ผ่านพ้นไปอีกสองวัน ยามเฉินแม่ทัพใหญ่ฟงมู่ยืนจ้องมองทหารนับร้อยนายนั่งอยู่บนหลังม้าด้านหน้าจวนเ้าเมือง รวมไปถึงจินหยาง ชุนฟง เล่อคัง และหยวนจางเพื่อรอการมาของโจวฟางกลุ่มราตรีทมิฬ ในจังหวะนั้นเองได้มีนกพิราบตัวใหญ่บินลงมาจากท้องฟ้าโผเข้าเกาะที่หัวไหล่ของฟงมู่บริเวณขาขวาของมันมีกระบอกไม้ไผ่ถูกติดเอาไว้ หลังจากที่อ่านจดหมายที่ได้รับมาจากนกพิราบฟงมู่ก็เอ่ยวาจาเสียงดังลั่น ทั้งหมดก็เริ่มออกเดินทางออกจากเมือง เกือบครึ่งชั่วยามทั้งหมดก็พบเห็นกลุ่มคนเจ็ดคนขี่ม้ายืนรออยู่ด้านหน้า
“ท่านโจวฟางหัวหน้าหน่วยราตรีทมิฬ”
“ต้องขออภัยท่านแม่ทัพ”
“ไม่เป็ไรท่านโจวฟาง ตอนนี้เรารีบเร่งเดินทางกันเถอะ”
ทั้งหมดเร่งเดินทางจนถึงค่ำโดยไม่หยุดพัก กองไฟหลายสิบกองถูกก่อขึ้นบริเวณตีนเขาซงซาน ภายในกระโจมหลังหนึ่งฟงมู่ชี้นิ้วไปที่จุดจุดหนึ่งในแผนที่
“เมื่อเราพ้นเขตป่าทางตะวันตก จุดนี้คือที่ตั้งของค่ายโจรแมงมุมแดง พวกมันตั้งค่ายอยู่บริเวณหุบเขาซงซาน ด้านหลังเป็หน้าผาสูงตัดลงไปด้านล่างมีแต่สมุนไพรพิษและสัตว์มีพิษ ส่วนด้านหน้ามีกำแพงที่ทำมาจากท่อนไม้ขนาดใหญ่ตั้งขวางที่โล่งขนาดใหญ่ มีทางเข้าออกทางเดียวพรุ่งนี้เช้ายามเฉินเราจะออกเดินเท้าขึ้นเขา จะหยุดพักห่างจากค่ายโจรแมงมุมแดงสิบลี้ ส่วนเวลาลงมือคือยามไฮ่ของวันพรุ่งนี้ สิ่งที่ต้องระวังคือยอดฝีมือที่อาศัยอยู่ที่นั่น ข่งเซียนหัวหน้าโจรแมงมุมแดงระดับพลังคาดว่าน่าจะมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบปีอดีตคนผู้นี้ท่านโจวฟางคงจะรู้จักเป็อย่างดี ส่วนคนอื่นเป็ไปตามที่ข้ารายงานไปก่อนหน้านี้”
โจวฟางแสยะยิ้ม
“ดี ข้าทั้งเจ็ดจะเป็ทัพหน้าบุกทะลวงเข้าไปในค่าย ข่งเซียนผู้นี้ข้าจะรับมือเอง ส่วนยอดฝีมือที่เหลือข้าจะให้คนของข้าทั้งหกจัดการ พวกท่านนำกำลังทหารบุกเข้าไปตามพวกข้าก็พอ หากผู้ใดคิดฝ่าฝืนการจับกุมก็สังหารเสียให้หมด”
ฟงมู่พยักหน้าตอบรับ
“เช่นนั้นพวกท่านแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะให้คนของข้านำอาหารไปส่งให้ที่กระโจม”
หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกจากกระโจมหลังเสร็จสิ้นการพูดคุย หยวนจางก็ได้พาทั้งสามคนเดินสำรวจบริเวณค่าย ในระหว่างที่เดินสำรวจอยู่นั้นจินหยางพบว่ามีคนของโจวฟางแอบติดตามพวกเขาอยู่ ทั้งสี่จึงตัดสินใจกลับไปที่กระโจมที่พัก รุ่งเช้าเหล่ากองทัพและหน่วยราตรีทมิฬก็เคลื่อนตัวขึ้นเขาโดยได้ทิ้งทหารเอาไว้ที่ค่ายหลักยี่สิบนาย การเดินทางเป็ไปอย่างราบรื่นทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังจุดหมายแรก ย่างเข้ายามเซินทั้งหมดก็มาถึงที่หมายฟงมู่กระจายกำลังทหารไปทั่วแนวป่า หยวนจาง จินหยาง ชุนฟง และเล่อคังถูกย้ายให้ไปอยู่ในแนวหลังตามคำสั่งของโจวฟางโดยมีทหารติดตามเพียงสิบคน ไม่นานแสงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า
ย่างเข้ายามไฮ่ เมฆดำเคลื่อนตัวเข้ามาบดบังแสงจันทร์ เสียงฟ้าร้องคำรามเสียงดังลั่นความมืดเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณพร้อมกับสายฝนโหมกระหน่ำ ฟงมู่แปลกใจไม่น้อยที่จู่ ๆ สายฝนก็ตกลงมา ผ่านไปเกือบสองเค่อเมฆดำก็เคลื่อนตัวออกไปมีแสงจันทร์สาดส่องให้แสงสว่างอีกครั้ง ฟงมู่และโจวฟางจึงตัดสินใจบุกค่ายโจรแมงมุมแดง ทันทีที่ทั้งหมดมาถึงด้านหน้าของค่ายโจรพบว่ามีสภาพเสียหายยับเยิน ซากศพเกลื่อนพื้น ฝนที่ตกลงมาทำให้รอบด้านมีแต่แอ่งเืส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ทั้งหมดจึงตัดสินใจบุกเข้าไปด้านในค่าย ทหารส่วนใหญ่สำรอกออกมาเพราะทนดูสภาพของซากศพไม่ไหว เศษชิ้นส่วนกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ไม่มีศพไหนมีชิ้นส่วนครบสามสิบสอง จินหยางรีบเดินไปตรวจสอบซากศพ เขาแปลกใจไม่น้อย ศพส่วนใหญ่ถูกสังหารโดยการฉีกกระชากออกมาจากร่าง บางศพมีรอยกัดขนาดใหญ่ให้เห็นได้อย่างชัดเจน
“เกิดสิ่งใดขึ้นจินหยางเหตุใดเ้าถึงแสดงท่าทางเช่นนั้น?”
“คุณชายหยวนจางข้าว่าที่นี่มีบางอย่างผิดปกติขอรับ ศพส่วนใหญ่ถูกสังหารโดยการกัดและฉีกกระชากออกจากร่าง บางคนก็ถูกสังหารจากด้านหลัง อีกทั้งเมื่อดูทิศทางของศพแล้วเหมือนพวกเขากำลังหนีบางอย่างเพื่อกลับเข้าไปในค่าย”
ทันใดนั้นเองจินหยางก็พบบางอย่างในมือขวาของศพชายฉกรรจ์ผู้หนึ่ง เขาพบขนสีดำยาวเท่าฝ่ามือจำนวนสิบเส้นอยู่ในกำมือ หยวนจางเมื่อเห็นเส้นขนในมือจินหยางเข้าตื่นใไม่น้อย
“เกิดสิ่งใดขึ้นคุณชายหยวนจาง?”
“เ้าเคยได้ยินตำนานเื่เล่าเขาซงซานหรือไม่?”
“ไม่เคยขอรับ”
“เช่นนั้นข้าจะถือโอกาสเล่าให้พวกเ้าทั้งสามฟังก็แล้วกัน นานมาแล้วมีเื่เล่าจากพรานป่าผู้หนึ่งว่าเขาพบเจอสัตว์ประหลาดรูปร่างสูงใหญ่คล้ายหมี แต่ทว่ามีศีรษะคล้ายหมาป่า ตัวมันมีขนสีดำขึ้นปกคลุมทั่วร่างกำลังใช้กรงเล็บอันแหลมคมฉีกกระชากและกัดกินเสือดำตัว..”
ทันใดนั้นเองทั้งหมดก็ได้ยินเสียงร้องคำรามดังลั่นมาจากในค่าย ทหารส่วนใหญ่ที่เข้าไปวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตออกมาด้วยความหวาดกลัว หยวนจางขมวดคิ้วรีบคว้าจับนายทหารผู้หนึ่งเอาไว้
“เกิดสิ่งใดขึ้นพวกเ้าถึงหลบหนีออกมาเช่นนี้?”
“คุณชายหยวนจางรีบหนีเถอะขอรับ เื่เล่าเขาซงซานเป็เื่จริง ตอนนี้ด้านในกลุ่มราตรีทมิฬกำลังสกัดกั้นสัตว์ประหลาดตัวนั้นอยู่ ท่านแม่ทัพจึงให้พวกข้าหลบหนีลงเขา”
“แล้วพวกโจรละยังมีใครเหลือรอดอยู่หรือไม่?”
“ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตขอรับ ทั้งหมดตกตายเป็เพียงอาหารให้สัตว์ประหลาดพวกนั้น อีกอย่างพวกมันมีถึงสองตัวด้วย ข้าว่าตอนนี้คุณชายรีบหนีก่อนเถอะขอรับ”
ทันใดนั้นเองจินหยางก็รีบคว้าจับที่คอเสื้อของหยวนจางดึงมาทางขวาเพื่อหลบบางอย่างที่พุ่งเข้ามา เขาหรี่ตามองหอกเล่มหนึ่งปักพื้นในจุดที่หยวนจางเคยยืนอยู่ เมื่อมองไปยังด้านหน้าของค่ายพบคนของโจวฟางสองคนถือดาบในมือแน่นกำลังพุ่งทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็ว โดยทั้งสองจับจ้องไปที่หยวนจาง
“ชุนฟง เล่อคังคุ้มกันคุณชายหยวนจางหนีไปก่อนข้าจะสกัดพวกเขาเอาไว้”
ทันใดนั้นเองทหารที่หยวนจับคว้าจับเอาไว้ก็ดึงมีดสั้นที่ซ่อนเอาไว้ที่อกพุ่งเข้าหาหยวนจาง จินหยางรีบใช้มือขวาคว้าจับคอเสื้อจากด้านหลังกระชากพร้อมกับซัดฝ่ามือซ้ายไปที่ท้ายทอย เปรี้ยง! เขารีบโยนทหารนายนั้นให้แก่ชุนฟง
“จับกุมตัวทหารนายนี้”
เล่อคังคว้ารับตัวทหารเอาไว้หลังจากนั้นทั้งสามก็พุ่งหายเข้าไปในแนวป่า จินหยางดึงกระบี่ออกจากฝักพุ่งเข้าสกัดทั้งสอง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เสียงดาบและกระบี่ดังลั่น จินหยางร่ายรำทักษะกระบี่เจ็ดดาวจนทำให้ทั้งสองถอยร่นออกไป
“เพลงกระบี่ของเ้าร้ายกาจนัก สนใจเข้ามาอยู่ในหน่วยราตรีทมิฬกับพวกข้าหรือไม่? ฝีมือเช่นเ้าอีกไม่กี่ปีต้องได้เป็หัวหน้าหน่วยที่อายุน้อยที่สุดเป็แน่”
“เก็บคำเชิญของพวกท่านเอาไว้เถอะขอรับ ข้าไม่อยากเป็เพียงสุนัขที่คอยทำตามนายสั่งเช่นพวกท่าน”
“โอ้!! ฝีปากของเ้าก็ร้ายกาจเช่นเดียวกับเพลงกระบี่ ในเมื่อเ้าคิดปฏิเสธพวกข้า เช่นนั้นก็อย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
“รีบเข้ามาเถอะ อย่าเสียเวลาเลยขอรับ”
“อย่าอวดดีให้มันมากนักไอ้หนู”
จินหยางกำชับกระบี่ในมือแน่นพุ่งทะยานเข้าหาชายฉกรรจ์ทั้งสอง
“อวดดีหรือไม่เหตุใดพวกท่านทั้งสองไม่ลองต้านรับเพลงกระบี่ของข้าละ”
จินหยางใช้ทักษะย่างก้าวพยัคฆ์เข้าประชิดชายฉกรรจ์ทางซ้ายมือ เคร้ง! เขายกกระบี่ต้านรับคมดาบที่ฟันลงมาด้านหน้า จิงหยางโยกตัวไปทางซ้ายก่อนจะแทงเข่าไปที่ชายโครงด้านซ้ายถนัดถนี่ เปรี้ยง! ในจังหวะที่ชายฉกรรจ์กำลังล้มลงเขาก็ฟาดฝ่ามือซ้ายไปที่ศีรษะอย่างรวดเร็ว เปรี้ยง! จินหยางคว้าจับคอเสื้อของชายฉกรรจ์เอาไว้หมุนตัวไปทางขวาโยนออกไป ชายฉกรรจ์อีกคนที่พุ่งเข้ามาตื่นใรีบตวัดดาบไปด้านหลังเพื่อรอรับร่างที่ถูกโยนเข้ามา ในจังหวะนั้นเองจินหยางก็ปรากฏตัวที่ด้านหลังชายฉกรรจ์และทำการแทงกระบี่ ปลายกระบี่แทงทะลุออกไป เืสีแดงพุ่งกระฉูด จินหยางได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังมาจากในค่าย เขาจึงรีบดึงกระบี่กลับมาแล้วพุ่งเข้าไปในค่าย โจวฟางและคนจากราตรีทมิฬอีกสี่คนกำลังเข้าปะทะกับอสูรกายตัวใหญ่สองตัว เข้าหรี่ตามองไปทางซ้ายพบเห็นฟงมู่ได้รับาเ็สาหัสที่หน้าอกเป็รอยแผลยาวคล้ายรอยกรงเล็บ จินหยางรีบล้วงไปที่อกเสื้อนำห่อผ้าสีเทาออกมา เขาเทบางอย่างในห่อผ้าลงไปที่าแ ไม่ถึงสิบลมหายใจฟงมู่ก็เริ่มรู้สึกตัว
“ท่านแม่ทัพท่านเป็อย่างไรบ้าง?”
“เ้ายังอยู่ที่นี่อีกรึ? แล้วคุณชายหยวนจางอยู่ที่ใด?”
“พวกเขาหลบหนีออกไปแล้วเหลือเพียงข้าผู้เดียว ตอนนี้ท่านรีบออกไปรักษาตัวเถอะข้าจะพาท่านออกไป”
“แต่ว่า..”
“ท่านรู้หรือไม่ว่ามีสองคนจากกลุ่มราตรีทมิฬคิดสังหารคุณชายหยวนจาง?”
ฟงมู่รีบหันไปมองจินหยางด้วยความใ
“เป็เื่จริงอย่างนั้นรึ?”
“เชื่อข้าเถอะ ตอนนี้ที่นี่ไม่ปลอดภัย ท่านต้องหลบออกไปก่อน”
จินหยางรีบพาฟงมู่หลบออกไปด้านนอกเขาพบทหารสองนายนั่งตัวสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว
“พี่ชายทั้งสองข้ารบกวนพาท่านแม่ทัพกลับออกไปได้หรือไม่?”
ทหารสองนายหันไปมองตามเสียง พวกเขาทั้งสองรีบเข้ามาประคองฟงมู่ เมื่อเห็นฟงมู่ถูกพาออกไปจินหยางก็พุ่งกลับเข้าไปในค่ายอีกครั้ง