มสวดมนต์ รถม้าที่ยังคงโคลงไปโคลงมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภิกษุชราแม้แต่น้อย

            เณรน้อยอยากจะหยิบของขวัญที่ตนเพิ่งจะได้มาออกมา ทว่าเมื่อหันไปมองท่านอาจารย์ที่กำลังสวดมนต์อยู่ก็ตัดสินใจเก็บมันไว้ก่อนจะดีกว่า

            เณรน้อยจึงค่อยๆ หลับตาลง ศีรษะน้อยๆ ไร้ซึ่งเส้นผม ขนตางอนยาว เมื่อรวมกันแล้วก็ดูสงบนัก ริมฝีปากคู่น้อยค่อยๆ พึมพำบทสวดมนต์ออกมาอย่างไหลลื่นราวกับว่าเคยสวดมาแล้วนับพันครั้ง

            ยามที่เขากำลังสวดมนต์ ลูกปัดสีฟ้าที่เขาซ่อนไว้ก็ค่อยๆ เปล่งแสงนวลตา

            หลังจากเหล่าภิกษุจากไปไม่นานนัก อาสวินและนายท่านสามก็เลือกตำราเสร็จ

            นายท่านสามช่วยอาสวินเลือกตำรามาหลายเล่ม

            ตำรานั้นเดิมทีก็ไม่ใช่สินค้าราคาถูก โดยเฉพาะตำราที่ทำจากกระดาษเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ทว่านายท่านสามที่ปกติมักจะคิดเล็กคิดน้อยอยู่เสมอ วันนี้ถึงกับยอมทุ่มหมดตัว

            ตำรามากมายเสียจนนายท่านสามและอาสวินแบกไม่ไหว สุดท้ายจึงต้องเรียกเสี่ยวอู่ให้มาช่วยอีกแรง

            อาลู่ที่เพิ่งจะเสร็จธุระก็รีบบังคับรถให้มายังร้านตำราพร้อมกับเหล่าปา

            แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงมา

            คนกลุ่มหนึ่งบนรถเทียมวัวค่อยๆ ออกจากเมืองอย่างเอื่อยเฉื่อย

            ระหว่างทางก็ต้องผ่านถนนเฟิงเยว่อีกครั้ง

            ยามไปถึงก็เห็นว่าถนนเส้นนี้ดูคึกคักกว่ายามเช้านัก ตอนเช้านั้นยังเห็นเพียงสตรีนุ่งน้อยห่มน้อยรูปร่างอ้อนแอ้นที่เดินนวยนาดมาหาอาลู่ ทว่าบัดนี้กลับมีสตรีกลุ่มใหญ่กำลังโบกมือให้เหล่าบุรุษพร้อมเผยให้เห็นเอวคอดกิ่วของพวกนาง

            อาภรณ์ของเหล่าสตรีเหล่านั้นล้วนบางเบาจนแทบจะเห็นเนื้อหนัง ทั้งยังเปิดกว้างนัก ยามโบกมือจึงเผยให้เห็นข้อมือเรียวเล็กของพวกนางที่สะบัดไปมาเบาๆ

            ไม่รู้ว่ามีผู้คนอีกมากมายเท่าใดที่โดนข้อมือเรียวขาวผ่องเหล่านั้นดึงดูดเข้าไปในร้าน

            อาลู่นั้นไม่อยากให้น้องสาวต้องมาเห็นภาพเหล่านี้ จึงให้เหล่าปาเร่งความเร็วขึ้นอีกหน่อย

            ทุกคนเดิมทีก็อยากกลับขึ้นเขาอยู่แล้ว ด้านล่างนั้นแม้จะเจริญรุ่งเรือง แต่กลับให้ความรู้สึกไม่ปลอดภัย

            รถเทียมวัวโคลงเคลงไปมาตลอดทาง

            เมื่อถึงแผงขายชาของอาลู่ ทุกคนจึงได้เปลี่ยนมานั่งรถม้าแทน

            แม้ว่าจะไม่ใช้ม้าสีขาวบริสุทธิ์เหมือนม้าของคุณชายเฉิน แต่ก็นับว่าเป็นม้าร่างกำยำลักษณะดีตัวหนึ่ง ตลอดทางขึ้นเขามันก็ห้อตะบึงอยู่ตลอด......

            ยามแสงตะวันกำลังจะลาลับขอบฟ้า แม่นางหลัวก็เริ่มนั่งไม่ติดเสียแล้ว

            ปกติค่ำมืดพวกเขาค่อยกลับมาก็แล้วไปเถิด ทว่าวันนี้พวกเขายังพาเฉินโย่วไปด้วย เด็กหญิงนั้นทั้งดื้อทั้งซน จึงทำให้นางนั้นเป็นกังวลเหลือเกิน

            นางจึงตัดสินใจพาเสี่ยวเถาออกไปดูสักหน่อย เดินไปจนถึงภูเขากระดูกที่ยังคงมีกระดูกเรียงสูงเป็นกอง

            วันนี้ลมแรงนัก ยามสายลมโบกพัดจึงได้ยินเสียงหวิวๆ ที่พัดผ่านผ้าหลากสี

            แสงสีทองยามอาทิตย์อัสดงห่อหุ้มทุกสรรพสิ่งจนเห็นเป็นแสงหลากสีสัน ดูแล้วช่างเปี่ยมไปด้วยความงดงามและความศักดิ์สิทธิ์

            ยามนางเดินมาก็ถือผ้าไหมสีแดงเส้นหนึ่งมาด้วย

            นางอยากจะแขวนผ้าไหมเส้นนี้ด้วยตัวเอง

            เสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ก็เอียงคอมองตามท่าทางนายหญิงของตน แววตาเต็มไปด้วยความกังวล

            “นายหญิง ระวังด้วย”

            เสี่ยวเถานั้นกล่าวไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่านางจะแขวนให้เอง ทว่านายหญิงดึงดันจะแขวนเองให้ได้

            แม้หลัวอู๋เลี่ยงจะเคยเป็นแม่นางน้อยในสายตาคนอื่น ทว่าไม่กี่ปีมานี้ร่างกายนางกลับดีขึ้นมาก

            เมื่อก่อนท่านหมอหูก็เคยกล่าวว่านางนั้นจะอยู่ได้อีกไม่นาน ทว่าบัดนี้นางจะมีชีวิตอยู่ได้ไปจนแก่ชรา

            หากยังเป็นเหมือนในอดีต นางคงจะไม่อยากอยู่ต่อ

            ทว่าบัดนี้นางกลับขอให้ตนมีชีวิตอยู่ได้นานอีกหน่อย อย่างน้อยก็ขอให้นานพอจะได้เห็นเจ้าเด็กหญิงตัวน้อยของนางเติบโต

            นางค่อยๆ เข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง แล้วจึงแขวนผ้าไว้บนกระดูก จากนั้นพลันรู้สึกจนใจขึ้นมา ปกตินางจะเห็นร่างน้อยๆ ของเฉินโย่วปีนขึ้นไปด้านบนอย่างคล่องแคล่ว ครั้นพอเป็นตนทำเช่นเดียวกัน เพียงแค่เข้าไปใกล้กลับรู้สึกว่าเปลืองแรงไปมากโข

            ทว่าดูเหมือนว่านอกจากเด็กหญิงแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนแต่ใช้วิธีการผูกกระดูกกับผ้าไหมแล้วโยนขึ้นไปแทนทั้งนั้น

            แม่นางหลัวลองอยู่นานสองนานก็แขวนไม่ได้สักที จึงได้แต่หากระดูกท่อนหนึ่งมาผูกกับผ้าแล้วโยนขึ้นไปบนภูเขากระดูกแทน

            กระดูกท่อนนั้นยามกระทบกับกระดูกท่อนอื่นก็ส่งเสียง “แกร๊ก” คราหนึ่ง ในที่สุดก็แขวนได้เสียที ผ้าไหมสีแดงนั้นสะบัดพลิ้วตามสายลม เส้นไหมยาวสะบัดไหวๆ ดูแล้วช่างงดงามนัก

            หลัวอู๋เลี่ยงถอนหายใจยาวๆ ออกมาคำหนึ่ง

            เมื่อหันไปก็เห็นท่านอาจารย์กัวกำลังเดินมาทางตน

            “สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะท่านอาจารย์กัว” แม่นางหลัวในท่าทางสง่างามเอ่ยทักทายขึ้น

            วันนี้ราชครูไม่ตามคนอื่นๆ ลงเขาไป ความจริงแล้วเขานั้นติดเรือนนัก ทั้งยังไม่ค่อยชอบออกไปไหน ยิ่งไปกว่านั้นข้างล่างนั้นยังมีคนคอยตามหาตัวเขาอยู่ ดังนั้นเขาจึงอ่านหนังสืออยู่ในเรือนทั้งวัน ยามนี้จึงออกมายืดเส้นยืดสายสักหน่อย

            ไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์ตรงหน้า

            ร่างอรชรของผู้เป็นเจ้าของใบหน้างามผุดผาดนั้นกำลังตั้งใจโยนผ้าไหมขึ้นไปบนภูเขากระดูก ท่าทางของนางนั้นช่างน่ามอง ใบหน้างามเต็มเปี่ยมไปด้วยแววตั้งใจ

            ใต้แสงตะวันอัสดงเช่นนี้ดูแล้วสบายตาสบายใจนัก

            ช่างดูสบายตาสบายใจ ต่างจากหญิงงามที่มีมากจนนับไม่ถ้วนในวังหลวง ไม่ว่ากระทำการใดล้วนต้องมีจุดประสงค์

            ทว่านางนั้นไม่เพียงจะทำให้คนมองแล้วรู้สึกงามเท่านั้น นางยังนับว่าเป็นผู้ปกครองที่มีหัวก้าวหน้าที่หาได้ยากยิ่งบนภูเขาลูกนี้ เขาจึงอดกล่าวเตือนนางประโยคหนึ่งไม่ได้ “อธิษฐานเช่นนี้ไม่ช่วยอะไรหรอก”

            แม่นางหลัวได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ

            ราชครูจึงรีบกล่าวเสริม “ครั้งแรกที่ข้าขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้ ด้วยเพราะจิตใจยังไม่สงบจึงไม่ได้ตั้งใจสำรวจภูเขาลูกนี้ให้ดี ทว่าบัดนี้เมื่อเห็นกองภูเขากระดูกลูกนี้ก็เห็นว่ามันต้องเป็นจุดกำเนิดของค่ายกลสังหารที่คอยสูบพลังชีวิตจากภูเขาทั้งลูก คนที่อยู่ใกล้มันจึงได้พาลกลายเป็นคนโหดเหี้ยม สิ่งชั่วร้ายทั้งปวงจึงถูกดึงดูดออกมา ทั้งยังแผ่กลิ่นอายชั่วร้ายนี้ออกไปอีกเป็นวงกว้าง สุดท้ายจึงทำให้เกิดการต่อสู้ล้มตาย เพียงแต่...”

            เสี่ยวเถาเมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็พลันปรากฏแววว้าวุ่นใจ ภูเขากระดูกลูกนี้คนบนภูเขาล้วนคารวะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเข้าหรือออกจากภูเขาก็ต้องคารวะอย่างนอบน้อม

            แต่ท่านอาจารย์ตรงหน้ากำลังพูดถึงค่ายกลสังหารอะไรสักอย่าง

            ใบหน้าของแม่นางหลัวยังคงสงบนิ่งดังเดิม ใบหน้างามขยับปากเอ่ยขึ้นช้าๆ “เพียงแต่อะไร”

            “เพียงแต่ในค่ายกลสังหารนี้ไม่เคยมีเด็กเล็กคนใดมีชีวิตรอดได้ ด้วยเพราะเด็กเล็กนั้นร่างกายอ่อนแอ ยามอยู่ในค่ายกลจึงมีชีวิตรอดได้ยาก ทว่าบนภูเขาลูกนี้กลับมีเด็ก เช่นนี้ข้าจึงไม่ค่อยมั่นใจนัก”

            “แล้วท่านอาจารย์มีวิธีปลดผนึกค่ายกลหรือไม่” แม่นางหลัวเอ่ยถามขึ้น

            ราชครูทำท่าครุ่นคิด สุดท้ายจึงส่ายหน้า

            “ไม่มี ค่ายกลนั้นลึกลับนัก น่าจะถูกฝังมาแล้วนับพันปี สถานที่แห่งนี้จึงถูกเหล่าทวยเทพทอดทิ้งไปนานแล้ว หากยิ่งปล่อยไว้นานกว่านี้ ข้าก็มองไม่เห็นเช่นกัน เพียงแต่หากว่ากันตามความคิดของข้า สิ่งที่ดีที่สุดคือพวกท่านรีบย้ายหนีจากที่นี่เสีย มิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วพวกท่านจะได้กลายเป็นกระดูกกองหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาเพียงเท่านั้น”

            หลัวอู๋เลี่ยงมองภูเขากระดูก เห็นแถบผ้าไหมสีแดงยังคงโบกสะบัด ยามอยู่ใต้แสงยามเย็นเช่นนี้ทำให้มันดูงดงามเป็นพิเศษ

            นางได้ยินเสียงกระดิ่งแว่วมาตามลม

            ใบหน้าเคร่งขรึมของนางจึงพลันปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนขึ้นมา

            “ท่านรู้หรือไม่ว่ามนุษย์ช้าเร็วก็ย่อมต้องกลายเป็นกระดูกขาวกันทุกคน ทว่าท่านอาจารย์ได้ยินหรือไม่ พวกเขากลับมาถึงบ้านแล้ว”

    คล้ายกับเรื่องหงสาสีนิล (จบ) ที่คุณอ่าน

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808