สายฝนชะล้างคราบคาวโลกีย์ออกไปจากตรอกคอกไก่จนสิ้น ทว่าความชื้นแฉะยังคงเกาะกุมตามร่องอิฐดินเผา เสียงไก่ชนตัวเขื่องขันรับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านม่านหมอกหนา บรรยากาศในตรอกแคบกลับคืนสู่ความวุ่นวายตามวิถีชาวบ้าน ร้านรวงแผงลอยเริ่มตระเตรียมของขาย ทว่าบรรดานักเลงปลายแถวที่เคยเดินกร่างกลับหายหน้าหายตาไปจนผิดสังเกต ทุกคนในตรอกต่างรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวาน แต่ไม่มีใครกล้าปริปากพูดถึงชะตากรรมของจางเป้าและพรตหลี่ซานแม้แต่คำเดียว
หยุนฟานยืนอยู่หน้าเตาดินใบเดิม เสื้อผ้าป่านสีเทาตัวเก่ายังคงมีรอยปะชุนทว่าสะอาดสะอ้าน ปลายนิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนคอยพลิกแผ่นเต้าหู้บนกระทะเหล็กอย่างใจเย็น เสียงน้ำมันเดือดซู่ซ่าเคล้าไปกับกลิ่นหอมฉุนของพริกคั่วและซอสถั่วเหลืองหมักโบราณ
"ท่านพี่ ข้าวเหนียวลืมผัวตากแห้งดีแล้ว แต่เ้าเจ็ดแอบไปจิกกินไปครึ่งกระบุง"
เสียงหวานใสปนประชดประชันดังมาจากทิศทางบันไดไม้ สตรีร่างระหงในชุดสีชมพูกลีบบัวก้าวลงมา ท่วงท่าของนางแช่มช้อยทว่าฝีเท้ากลับหนักแน่นมั่นคงดั่งแผ่นผา นางคือ "ซูชิงฉวน" ภรรยาคนที่สามของหยุนฟาน อดีตธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งหอคัมภีร์ค่ายกลแปดทิศ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ค่ายกลลวงตาขังยอดฝีมือระดับผสานแก่นแท้ (Core Formation) ให้หลงทางจนแห้งเหี่ยวตายอยู่ภายในค่ายกลมาแล้ว บัดนี้นางกลับถือกระบุงไม้ไผ่เก่าๆ ใบหนึ่ง ใบหน้างดงามหมดจดปานไข่มุกราตรีปั้นปึ่งเล็กน้อยยามค้อนขวับมาทางสามี
หยุนฟานไม่ได้หันไปมอง ทว่ามุมปากกลับยกขึ้นเป็รอยยิ้มจาง "ชิงฉวน เ้าเพิ่งกลับมาจากหุบเขาโอสถ เหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืน เหตุใดไม่นอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยเล่า"
"หากข้านอนต่อ มีหวังตำราค่ายกลที่ข้าอุตส่าห์คัดลอกมาให้เสี่ยวิ คงกลายเป็เศษกระดาษรองรังไก่ของท่านพี่เป็แน่" ซูชิงฉวนวางกระบุงลงบนโต๊ะหิน ขยับกายเข้าไปใกล้สามี กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรป่าและดอกเหมยอบอวลโชยเข้าจมูกของหยุนฟาน
ชายหนุ่มตักเต้าหู้ทรงเครื่องร้อนๆ ขึ้นมาหนึ่งชิ้น ใช้ปากเป่าเบาๆ จนคลายความร้อน ก่อนจะยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากบางของภรรยาสาม ซูชิงฉวนชะงักไปเล็กน้อย ดวงตากลมโตสบสายตากับแววตาสีน้ำหมึกที่ลึกล้ำคู่เดิม ความขุ่นเคืองในใจพลันมลายหายไปดุจหิมะต้องแสงแดด นางอ้าปากรับเต้าหู้ชิ้นนั้นเคี้ยวกลืนอย่างว่าง่าย แก้มเนียนซับสีระเรื่อราวกับผลอิงเถาผิง
"รสชาติเป็อย่างไรบ้าง?" หยุนฟานถาม แววตาแฝงความห่วงใย
"เค็มไปนิด... ทว่าข้าชอบ" นางกระซิบตอบ หลบสายตาลงต่ำ ปลายนิ้วเรียวแอบดึงชายเสื้อผ้าป่านของเขาไว้เบาๆ แฝงความออดอ้อนที่ไม่มีใครเคยเห็นภายนอกตรอกแห่งนี้
"ชอบก็กินให้มากหน่อย เ้าผอมลงไปถนัดตาหลังจากไปติดค่ายกลที่หุบเขาโอสถมาสามเดือน" เสียงของหลิ่วหรู่เยี่ยนดังแทรกเข้ามาพร้อมกับร่างในชุดเขียวมรกตที่เดินถือถาดตะเกียบเข้ามาในร้าน นางมองน้องสามด้วยแววตาเอ็นดูทว่าก็ไม่วายแอบส่งสายตาค้อนให้หยุนฟานเล็กน้อย "ท่านพี่ก็ช่างกระไร มีภรรยาสามคนกลับจำรสชาติที่แต่ละคนชอบได้แม่นยำนัก ชิวเหยาชอบเผ็ด ข้าชอบจืด ส่วนชิงฉวนชอบรสจัด ช่างเป็สามีที่ประเสริฐแท้"
หยุนฟานทำเป็ไม่ได้ยินเสียงประชดประชันอันแสนหวานนั้น เขาหันไปตักอาหารใส่ชามตราไก่สี่ห้าใบอย่างแคล่วคล่อง
ที่ลานดินหลังบ้าน เสี่ยวิและเสี่ยวหัวกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่อกก ร่างกายของเด็กทั้งสองอาบไปด้วยหยาดเหงื่อ ทว่าไม่มีเสียงบ่นพร่ำเพรื่อ ปราณแท้จริงในร่างของพวกเขากำลังหมุนเวียนตามเส้นชีพจรอย่างบ้าคลั่ง ภายใต้การควบคุมอันเข้มงวดของเมิ่งชิวเหยาภรรยารองผู้ยืนกอดอกถือแส้หวายอยู่ข้างๆ
"เสี่ยวิ จิตใจเ้าวอกแวก เ้ากำลังคิดถึงเื่เนื้อย่างในหม้อต้มใช่หรือไม่?" เมิ่งชิวเหยาเอ่ยเสียงเ็า แส้หวายในมือตวัดผ่านอากาศเกิดเสียง ขวับ! ห่างจากใบหูของเด็กชายเพียงครึ่งชุ่น
เสี่ยวิสะดุ้งเฮือก รีบรวมรวบจิตใจให้กลับคืนสู่ดวงจิติญญา ปราณสีทองจางๆ ในร่างที่เริ่มปั่นป่วนพลันสงบลงทันตา "ท่านแม่รอง ข้าผิดไปแล้ว ข้าจะไม่วอกแวกอีกแล้ว"
"เสี่ยวหัว เ้าทำดีมาก ปราณของเ้าหลอมรวมกับธาตุไม้ได้ดี ทว่ายามก้าวข้ามขีดจำกัด จงจำไว้ว่าสายเืของพ่อเ้าคือสายปราณบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า อย่าให้สิ่งโสโครกภายนอกมาทำลายรากฐานได้" เมิ่งชิวเหยาหันไปชื่นชมบุตรสาวคนโต
หยุนฟานเดินเข้ามาในลานดินพร้อมถาดอาหาร ชายหนุ่มมองดูหน้าผากที่ซีดขาวของลูกๆ ด้วยความนิ่งสงบ ในใจแม้จะเ็ปที่เห็นลูกต้องตรากตรำ ทว่าเขารู้ดีว่า ยิ่งเขาใจแข็งในวันนี้ วันหน้ายามที่เด็กทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือแห่งสรวง์ พวกเขาจึงจะมีชีวิตรอดกลับมาหาเขาได้
"พักกินข้าวได้" หยุนฟานเอ่ยคำสั้น
เด็กทั้งสองลืมตาขึ้นมาทันที ราวกับได้รับอภัยโทษ เสี่ยวิะโพรวดเดียวข้ามเสื่อกกมาเกาะแขนหยุนฟาน "ท่านพ่อ วันนี้มีเต้าหู้ทรงเครื่องของแม่สามใช่หรือไม่ ข้าได้กลิ่นหอมั้แ่ท้ายตรอกแล้ว!"
"เ้าหมาน้อย เื่กินล่ะเก่งนัก" ซูชิงฉวนเดินตามเข้ามาพร้อมลูบหัวเด็กชายด้วยความรัก ก่อนจะยื่นม้วนตำราหนังแกะเก่าๆ ให้เสี่ยวหัว "เสี่ยวหัว นี่คือคัมภีร์วิถีค่ายกลเคลื่อนย้ายจักรวาล แม่สามคัดลอกส่วนที่สำคัญที่สุดมาให้เ้า ยามที่เ้าไปอยู่สำนักเมฆาคราม หากเจอภัยอันตรายที่ไม่อาจต้านทาน จงใช้ค่ายกลนี้หนีเอาชีวิตรอด"
เสี่ยวหัวรับคัมภีร์มาแนบอก น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย "ขอบพระคุณแม่สาม ลูกจะตั้งใจศึกษาไม่ให้ท่านต้องผิดหวัง"
หยุนฟานนั่งลงบนม้านั่ง คอยคีบอาหารให้ภรรยาทั้งสามและลูกๆ อย่างเท่าเทียม ความอบอุ่นในครอบครัวอบอวลอยู่ท่ามกลางเสียงขันของฝูงไก่ป่า ทว่าในความเงียบงันนั้น สายตาของหยุนฟานกลับทอดมองออกไปไกลข้ามขอบฟ้า ข้ามผ่านม่านเมฆหนาบดบัง... เขาััได้ถึงกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา
ณ โถงส่วนลึกของ สำนักห้าพิษ ดินแดนที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาหัวกะโหลก ห่างจากเมืองหลวงไปราวสามร้อยลี้
บรรบากาศภายในห้องโถงกว้างมืดสลัว แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันมนุษย์วูบวาบส่งกลิ่นคาวชวนสะอิดสะเอียน บนบัลลังก์กระดูกสัตว์อสูร ชายชราร่างผอมโซในชุดคลุมสีเขียวเข้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยปุ่มปมดุจคางคกกำลังนั่งกำหมัดแน่น ดวงตาสีโลหิตแผ่รังสีอำมหิตจนข้ารับใช้รอบด้านต้องหมอบกราบตัวสั่นเทา ชายชราผู้นี้คือ "ถังอู่" เ้าสำนักห้าพิษ ยอดฝีมือระดับผสานแก่นแท้ขั้นสูงสุดผู้มีชื่อเสียงระบือในด้านความโเี้
ปัง!
แผ่นป้ายิญญาของหลี่ซานที่ตั้งอยู่บนหิ้งส่วนกลางพลันะเิออกเป็ชิ้นๆ เศษไม้กระจายว่อน
"หลี่ซานตายแล้ว..." ถังอู่ออกเสียงแหบพร่า ทว่าแฝงไปด้วยปราณสังหารอันหนักหน่วง "มันไปทำภารกิจที่เมืองหลวงเพื่อเก็บเกี่ยวเตาหลอมมนุษย์ เหตุใดจึงได้ดับสูญรวดเร็วเช่นนี้ แม้แต่จิติญญาก็ไม่อาจส่งสารกลับมาได้!"
"เรียนท่านเ้าสำนัก สายสืบรายงานว่า ก่อนที่พรตหลี่ซานจะขาดการติดต่อ เขาได้นำคนของพรรคเสือดำมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เรียกว่า... ตรอกคอกไก่ เขตรากหญ้าของเมืองหลวง" ผู้คุมหอิญญาเอ่ยรายงานเสียงสั่น
"ตรอกคอกไก่รึ?" ถังอู่แค่นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "สถานที่โสโครกเช่นนั้นจะมีผู้ใดฆ่าศิษย์ระดับสร้างรากฐานของข้าได้ หรือว่าจะเป็คนของสำนักเมฆาครามที่แอบลงมือ?"
"ข้าไม่สนว่ามันจะเป็ใคร ใครที่มันกล้าฆ่าคนของสำนักห้าพิษ มันต้องชดใช้ด้วยการให้ตระกูลของมันกลายเป็อาหารของหนอนพิษ์!" ถังอู่ลุกขึ้นยืน สะบัดแขนเสื้ออย่างรุนแรง "เหยาฉี เ้าจงนำหน่วยองครักษ์เงาพิษทั้งสิบสองก้าวข้ามขีดจำกัด เดินทางไปเมืองหลวง สืบหาตัวฆาตกร หากพบเจอผู้เกี่ยวข้อง... ลากพวกมันมาตัดลิ้นและควักลูกตา อย่าให้เหลือรอดแม้แต่ชีวิตเดียว!"
"รับบัญชาท่านเ้าสำนัก" ร่างสายหนึ่งในชุดรัดกุมสีดำโผล่ออกมาจากเงามืด คุกเข่ารับคำสั่งก่อนจะอันตรธานหายไปพร้อมกับไอหมอกสีม่วง
ยามค่ำคืนคืบคลานเข้าปกคลุมตรอกคอกไก่ แงตะเกียงน้ำมันตามบ้านเรือนเริ่มดับลง สายลมหนาวพัดกรรโชกพาให้สุ่มไก่และหลังคาแฝกส่งเสียงเอียดอาด หยุนฟานยังคงนั่งอยู่ที่เดิม หน้าร้านข้าวต้มที่ปิดป้ายไม้ผุๆ ไว้ ทว่าคืนนี้เขามีกระบุงใส่ไข่ไก่วางอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มคอยคัดแยกไข่ไก่อย่างระมัดระวัง
เงาร่างสายดำสิบสามสายพุ่งทะยานผ่านหลังคาบ้านเรือนในเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบ ราวกับกลุ่มค้างคาวผี พวกมันคือหน่วยองครักษ์เงาพิษแห่งสำนักห้าพิษ ทุกคนมีพลังฝีมือระดับสร้างรากฐานขั้นสูงสุด ส่วนหัวหน้ากลุ่ม ‘เหยาฉี’ นั้นครึ่งก้าวเข้าสู่ระดับผสานแก่นแท้แล้ว
พวกมันร่อนลงยืนที่ปากตรอกคอกไก่ กลิ่นมูลไก่และควันไฟทำให้เหยาฉีต้องขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
"หัวหน้า... สถานที่แห่งนี้ช่างโสโครกนัก คนระดับพรตหลี่ซานจะมาตายในที่แบบนี้จริงหรือ?" องครักษ์ผู้หนึ่งกระซิบถาม
"อย่าประมาท จิติญญาของหลี่ซานดับสูญในพริบตา แสดงว่าศัตรูต้องมีวิชาลอบสังหารที่เฉียบคม กระจายกำลังออกไป ค้นหาทุกหลังคาเรือน ใครขัดขวาง... ฆ่า!" เหยาฉีสั่งการเสียงเรียบเด็ดขาด
ทว่า ในขณะที่พวกมันกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่เขตรอยต่อของตรอก...
กิ๊กๆๆ! พึ่บพั่บ!
เสียงไก่ชนตัวหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความมืด มันคือ "เ้าเจ็ด" พ่อไก่ชนขนสีเหลืองทองที่แอบหนีออกจากเล้ามาเดินเล่นยามดึก เ้าเจ็ดเยื้องย่างออกมาขวางหน้าหน่วยองครักษ์เงาพิษ ดวงตาของมันสะท้อนแสงจันทร์เป็ประกายสีทองจางๆ ท่าทางของมันไม่ได้มีความกลัวมนุษย์แม้แต่น้อย ในทางกลับกัน มันกลับยืดอก ขยับปีกราวกับท้าทาย
"ไอ้ไก่บ้า! ไสหัวไป!" องครักษ์คนหนึ่งสบถ ขยับเท้าหมายจะเตะเ้าเจ็ดให้กระเด็น
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้นักฆ่าระดับสร้างรากฐานต้องเบิกตากว้างเสียวสันหลังวูบ!
เ้าเจ็ดไม่ได้บินหนี ทว่ามันกลับขยับก้าวเท้าด้วยท่าร่างที่พิลึกพิลั่น รวดเร็วปานประกายไฟ หลบเลี่ยงลูกเตะนั้นได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะะโพุ่งตัวขึ้นสูง ตวัดกรงเล็บแหลมคมที่อัดแน่นไปด้วยปราณเทพบริสุทธิ์ (ที่มันแอบจิกกินจากเศษข้าวต้ม) ตบเข้าที่ใบหน้าของนักฆ่าผู้นั้นอย่างจัง!
เพียะ!!!
เสียงอุ้งเท้าไก่กระทบใบหน้าดังสนั่นหวั่นไหว ร่างขององครักษ์เงาพิษผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกกับกำแพงดินจนกำแพงร้าวละเอียด ฟันร่วงกบปาก นอนสลบเหมือดไปในพริบตาด้วยน้ำมือของ... ไก่ชนหนึ่งตัว!
"อะไรกัน?!" เหยาฉีอุทานลั่น ใบหน้าภายใต้หน้ากากผ้าดำบิดเบี้ยวด้วยความตกตะลึง ไก่บ้านที่ไหนมีพลังปราณหนาแน่นขนาดซัดผู้ฝึกตนร่วงได้ในกระบวนท่าเดียว! "ล้อมมันไว้! ไก่ตัวนี้ไม่ธรรมดา มันต้องเป็สัตว์อสูรพิทักษ์ของยอดฝีมือที่ซ่อนตัวอยู่แน่!"
องครักษ์ที่เหลืออีกสิบเอ็ดคนรีบชักกระบี่สั้นสีโลหิตออกมา ร่ายคาถาอาคมจนเกิดหมอกพิษสีม่วงตลบอบอวล ล้อมกรอบเ้าเจ็ดไว้ตรงกลาง เ้าเจ็ดเห็นท่าไม่ดี มันรีบชูคอขัน เอ้ก-อี๊-เอ้ก-เอ้ก! เสียงดังลั่นไปทั่วตรอกคอกไก่ เป็การส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ
ที่หน้าร้านข้าวต้ม หยุนฟานถอนหายใจยาว "เ้าเจ็ดนะเ้าเจ็ด แอบหนีเที่ยวแล้วยังหาเื่เดือดร้อนมาให้อีก"
"ท่านพี่ ให้ข้าออกไปจัดการเอง"
เสียงของเมิ่งชิวเหยาดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของนางจากเงามืดข้างตัวหยุนฟาน ในมือของนางถือมีดสั้นคู่สีดำสนิท ดวงตาคู่สวยส่องประกายเ็าดุจน้ำแข็ง "พวกสุนัขรับใช้จากสำนักห้าพิษ กล้ามาส่งกลิ่นคาวพิษในตรอกของเรา ข้าจะใช้เืของพวกมันมาทำเป็ปุ๋ยรดต้นหอมหลังบ้าน"
"ชิวเหยา ชิงฉวน พวกเ้าสองคนออกไปช่วยเ้าเจ็ดเถอะ แต่อย่าให้เสียงดังเกินไป ลูกๆ กำลังนอนหลับ" หยุนฟานสั่งการโดยไม่ลุกจากเก้าอี้ มือยังคงหยิบไข่ไก่จัดใส่กระบุงอย่างใจเย็น
"รับคำบัญชาท่านพี่" ซูชิงฉวนก้าวออกมาจากหลังม่าน ในมือของนางถือธงอาคมขนาดเล็กสี่ผืน นางยิ้มบางๆ แฝงความขี้เล่นทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยไอสังหาร
ณ ปากตรอกคอกไก่ สมรภูมิฝ่าความมืดเริ่มปะทุ!
องครักษ์เงาพิษสามคนพุ่งกระบี่สั้นเข้าใส่เ้าเจ็ดจากสามทิศทาง จังหวะการแทงรวดเร็วและอำมหิต หมายจะเสียบพ่อไก่ชนให้เป็ไก่ย่าง ทว่าก่อนที่ปลายกระบี่จะถึงตัวเ้าเจ็ด...
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!
ธงอาคมสี่ผืนพุ่งทะยานลงมาจากฟ้า ปักลงบนพื้นดินรอบด้านสี่ทิศทางอย่างแม่นยำ ทันใดนั้น แสงสีครามสว่างวาบขนาดย่อมก่อตัวขึ้นเป็กำแพงแสงโปร่งแสง บดบังพลังกระบี่และหมอกพิษทั้งหมดไว้ได้อย่างไร้ร่องรอย
"ค่ายกลพิทักษ์สี่ทิศ!" เหยาฉีร้องลั่น ใจหายวาบเมื่อพบว่าค่ายกลระดับสูงนี้ถูกวางลงในชั่วดีดนิ้ว "ผู้ใดกัน?!"
"คนที่จะมาส่งพวกเ้าลงนรกอย่างไรเล่า"
เสียงเย็นะเืของเมิ่งชิวเหยาดังขึ้นข้างใบหูขององครักษ์ผู้หนึ่ง ชายผู้นั้นยังไม่ทันได้หันกลับมามอง ใบมีดสั้นสีดำขลับก็กรีดผ่านลำคอของมันอย่างเงียบเชียบ!
ฉัวะ!
โลหิตสีแดงฉานสาดกระเซ็นเป็เส้นตรงฝ่าความมืด ร่างของนักฆ่าทรุดฮวบลงกับพื้นดินสิ้นใจตายทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ส่งเสียง จังหวะการลงมือเด็ดขาด รวดเร็ว และไร้สำเนียง สมฐานะอดีตเงาสังหารอันดับหนึ่ง
"ศัตรูมีผู้หนุนหลัง! กระจายกำลังรบ!" เหยาฉีะโสั่งพร้อมตวัดกระบี่ซัดปราณพิษสีม่วงเข้าใส่เงามืดทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่า
เมิ่งชิวเหยาเคลื่อนกายดุจดั่งภูตผี นางอาศัยเงามืดของค่ายกลลวงตาที่ซูชิงฉวนกางกั้นไว้ พุ่งทะยานร่างเข้าหาองครักษ์เงาพิษทีละคน มีดสั้นคู่ในมือตวัดฉับไว เกิดเสียง ฉัวะ! ฉัวะ! ต่อเนื่องกันไม่ขาดสาย แขนขาและหัวของนักฆ่าสำนักห้าพิษร่วงหล่นลงพื้นราวกับใบไม้ต้องลมพายุ การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือดทว่ากลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปภายนอกค่ายกลแม้แต่แอะเดียว
ภายในเวลาไม่ถึงสิบอึดใจ องครักษ์เงาพิษสิบสองคนกลับเหลือรอดเพียงเหยาฉีคนเดียวเท่านั้น!
เหยาฉีหน้าถอดสี ร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันรู้ดีว่าตนเองเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดเข้าให้แล้ว "พวกเ้า... พวกเ้าเป็ใครกันแน่! สำนักห้าพิษไม่มีวันปล่อยพวกเ้าไว้!"
"สำนักห้าพิษรึ? อีกไม่นานก็คงจะกลายเป็เพียงชื่อในประวัติศาสตร์" ซูชิงฉวนเดินนวยนาดออกมาพร้อมรอยยิ้มงดงาม ทว่าในมือกลับกำลังหมุนมุทราอาคมเตรียมปิดบัญชี
เหยาฉีบ้าคลั่งด้วยความจนตรอก มันรวบรวมปราณแท้จริงทั้งหมดในร่าง พุ่งทะยานร่างข้ามขีดจำกัด บดขยี้แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าจนแตกกระจาย มันไม่ได้พุ่งเข้าหาเมิ่งชิวเหยาหรือซูชิงฉวน ทว่ามันกลับมองเห็นห้องหับหลังร้านข้าวต้มที่อยู่ห่างออกไป... มันััได้ถึงกลิ่นอายของเด็กสองคน!
"ในเมื่อข้าต้องตาย พวกแกก็ต้องสูญเสียลูกเช่นกัน!" เหยาฉีแผดเสียงก้อง พุ่งร่างปานสายฟ้าแลบ ทะลวงผ่านค่ายกลลวงตาตรงเข้าหาห้องนอนของเสี่ยวิและเสี่ยวหัวทันที!
จังหวะนี้รวดเร็วและกะทันหันเกินกว่าที่เมิ่งชิวเหยาและซูชิงฉวนจะตามไปสกัดได้ทัน พวกนางหน้าถอดสีด้วยความร้อนรน "ท่านพี่! ช่วยลูกด้วย!"
ณ ร้านข้าวต้ม
หยุนฟานยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ไผ่ ในมือของเขามีไข่ไก่ฟองสุดท้ายที่กำลังจะจัดวางลงในกระบุง ชายหนุ่มไม่ได้หันไปมองร่างของเหยาฉีที่กำลังพุ่งทะยานเข้ามาด้วยจิตมุ่งร้ายแต่อย่างใด
"ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่..." หยุนฟานเอ่ยเสียงแ่เบา ทว่าน้ำเสียงนั้นกลับทำให้มิติรอบด้านเกิดการบิดเบี้ยวจนมองเห็นเป็คลื่นใส "าเ็... ข้ายอมรับได้ โดนรังแก... ข้าถือเป็บทเรียน"
เขาวางไข่ไก่ฟองสุดท้ายลงในกระบุงอย่างแ่เบา โดยไม่ทำให้เปลือกไข่ร้าวแม้แต่น้อย
"แต่หากคิดจะเอาชีวิตลูกของข้า... จุดจบของพวกเ้า ย่อมมีเพียงสถานเดียว"
หยุนฟานยกหัตถ์ขวาขึ้น ตวัดปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นสู่ฟ้าเบาๆ หนึ่งครั้ง ท่วงท่าเรียบง่ายไร้กระบวนท่า ทว่า...
แคร่ก!!!
เสียงราวกับแผ่นฟ้าและแผ่นดินแยกออกจากกันดังสนั่นลึกเข้าไปในจิติญญา มิติเบื้องหน้าของเหยาฉีที่อยู่ห่างจากห้องนอนของเด็กๆ เพียงสามก้าว พลันแยกออกเป็รอยร้าวสีดำมืดขนาดมหึมา รอยแยกนั้นแผ่แรงดึงดูดอันมหาศาลสุดคณนาที่แม้แต่กฎเกณฑ์แห่ง์ก็ไม่อาจต้านทานได้
"อ๊ากกกกก!!!"
เหยาฉีกรีดร้องลั่นด้วยความเ็ปอย่างแสนสาหัส ร่างกายท่อนบนของมันถูกรอยแยกมิติกลืนกินเข้าไปในพริบตา แรงบดขยี้ของมิติที่บิดเบี้ยวทำลายล้างกระดูก ชีพจร และแก่นแท้ปราณของมันจนแหลกสลายกลายเป็ผงคลีในเสี้ยววินาที ก่อนที่รอยแยกมิตินั้นจะปิดตัวลงอย่างเงียบเชียบ ลบตัวตนของหัวหน้าองครักษ์เงาพิษออกไปจากโลกใบนี้อย่างเด็ดขาด... ไม่เหลือแม้แต่เศษเนื้อหรือิญญาให้เวียนว่ายตายเกิด
ความมืดและความสงบเงียบกลับคืนสู่ตรอกคอกไก่ดั่งเดิม หยาดน้ำค้างยามดึกตกลงกระทบใบไม้ส่งเสียงติ๋งๆ
เมิ่งชิวเหยาและซูชิงฉวนเดินกลับเข้ามาในร้าน พวกนางมองสามีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความยำเกรงอันสูงสุด หยุนฟานปัดฝุ่นป่านบนแขนเสื้อเบาๆ ก่อนจะหันไปยิ้มให้ภรรยาทั้งสอง
"ชิวเหยา ชิงฉวน ดึกมากแล้ว พวกเราเข้าไปนอนเถอะ พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นมาต้มข้าวต้มแต่เช้า... อ้อ เ้าเจ็ด คราวหน้าหากแอบหนีเที่ยวอีก ข้าจะจับเ้าต้มน้ำแกงใส่ฟักเขียวแน่" หยุนฟานหันไปขู่พ่อไก่ชนที่กำลังเดินก้มหัวเข้ามาหลบหลังสุ่มไก่ตัวสั่นเทา
ทว่า ในขณะที่ครอบครัวแห่งตรอกคอกไก่กำลังจะเข้านอน... บนชั้นฟ้าอันห่างไกลหมื่นลี้ รอยแยกมิติขนาดเล็กที่เกิดจากการสะบัดนิ้วของหยุนฟานเมื่อครู่ ได้ส่งกระแสคลื่นปราณบริสุทธิ์ทะลวงผ่านค่ายกลโบราณของ์ พุ่งตรงเข้าสู่ตำหนักทองคำของเผ่าเทพที่หนึ่ง...
กงล้อแห่งมหาศึกสหัสวรรษบัดนี้ได้หมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีสิ่งใดจะหยุดยั้งมันได้อีกต่อไป!