เฮอะบุรุษปากไม่ตรงกับใจ!
หลินเสวี่ยจู๋ไม่คล้อยตาม “ข้าเกรงว่าท่านจะคิดมากไประวังจะกระวนกระวายใจเปล่าๆ”
หยวนซิวคิด ‘สตรีผู้นี้ ฝีมือไม่แพ้ผู้ใดจริงๆ’
หากเป็นในอดีตเขาย่อมไม่อดทนอธิบายต่อเป็นแน่แต่วันนี้เขารู้สึกว่าตนเองจำเป็นต้องอธิบายสักหน่อย “หมาป่ามักแบ่งหน้าที่กัน เมื่อคืนพวกมันย่อมไม่ยกพวกออกมาทั้งรังข้ากลัวว่าบริเวณใกล้ๆ นี้จะมีหมาป่าตัวอื่นอีก”
กล่าวจบเขาก็รู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาที่ใบหน้าของเขาอย่างตั้งใจ
เขารีบหันไปมองก็เห็นหลินเฉิงเหยาละสายตาไปอย่างกระอักกระอ่วนพอดี
“แค่กๆ!” หยวนซิวขมวดคิ้วมุ่น ไม่พูดอะไรอีก
หลินเฉิงเหยาก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เขาที่เป็นผู้อาวุโส ทว่ากลับแอบดูหลานสาวกับหลานเขยเกี้ยวพาราสีกันเช่นนี้การกระทำของเขาดูไม่ให้เกียรติทั้งสองคนหรือไม่? เพียงแต่ระยะนี้ความสัมพันธ์ของหลานสาวกับหลานเขยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อคืนหลานเขยไม่เพียงแต่ให้หลานสาวนอนข้างๆเท่านั้น ทว่ายังกอดหลานสาวนอนหลับอย่างระมัดระวัง
ไอ๊หยาหากเล่าเรื่องนี้ให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ฟัง พวกเขาคงดีใจมากกระมัง!
หลินเฉิงเหยาครุ่นคิด เขาพยายามควบคุมจิตใจที่อยากซุบซิบเรื่องนี้จากนั้นก็เหลือบมองหลินเฉิงจาง เมื่อเห็นเขายังหลับอยู่ก็ได้แต่หันกลับไปดูสมุนไพรอย่างเสียไม่ได้จากนั้นเขาก็ใช้ไม้ไผ่ตักยาขี้ผึ้งเขากวางให้หยวนซิว
“ขอบคุณท่านมาก” หยวนซิวรับยาขี้ผึ้งเขากวางไป แล้วมองหลินเฉิงเหยาแวบหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดหลินเฉิงเหยากลับรู้สึกว่าสายตานั้นฉายแววเตือนราวกับกำลังบอกเขาว่าไม่อนุญาตให้นำเรื่องที่เห็นเมื่อครู่ไปพูดเป็นอันขาด
หัวใจของหลินเฉิงเหยาเต้นแรงความอยากซุบซิบหายวับไปทันที
หลานเขยนี่น่ากลัวเหลือเกินน่ากลัวยิ่งกว่าหลานสาวเสียอีก
หลินเสวี่ยจู๋เห็นท่าทางลนลานของหลินเฉิงเหยาก็มองหยวนซิวด้วยสายตาสงสัยทว่าหยวนซิวกลับมีท่าทางเฉยเมย ดูไร้เดียงสา
เอาเถิด
หลินเสวี่ยจู๋เดินไปข้างๆหลินเฉิงเหยา แล้วเอ่ยด้วยความเป็นห่วง “ท่านอา เมื่อคืนท่านไม่ได้นอนทั้งคืนเพื่อต้มยาขี้ผึ้งเขากวางใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
หลินเฉิงเหยาได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกง่วงขึ้นมาทันทีศีรษะวิงเวียน
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยต่อ “ประเดี๋ยวตอนออกเดินทางท่านอาก็ขึ้นไปพักผ่อนบนรถม้าของสามีข้าเถิดเจ้าค่ะ”
หลินเฉิงเหยาได้ยินดังนั้นก็ตัวสั่นสะท้านสัญชาตญาณบอกให้เขาปฏิเสธ
จู่ๆ เขาก็มองเห็นร่างผอมบางลอยออกมาจากป่าอย่างเชื่องช้าท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า
“ผีหลอก!” หลินเฉิงเหยาตะโกนพลางทรุดตัวลงกับพื้นด้วยความตกใจ
หลินเสวี่ยจู๋มองตามสายตาของเขาก็เห็นโจวเซินอี้ใช้ไม้ค้ำยันเดินมาทางพวกเขาอย่างไม่ย่อท้อ
เนื้อตัวของเขาสกปรก ส่วนใบหน้าซีดเซียวก็เปื้อนโคลนหลายจุดดูแล้วราวกับลายบนตัววัว
“แม่นางหลิน!” เขามองหาเงาร่างของหลินเสวี่ยหลานอย่างร้อนใจ
จุ๊ๆช่างเป็นตัวโง่งมที่ลุ่มหลงในรักเสียจริง!
หลินเสวี่ยจู๋หยิบผิงกั่ว[1]ผลใหญ่ออกมาสองลูกยัดใส่มือหลินเฉิงเหยาหนึ่งลูก ส่วนอีกลูกก็กินเองอย่างเอร็ดอร่อย
สองอาหลานเปลี่ยนท่าทางเป็นชมละครทันทีพวกเขาจับจ้องไปที่โจวเซินอี้กับหลินเสวี่ยหลานอย่างตั้งอกตั้งใจ
หลินเสวี่ยหลานหันหน้ามามองด้วยความเศร้าโศก ก่อนจะเอ่ยกับโจวเซินอี้อย่างตำหนิ “คุณชายโจวเหตุใดท่านถึงเพิ่งกลับมา? หากเมื่อวานท่านอยู่ที่นี่ ท่านย่า ท่านย่าก็คงไม่...”
กล่าวยังไม่ทันจบก็ร้องไห้ออกมาก่อน
โจวเซินอี้มองไปรอบๆ เมื่อเห็นหลินเฉิงคุนเว่ยหงเอ๋อร์ และหลินเซิ่งจิ่งแต่กลับไม่เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเพียงผู้เดียวก็เข้าใจทันที
เขารีบปลอบโยน “แม่นางหลิน เสียใจด้วย”
หลินเสวี่ยหลานร้องไห้หนักกว่าเดิม
เมื่อวานนางเห็นฮูหยินผู้เฒ่าร้องคร่ำครวญขอความช่วยเหลืออยู่ใต้ต้นไม้เองกับตาแต่กลับใจอำมหิตไม่สนใจ ตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าตายแล้ว นางจึงกล่าวโทษคนรอบข้างกล่าวโทษว่าผู้อื่นเลือดเย็น เห็นคนกำลังจะตายแต่กลับไม่ยอมช่วยเหลือราวกับมีเพียงการทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะบรรเทาความรู้สึกผิดในใจของนางได้
“คุณชายโจวเจ้าเคยบอกว่าจะปกป้องข้า ปกป้องครอบครัวพวกเราไม่ใช่หรือ? เจ้าผิดสัญญา ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้า เป็นเพราะเจ้า...”
ยังไม่ทันพูดจบโจวเซินอี้ก็รวบตัวนางเข้าไปในอ้อมแขน
หลินเสวี่ยหลานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกว่าตนเองถูกล่วงเกิน นางกำลังจะดิ้นก็ได้ยินโจวเซินอี้เอ่ย “แม่นางหลินเมื่อวานเพื่อที่จะหาอาหาร ข้าจึงเดินไปไกลมาก ไม่คาดคิดว่าจะพบกับหมาป่าเข้าข้าจึงต้องลงไปซ่อนตัวอยู่ในบ่อโคลน กว่าจะหนีรอดกลับมาได้ก็ใช้เวลาอยู่นานเจ้าอย่าร้องไห้ไปเลย ข้านำผลไม้ป่ามาให้เจ้าด้วย”
จากนั้นโจวเซินอี้ก็ปล่อยหลินเสวี่ยหลานแล้วหยิบผิงกั่วป่าสีเขียวจากอกเสื้อออกมาหลายลูก
ผิงกั่วเหล่านั้นทั้งเล็กทั้งมีรอยช้ำ ดูก็รู้ว่าไม่อร่อย
หลินเฉิงเหยามองผิงกั่วของโจวเซินอี้แล้วหันมามองผิงกั่วที่ทั้งแดงทั้งใหญ่ทั้งหวานในมือตนเอง จู่ๆเขาก็รู้สึกว่าผิงกั่วในมืออร่อยกว่าเดิม
เขากัดผิงกั่วอย่างแรงคำหนึ่งแล้วชมละครต่อ
เห็นหลินเสวี่ยหลานรับผิงกั่วไปด้วยท่าทางรังเกียจนางกัดเบาๆ คำหนึ่ง ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะรสเปรี้ยว
หลินเฉิงคุนที่อยู่ด้านข้างกระโจนเข้ามาแย่งผิงกั่วในมือนางไปแล้วกลืนลงท้องอย่างตะกละตะกลาม
“ท่านพ่อ!” หลินเสวี่ยหลานขมวดคิ้วมุ่น พลางถลึงตามองหลินเฉิงคุนอย่างไม่พอใจ
บิดาผู้นี้ของนางช่างไร้ประโยชน์และเห็นแก่ตัวเสียจริงเหมือนกับมารดาของนางไม่มีผิด อยู่ไปก็เปลืองข้าวสุก
ตอนนี้ท่านย่าที่นางไว้ใจที่สุดได้จากไปแล้ววันข้างหน้านางจะพึ่งพาผู้ใดได้อีกเล่า?
หลินเสวี่ยหลานกัดริมฝีปากแน่นมองไปทางโจวเซินอี้
โจวเซินอี้เอ่ยด้วยสีหน้าจริงใจ “แม่นางหลินไม่ต้องกังวลข้ายังมีของกินอีก” กล่าวจบก็หยิบสาลี่ป่าออกมาจากอกเสื้ออีกหลายลูกแม้ว่าสาลี่ป่าจะไม่เปรี้ยวเท่าผิงกั่วป่า แต่ก็มีเนื้อหยาบเคี้ยวยาก
หลินเสวี่ยหลานกัดเพียงคำเดียวก็วางลงด้านข้างไม่ยอมกินอีก
เมื่อเห็นโจวเซินอี้มองมาด้วยความเป็นห่วงนางจึงฝืนระงับความหงุดหงิดในใจ แล้วเอ่ยด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจ “คุณชายโจว ท่านย่าเพิ่งจากไปข้าไม่อยากอาหาร”
แม้ว่าคนผู้นี้จะหน้าตาอัปลักษณ์แต่กลับมีใจมั่นคงต่อนาง ในยามที่นางลำบากเช่นนี้มีเพียงโจวเซินอี้เท่านั้นที่นางพึ่งพาได้
“เจ้าไม่กินข้ากินเอง” หลินเฉิงคุนแย่งสาลี่ป่าไปอย่างไม่เกรงใจแล้วกลืนลงท้องทันที
เขากินไปหลายลูกก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจ “วันๆ กินแต่ของพวกนี้ท้องไส้ทรมานไปหมดแล้ว ผู้อื่นเขาได้กินเนื้อกัน มีแต่ครอบครัวเราที่ไม่มีอันใดจะกิน เจ้ามันทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอันแม้แต่ของกินยังหามาไม่ได้!”
หลินเสวี่ยหลานได้ยินประโยคหลังก็รู้ว่าเขากำลังตำหนิตนเองน้ำตาจึงไหลพรากออกมาด้วยความน้อยอกน้อยใจทันที
โจวเซินอี้ปลอบโยนหลินเสวี่ยหลานก่อนจะหันไปพูดกับหลินเฉิงคุน “ท่านลุงหลิน ท่านรู้สึกไม่ค่อยสบายหรือไม่? ให้ข้าช่วยจับชีพจรดีหรือไม่?”
ดวงตาของหลินเฉิงคุนกลิ้งกลอกไปมาก่อนจะยื่นแขนให้ด้วยท่าทีราวกับนายท่านใหญ่
โจวเซินอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ย “ท่านลุงหลินมีอาการอ่อนเพลียจากการอดอาหารและพักผ่อนไม่เพียงพอโรคนี้ฟังดูไม่ร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้เป็นเวลานานอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?” หลินเฉิงคุนเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นท่าทางรักตัวกลัวตายของเขาหลินเสวี่ยหลานก็แค่นเสียงเย้ยหยัน
ตอนที่มารดาตายภรรยาเอกหายสาบสูญ และอนุเก้าคนหนีไปแปดคน นางยังไม่เคยเห็นเขาจะร้อนรนถึงเพียงนี้ทว่าพอรู้ว่าร่างกายของตนเองมีปัญหาเพียงเล็กน้อย เขากลับตกใจจนเป็นเช่นนี้
ช่างเป็นเศษสวะที่เห็นแก่ตัวเสียจริง!
โจวเซินอี้เหลือบมองหลินเสวี่ยหลานเมื่อเห็นท่าทางของนางก็เอ่ยอย่างสงบ “ไม่มีปัญหา ภูเขาลูกนี้มีสมุนไพรมากมายหากข้าพบสมุนไพรที่ช่วยรักษาท่านได้ก็จะเก็บกลับมาให้ขอเพียงท่านลุงหลินบำรุงร่างกายอยู่เสมอ อาการย่อมดีขึ้นแน่นอน”
“เช่นนั้นก็รีบไปหาสมุนไพรสิ” หลินเฉิงคุนพูดด้วยความร้อนใจ
.............................
[1] ผิงกั่วหมายถึง แอปเปิล