เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 153 ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำทั้งสามแผ่น

            “ตกลงท่านพ่อกล่าวมาได้เลย ลูกฟังอยู่”

            “ข้าวางแผนว่าอีกไม่กี่วันจะส่งหนังสือยอมจำนนไปยังค่ายกองทัพอี้จวินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม”

            “อะไรนะ?”ลูกชายคนโตสกุลเฝิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สงสัยว่าตนเองอาจจะหูฝาดไป ถึงแม้สกุลเฝิงจะไม่เหมือนสกุลกงจื้อที่ควบคุมอำนาจทางการทหารส่วนใหญ่ของซีเฮ่าต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคนแต่ก็ยังเป็นตระกูลขุนศึกที่มีชื่อเสียงในแผ่นดินซึ่งชื่อเสียงนั้นล้วนได้มาจากการที่ลูกหลานสกุลเฝิงต้องเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต

            ตอนนี้หลังจากลอบโจมตีไม่สำเร็จกลับคิดจะส่งหนังสือยอมจำนนอีกถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปสกุลเฝิงจะยังมีหน้าอยู่ในแผ่นดินซีเฮ่าได้อย่างไร

            “ท่านพ่อเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด หากท่านพ่อมีความยากลำบากก็ส่งต่อการรบให้ลูกจัดการต่อให้ลูกต้องตายก็จะรักษาเกียรติของสกุลเฝิงเอาไว้ให้ได้!”

            พี่ใหญ่สกุลเฝิงพูดพลางคุกเข่าลง“อย่างแรง” เขาอ้อนวอนให้ท่านพ่ออย่าทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบ

            เฝิงหยงไม่ได้สนใจลูกชายเขามองออกไปทางประตูกระโจมสายตาราวกับมองทะลุผ่านหนังวัวไปยังค่ายกองทัพอี้จวินที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำลี่สุ่ยเด็กหนุ่มผู้นั้นอายุไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเขา แต่กลับไม่เคยพ่ายแพ้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกรบสมัยก่อนอู่โฮ่วอาวุโสเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมีเขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยเช่นกัน น่าเสียดายที่บุตรชายคนเดียวและภรรยาเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่มสาวทำให้อู่โฮ่วอาวุโสโศกเศร้าจนโรคเก่ากำเริบ ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตตามไปและสกุลเฝิงของพวกเขาก็ถือโอกาสนี้มาแย่งชื่อเสียงบางส่วนไป

            วันนี้บุตรชายคนเดียวของอู่โฮ่วอาวุโสที่เคยหัดพูดกำลังเติบโตขึ้นแต่สกุลเฝิงกลับต้องก้มลงคำนับต่อหน้าเขา และรอคำสั่งจากเขาอีกอย่างนั้นหรือ?

            เขาไม่ยอมเด็ดขาดเขาอยากจะหยิบหอกยาวขี่ม้าศึก นำกองทัพเข้ารบอย่างสง่างามไม่ใช่เพื่อความสงบสุขของแผ่นดินซีเฮ่า ไม่ใช่เพื่อราชบัลลังก์แต่เพื่อเกียรติยศที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต!

            แต่ช่างน่าเสียดายเขาเหลือบมองป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา

            “ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ฟุ้งเฟ้อและโหดร้ายเหล่าขุนนางในวังหลวงต่างก็รู้กันดีว่าไม่ควรสนับสนุนแต่กงจื้อหมิงกลับได้รับความนิยมจากประชาชนจนเกือบจะยึดแม่น้ำลี่สุ่ยได้โดยไม่ต้องใช้กำลังพลทหารแม้แต่นายเดียวสกุลกงจื้อจะมาแทนที่สกุลซือหม่าเพื่อปกครองแผ่นดิน นี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ผู้ที่ตระหนักถึงกระแสหรือสถานการณ์ในขณะนั้นคือคนที่ฉลาดเฉลียวการที่สกุลเฝิงยอมแพ้ก็เป็นการทำตามเจตจำนงของสวรรค์”

            “ท่านพ่อท่านบอกความจริงกับลูกเถิด!”ลูกชายคนโตสกุลเฝิงเติบโตมาใต้การอบรมสั่งสอนของท่านพ่อย่อมมองออกว่าท่านพ่อไม่ได้พูดความจริง “ท่านมีเหตุผลอะไรถึงได้ลำบากใจขนาดนี้กันแน่?”

            เฝิงหย่งรู้สึกพอใจในความเฉลียวฉลาดของบุตรชายเขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย สกุลเฝิงของเรามีแต่ลูกผู้ชายที่ยอมตายในสนามรบไม่มีคนขี้ขลาดที่คุกเข่าขอชีวิต แต่เมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่มีบางอย่างที่ต้องตอบแทนบุญคุณและไม่อาจลืมได้”

            เมื่อพูดจบเขาก็ยกป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำในมือขึ้นมาแล้วพูดต่อ“ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้มีทั้งหมดสามแผ่นเป็นของที่ท่านอ๋องผู้ล่วงลับได้สร้างขึ้น ก่อนที่ท่านอ๋องจะสิ้นใจได้เรียกพวกเรามาที่ห้องทรงพระอักษรของท่านและทรงตรัสต่อหน้าอย่างชัดเจนข้าได้ให้สัญญากับท่านอ๋องว่าหากมีใครถือป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้มาไม่ว่าเขาจะขออะไรข้าจะยอมทำตามทุกอย่าง

            เดิมทีข้าคิดว่าท่านอ๋องผู้ล่วงลับจะส่งมอบป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำแผ่นนี้ให้แก่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่แต่ไม่คาดคิดว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนจากในวังหลวงมา แล้วกลับ... เอาเถอะเจ้ารู้แค่ว่าท่านอ๋องผู้ล่วงลับมีพระคุณต่อพวกเราสกุลเฝิงเป็นอย่างมากครั้งนี้ถึงแม้จะต้องเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาเป็นสิบๆ ปี เราก็ต้องปฏิบัติตาม”

            ลูกชายคนโตสกุลเฝิงได้ฟังแล้วก็มีสีหน้าที่ยังสงสัยอยู่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเรื่องราวลึกลับเช่นนี้ด้วยท่านอ๋องผู้ล่วงลับสร้างป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่?หรือว่าท่านอ๋องจะรู้ล่วงหน้าว่าบุตรชายผู้ไม่เอาถ่านของเขาจะทำลายราชวงศ์ซือหม่าหรือเป็นการเตรียมการไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กงจื้อหมิงที่เลี้ยงดูมาเหมือนเป็นบุตรแท้ๆก่อกบฏ?

            ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งสับสนแต่ไม่เหมือนในตอนแรกที่เขาคัดค้านอย่างหนักหน่วงอีกต่อไป

            “เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้เจ้าต้องเก็บไว้ในใจอย่าพูดให้ใครฟัง เมื่อออกไปแล้วก็อย่าแพร่งพรายไป ข้าจะครุ่นคิดอีกสองสามวัน”

            ท่านแม่ทัพอาวุโสเฝิงโบกมือให้บุตรชายออกไปแล้วหันกลับมามองป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

            หากไม่ได้ยินกับหูตนเองเขาก็คงคาดไม่ถึงว่าป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำจะตกอยู่ในมือขององค์หญิงท่านอ๋องผู้ล่วงลับนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่?

            บัดนี้องค์หญิงกลับให้เขายอมแพ้เพื่อเปิดทางให้กงจื้อหมิงอย่างสะดวกที่สุดเกือบจะเป็นการมอบแผ่นดินซีเฮ่าครึ่งหนึ่งให้ไปโดยปริยายนางไม่เกรงกลัวที่จะทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ซึ่งเป็นพี่ชายแท้ๆ ของนางไม่พอใจเลยหรือและไม่กลัวว่าจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษสกุลซือหม่าได้งั้นหรือ?

            “ฮึ!”ท่านแม่ทัพอาวุโสจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ถึงข่าวลือในเมืองหลวงเมื่อตอนที่กงจื้อหมิงแสร้งตายว่าองค์หญิงยืนกรานจะบวชชีในวัดซู่ซิน ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจบ้างแล้วแต่ก็ยังคงมีสีหน้าแปลกประหลาด “นี่แหละสตรี สตรีก็เป็นเช่นนี้แหละ!เพื่อ...จะให้ทำอะไรก็ยอม!”

            สภาพอากาศเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งนักไม่กี่วันก่อนยังหนาวจนแทบจะแช่แข็งผู้คน แต่พอผ่านพ้นคืนวันตรุษจีนไปอากาศก็ดูเหมือนจะอุ่นขึ้นในพริบตา สรรพสิ่งต่างๆก็ล้วนเตรียมเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างรวดเร็ว

            ติงเหว่ยกลัวว่าจะไม่ทันศึกใหญ่ระหว่างสองกองทัพหลังจากวันตรุษจีนผ่านไปไม่นาน นางก็ไปคำนับสองท่านผู้อาวุโสและก็ตอบแทนด้วยชุดเสื้อผ้าและรองเท้า จากนั้นนางก็เริ่มยุ่งกับงานต่อ 

            ตอนนี้นางเดินเหินไม่สะดวกแถมยังรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตนเองได้ดังนั้นจึงครุ่นคิดอยู่นานและสุดท้ายก็ลากอวิ๋นอิ่งมาเป็นผู้ช่วยอวิ๋นอิ่งเป็นคนที่ทำงานละเอียดรอบคอบและระมัดระวัง อีกทั้งยังมีฝีมือที่สำคัญที่สุดคือนางเคยเป็นองครักษ์เงามาก่อน ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือที่สุด

            อวิ๋นอิ่งไม่รู้ว่าติงเหว่ยจะทำอะไรแต่เห็นนางมีท่าทีจริงจังตอนพูดถึงเรื่องนี้อวิ๋นอิ่งก็เลยมอบหมายงานที่ทำอยู่ให้กับบ่าวทั้งสี่คนแทนจากนั้นก็เริ่มค้นหาดินประสิวชั้นดี กำมะถัน และถ่านไม้หลิวตามคำสั่ง

            ติงเหว่ยเคยเห็นอานุภาพของดินปืนมาก่อนขณะที่อวิ๋นอิ่งกำลังยุ่งกับการรวบรวมวัตถุดิบ ติงเหว่ยก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉยนางหาชุดเกราะหวายสองชุดจากในกระโจมพลาธิการซึ่งเป็นแบบที่มีหน้ากากปิดหน้าอยู่ด้วยจากนั้นถึงได้พาอวิ๋นอิ่งเข้าไปในกระโจมเล็กๆ อย่างสบายใจ

            เริ่มจากบดวัตถุดิบแล้วนำไปร่อนผ่านตะแกรงไม้ที่มีรูเล็กๆต้มดินประสิว ใส่ผงถ่านและผงกำมะถันตามลำดับสุดท้ายก็ตีส่วนผสมให้เป็นผงสีเทาขาวด้วยค้อน

            ทั้งสองคนทำงานไม่หยุดแม้แต่มื้อกลางวันยังต้องให้อวิ๋นหยาส่งมาถึงหน้าประตูกระโจม อวิ๋นหยาอยากจะเข้ามาช่วยงานด้วยแต่ถูกติงเหว่ยดุและไล่กลับไป เด็กสาวรู้สึกน้อยใจนิดหน่อยจนทำให้อวิ๋นอิ่งต้องช่วยพูดให้ “แม่นาง อวิ๋นหยานางมีเจตนาดีนางแค่เกรงว่าท่านจะเหนื่อยเกินไปเท่านั้นเอง”

            ติงเหว่ยถอดหน้ากากออกพลางกินข้าวอย่างหิวโหยและตอบอย่างอู้อี้ว่า “ทำไมข้าจะไม่รู้ว่านางหวังดี แต่เรื่องนี้สำคัญมากห้ามให้คนที่สามรู้เรื่องนี้เด็ดขาด เจ้าก็ก็จำไว้นะต่อให้ต้องตายห้ามบอกวิธีนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจไหม?”

            อวิ๋นอิ่งนึกถึงนายหญิงที่ช่วงนี้มัวแต่คิดเรื่องการสร้างเรือเดินทะเลกับคุณชายฟางและคิดไปเองว่าผงยาแปลกๆ ที่ทำวันนี้อาจจะเอาไว้ขาย นางจึงรีบพยักหน้า

            “แม่นางวางใจได้ข้าไม่ใช่คนปากมาก”

            “งั้นก็ล้างมือให้สะอาดแล้วมานั่งกินข้าวหากทุกอย่างเรียบร้อย พรุ่งนี้ข้าจะให้เจ้าดูอะไรใหม่ๆ”

            หลังจากกินข้าวเสร็จทั้งสองคนก็เริ่มทำงานอีกครั้งหนึ่งคนพูดหนึ่งคนทำ เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนเย็น บนโต๊ะไม้มีท่อไม้ไผ่เล็กๆเรียงกันอยู่สิบกว่าแท่ง แต่ละท่อมีหางยาว ดูแล้วไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าอันตราย และกลับน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย

            แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำขึ้นเองกับมืออวิ๋นอิ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร

            “แม่นาง'ระเบิดไม้ไผ่' เหล่านี้จะใช้ยังไง?”

            ติงเหว่ยแม้จะดูแล้วว่าระเบิดไม้ไผ่พวกนี้ไม่น่าจะมีข้อบกพร่องอะไรแต่ก็ยังรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้เราจะพาสาวใช้ทั้งสี่คนไปกับเจ้าและข้าแล้วไปหาที่เงียบๆ ทดลองกัน ตอนนั้นเจ้าจะได้รู้เองแต่คืนนี้เจ้าต้องเหนื่อยหน่อยนะ คอยเฝ้าที่นี่ไว้อย่าห่างไปไหนแม้แต่ก้าวเดียวห้ามให้ใครมาแตะต้องของพวกนี้เด็ดขาด ที่สำคัญที่สุดคือในกระโจมนี้ห้ามมีประกายไฟเด็ดขาด แม้แต่เครื่องมือเหล็กหรือทองแดงก็ไม่ได้”

            “รับทราบเจ้าค่ะแม่นางโปรดวางใจ”

            อวิ๋นอิ่งอดกลั้นความอยากรู้เอาไว้และตอบรับด้วยท่าทีเคร่งขรึม

            ติงเหว่ยยังคงไม่ค่อยสบายใจนางลังเลว่า “หรือว่าคืนนี้ข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่ด้วยดี?”

            “แม่นางข้าจะไม่ห่างไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียวต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็จะไม่ให้ใครเข้ามาแม้แต่หนึ่งก้าว” อวิ๋นอิ่งรีบเข็นรถเข็นออกไปข้างนอกพลางเกลี้ยกล่อมว่า“ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นายน้อยกับคุณชายคงรอแย่แล้ว”

            “เอาอย่างนั้นก็ได้ข้าจะให้คนเอาผ้าห่มหนาๆ มาให้”

            ติงเหว่ยก็เป็นห่วงคนในครอบครัวว่ายามนี้จะกินอิ่มดื่มดีหรือยังพอได้ยินดังนั้นก็ไม่ยืนกรานที่จะอยู่เฝ้าอีก

            ตังกุยกับเหลียนเชี่ยวอยู่เฝ้าห่างจากกระโจมประมาณสามจั้งพอเห็นทั้งสองคนออกมาก็รีบเดินมาหาจากไกลๆอวิ๋นอิ่งกำชับบางอย่างกับทั้งสองคนแล้วก็กลับไป

            ติงเหว่ยกลับไปที่กระโจมของตนเองและเล่นกับลูกชายตัวน้อยที่กำลังงอแงเพราะไม่เห็นหน้าแม่มาทั้งวันพอกงจื้อหมิงทำงานเสร็จและเดินเข้ามา ทั้งสามคนก็กินข้าวเย็นด้วยกัน

            กงจื้อหมิงเห็นว่านางมีท่าทีเหม่อลอยคิดว่าขาของนางคงเจ็บหนัก หลังกินข้าวเสร็จจึงลงมือบีบนวดให้นางอยู่พักใหญ่แล้วพานางเดินช้าๆ ในขณะที่เขาจะไปเรียกท่านผู้อาวุโสเหว่ยให้มาตรวจชีพจรติงเหว่ยก็หยุดเขาไว้อย่างอ่อนหวาน

            คืนนั้นทุกคนต่างหลับสบายเหมือนเคยยกเว้นติงเหว่ยที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นไม่เพียงแต่ซีเฮ่าเท่านั้นแต่ทั้งแผ่นดินจะเปลี่ยนไปเพราะระเบิดไม้ไผ่เล็กๆ เพียงอันเดียว…

            ตังกุยที่มีรูปร่างผอมสูงวิ่งอย่างระมัดระวังในป่าท่ามกลางฤดูหนาวโดยที่แบกนายหญิงอยู่บนหลัง นางหลีกเลี่ยงกิ่งไม้ข้างทางเป็นระยะๆเพื่อไม่ให้นายหญิงถูกขีดข่วน อวิ๋นอิ่งพาเหลียนเชี่ยว จวี๋เกิ่ง และไป๋จู๋ตามมาด้านหลังโดยในมือก็ถือของจิปาถะไว้หลายอย่างอวิ๋นอิ่งเห็นว่าห่างจากค่ายใหญ่มาสามสี่ลี้แล้ว จึงเอ่ยถามว่า “แม่นางพวกเราเดินมาไกลพอแล้ว หากเดินทางต่อไปอีกแล้วเจออันตรายขึ้นมาจะรับมือไม่ไหว”

            ติงเหว่ยดึงหมวกคลุมศีรษะลงและมองไปรอบๆ เห็นว่าที่ไม่ไกลนักเป็นหุบเขาเล็กๆมีหน้าผาทั้งสองข้างเป็นหินเปลือย ไม่มีพุ่มไม้ขึ้นถือว่าเป็นสถานที่ทดลองที่เหมาะสม นางจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ตกลงงั้นลองที่นี่แหละ”

            เหลียนเชี่ยวรีบหาที่กำบังลมเพื่อวางเก้าอี้ที่ถือมาตังกุยจึงย่อตัวลงเพื่อวางติงเหว่ยลง จากนั้นไป๋จู๋ก็ยื่นกระเป๋าน้ำร้อนมาให้ในอ้อมแขนของติงเหว่ยทันที

            ติงเหว่ยทั้งขำทั้งรู้สึกอบอุ่นใจสี่สาวนี้เคยถูกอวิ๋นอิ่งฝึกสอนอยู่ข้างกายพักหนึ่งตอนนี้กลายเป็นคนที่ช่วยงานได้อย่างมากแม้กระทั่งสามารถพูดได้ว่าดูแลนางเหมือนเด็กๆ

            “อวิ๋นอิ่งใส่เกราะหวายแล้วเอาระเบิดไม้ไผ่อันหนึ่งไปวางในร่องหินที่อยู่ห่างไปห้าจั้งจำไว้ว่าเมื่อจุดชนวนแล้วให้รีบวิ่งหนีไป ยิ่งไกลยิ่งดี!”

            อวิ๋นอิ่งยิ้มอย่างจนปัญญาตั้งแต่เช้าตรู่นายหญิงย้ำคำนี้หลายครั้งแล้วอย่างไรนางก็ไม่มีทางลืม

            นางวางตะกร้าบนหลังของตนเองลงและทำตามที่บอกพอจุดธูปที่มีขนาดเท่านิ้วมือแล้ว นางก็หันมองคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป

            ติงเหว่ยกำหมัดส่งสัญญาณให้นางก่อนจะรีบเอามือปิดหู ขณะที่ตังกุยกับคนอื่นๆ ยังคงมีท่าทางงุนงง

            อวิ๋นอิ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อยแล้วจุดชนวนก่อนจะหันหลังวิ่งออกไป

            “ตูม!!!”

            อวิ๋นอิ่งวิ่งออกไปได้เพียงสามสี่จั้งระเบิดไม้ไผ่นั้นก็ระเบิดเสียงดังสนั่น ทำให้หินข้างๆแตกกระจัดกระจายและปลิวว่อนไปทั่ว!

            อวิ๋นอิ่งตกใจสะดุดจนเกือบล้มลงกับพื้น

            ตังกุยและคนอื่นๆตกใจจนรีบโถมตัวทับเพื่อปกป้องนายหญิงเอาไว้ทำให้ติงเหว่ยร้องโอดโอยออกมาเพราะรู้สึกว่าขาที่เจ็บของตนเองเหมือนจะหักอีกครั้ง

            “ไม่เป็นไรๆอย่ากลัวไปเลย!”

            ติงเหว่ยยื่นมือออกมาตบหลังสาวใช้ทั้งหลายเพื่อปลอบใจ“มันก็แค่เหมือนเสียงฟ้าร้อง เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว รีบๆ เข้ามาช่วยพยุงข้าขึ้นไปเร็วเข้าขาข้าเจ็บไปหมด!”

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน