แต่อากาศในเรือนสายศึกกลับไม่ได้คืนสู่ความธรรมดาดังเดิม
เสียงพูดคุยยังดังแ่ ๆ เป็ระยะ
บางคนลอบมองอี้ซินจากหางตา
บางคนจงใจเดินอ้อมไกลราวกับเกรงว่าจะถูกลูกหลงจากคลื่นใต้น้ำที่เพิ่งก่อตัว
ส่วนบางคน แม้แววตาจะยังแฝงความไม่ยอมรับ ทว่าใต้ความไม่ยอมรับนั้นกลับมีความหวั่นเกรงซ่อนอยู่ชัดเจน
โลกของผู้ฝึกยุทธ์เรียบง่ายมาแต่ไหนแต่ไร
ผู้ใดหมัดหนักกว่า
ผู้ใดกล้ากว่า
ผู้ใดยืนหยัดได้เมื่อคมมีดจ่อคอ
ผู้นั้นย่อมมีน้ำหนักในคำพูดมากกว่า
อี้ซินเองหาได้แยแสสายตาเ่าั้นัก เขาเพียงเดินไปยังโต๊ะธุรการ รับหินปราณหนึ่งก้อน เม็ดยาบำรุงพื้นฐานสองเม็ด และแผ่นไม้บันทึกชื่ออีกชิ้นจากศิษย์ฝ่ายธุรการที่ทำหน้าที่อยู่
ศิษย์ฝ่ายธุรการผู้นั้นเป็ชายวัยยี่สิบกว่า ใบหน้ายาว ผิวเหลืองซีด ดูท่าคงจัดการกับบัญชีและของแจกจ่ายมาหลายปีจนไม่เหลือความกระตือรือร้นต่อศิษย์ใหม่แล้ว ทว่าพอยื่นของให้อี้ซิน เขากลับเหลือบมองขึ้นมามากกว่าปกติหนึ่งครา
“ชื่ออี้ซิน?”
“อืม”
ชายผู้นั้นหยุดนิดหนึ่ง แล้วจึงดันของทั้งหมดมาทางเขา
“หินปราณหนึ่ง ยาบำรุงสอง แผ่นไม้ประจำเรือนหนึ่ง” เขาพูดเสียงเรียบ “จงเก็บให้ดี ที่นี่ไม่เหมือนข้างนอก ของในมือเ้าจะอยู่ถึงค่ำหรือไม่ ขึ้นกับฝีมือของเ้าเอง”
อี้ซินรับของมาเก็บเข้าชายเสื้ออย่างไม่เร่งรีบ
“ขอบใจ”
คำขอบใจสั้น ๆ นี้กลับทำให้ศิษย์ฝ่ายธุรการชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง เหมือนไม่คิดว่าคนที่เพิ่งตบศิษย์ชั้นนอกจนถอยทั้งลานเมื่อครู่ จะยังพูดคำเช่นนี้ได้อย่างราบเรียบ
อี้ซินไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเขาอีก
เพราะขณะที่กำลังหันหลังกลับนั้น สือเหยียนก็เดินเข้ามาหยุดข้างกายแล้วกล่าวเสียงต่ำ
“เ้าอย่าเพิ่งรีบกลับห้อง”
“เพราะอะไร”
“อีกครู่ฝ่ายโอสถจะมาแจกยาฝึกกายกับสมุนไพรสำหรับต้มแช่กระดูก” สือเหยียนตอบ “ของพวกนี้มีประโยชน์ต่อศิษย์ใหม่มาก โดยเฉพาะคนที่เพิ่งทะลวงขั้นและร่างกายยังไม่มั่นคง”
อี้ซินหันไปมองเขา
“เหตุใดเมื่อครู่ไม่บอก”
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ “เมื่อครู่ข้ากำลังดูเ้าต่อยคนอยู่ จะเอาเวลาที่ไหนมาบอก”
คำตอบนี้ทำให้มุมปากอี้ซินขยับเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบอะไร
ไม่นาน เสียงระฆังเบาจากหอฝั่งตะวันตกก็ดังขึ้นอีกครั้ง ศิษย์ใหม่หลายคนที่กำลังจะกระจายตัวจึงหยุดพร้อมกัน คล้ายรู้กันอยู่แล้วว่าต่อจากนี้คือเวลาแจกของจากฝ่ายโอสถ
คนของเรือนสายศึกทยอยเคลื่อนตัวไปยังลานหินอีกฝั่งหนึ่งซึ่งติดกับระเบียงยาว
อี้ซินกับสือเหยียนเดินตามไปด้วย
ลานด้านตะวันตกเงียบกว่าด้านหน้า
มีกลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ลอยมาแต่ไกล
ตรงกลางลานตั้งโต๊ะไม้ยาวสองตัว บนโต๊ะมีห่อสมุนไพรเล็ก ๆ วางเรียงเป็ระเบียบ ถัดไปคือกล่องหยกและขวดโอสถขนาดต่าง ๆ ส่วนด้านหลังโต๊ะมีฉากไม้แกะสลักลายเถาวัลย์ปักกั้นไว้ กึ่งบัง กึ่งเปิด เผยให้เห็นทางระเบียงทอดลึกเข้าสู่หอฝ่ายโอสถด้านใน
ไม่นานนัก ศิษย์ฝ่ายโอสถสามคนก็เดินออกมา
สองคนแรกเป็หญิงสาววัยประมาณยี่สิบต้น ๆ แต่งกายสะอาดเรียบร้อย ใบหน้านับว่าดูดี ท่าทางคล่องแคล่ว
แต่เมื่อร่างสุดท้ายก้าวพ้นฉากไม้ออกมา ลานทั้งลานกลับเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย
แม้แต่สายลมยังเหมือนชะงักไปชั่วครู่
นางเป็สตรีในชุดเขียวอ่อนปักดอกเหมยเงินบาง ๆ ตรงชายแขน ผ้าเนื้อดีแนบกายอย่างพอเหมาะจนขับให้ร่างระหงอ้อนแอ้นแลดูอ่อนช้อยทุกส่วนโดยไม่หยาบโลน เอวคอดดุจกิ่งหลิวแรกผลิ ยามเดินเพียงน้อย ชายกระโปรงก็พลิ้วแ่ราวคลื่นน้ำใสใต้จันทร์ฤดูใบไม้ผลิ
ใบหน้าของนาง...หาใช่ความงามที่แทงตาเพียงชั่วครู่ไม่
แต่งามละเมียด งามหมดจด งามจนยิ่งมองยิ่งรู้สึกราวกับภาพวาดที่ใช้เวลาหลายร้อยปีจึงแต้มได้สำเร็จ
คิ้วเรียวโค้งราวเสี้ยวจันทร์
ั์ตากระจ่างใสราวหยดน้ำค้างบนกลีบบัวยามรุ่งเช้า
จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีระเรื่อที่แม้มิได้ยิ้มเต็มที่ ก็ยังทำให้ผู้คนรอบด้านรู้สึกเหมือนแสงแดดอ่อนส่องผ่านเมฆหนา
ทว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของนางหาได้อยู่ที่เครื่องหน้าล้วน ๆ
หากอยู่ที่ “กลิ่นอาย” อันอ่อนโยนสะอาดนั้น
ราวกับนางไม่ใช่สตรีเดินดิน
แต่เป็ลมอ่อนจากหุบเขายา
เป็หมอกขาวแรกเช้าซึ่งแตะผิวแล้วก็ละลายหาย
เป็ความสงบที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางความขมขื่นของโลกยุทธ์
เพียงนางยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้คนก็ลืมหายใจไปชั่วครู่
ศิษย์ใหม่หลายคนถึงกับมองค้าง
บางคนเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
แม้กระทั่งศิษย์สายศึกที่หยาบกระด้างและคุ้นกับการเห็นหน้าเืมากกว่าหน้าสตรี ยังต้องกดเสียงหายใจให้เบาลงเองอย่างไม่ตั้งใจ
สือเหยียนลดเสียงลงทันที
“นางคือมู่หรงเยว่”
อี้ซินไม่ได้ละสายตาในทันที
แต่ถามเพียงสั้น ๆ
“ผู้ใด”
“ศิษย์ฝ่ายโอสถรุ่นเยาว์ที่เด่นที่สุดของสำนักในเวลานี้” สือเหยียนตอบ “แม้ยังไม่ถึงขั้นเป็ศิษย์ชั้นในเต็มตัว แต่ชื่อเสียงของนางลือไปทั่วอยู่แล้ว มีผู้คนกล่าวกันว่า หากลั่วฉิงอวี้เป็หิมะเย็นบนยอดเขา มู่หรงเยว่ก็คือน้ำพุใสกลางหุบหอม”
อี้ซินฟังแล้วไม่พูด
มู่หรงเยว่ตรงหน้า...งามจริง
แต่ความงามของนางกับลั่วฉิงอวี้กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
หากลั่วฉิงอวี้คือจันทร์เย็นเหนือทะเลเมฆ
งามสูงส่งจนคนไม่กล้าเงยหน้าจ้องนาน
เช่นนั้นมู่หรงเยว่ก็คือบุปผาแรกแย้มยามฝนหยุด
งามอ่อนโยนจนคนมองแล้วใจสั่น
งามจนไม่อยากให้ลมหยาบ ๆ พัดต้องชายแขนนางแม้เพียงนิด
มู่หรงเยว่กวาดตามองศิษย์ใหม่ทั้งลานอย่างสงบ
สายตานางไม่ได้หยุดที่ใครนานเป็พิเศษ
แต่เพียงแววตาใสนั้นเลื่อนผ่าน ผู้ที่ถูกมองก็กลับรู้สึกเหมือนหัวใจตนเต้นผิดจังหวะขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ศิษย์ฝ่ายโอสถอีกคนหนึ่งก้าวออกมากล่าวขึ้น
“ศิษย์ใหม่ทุกคน ฟังให้ดี”
เสียงของนางทำให้ผู้คนคืนสติกลับมาบ้าง
“วันนี้ฝ่ายโอสถจะแจก ‘ผงชำระกระดูก’ คนละหนึ่งห่อ กับ ‘เม็ดยาบำรุงลมปราณ’ คนละหนึ่งเม็ด ใช้สำหรับฝึกกายเบื้องต้นและปรับสมดุลภายในหลังเข้าสำนัก ผู้ใดรับแล้วให้ลงชื่อไว้”
ศิษย์ใหม่หลายคนเริ่มขยับตัว
แต่ก่อนที่แถวจะเคลื่อนจริง มู่หรงเยว่กลับยกมือขึ้นเบา ๆ เป็สัญญาณให้ทุกคนหยุด
เพียงยกมือเท่านั้น แขนเสื้อสีเขียวอ่อนพลิ้ววาบ แสงเช้าสะท้อนบนผิวขาวเนียนของนางจนราวกับหยกเนื้อละเอียดมีชีวิต ทั้งลานจึงเงียบลงอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียง
“ก่อนแจกยา” นางเอ่ยเสียงนุ่ม “ข้ามีคำจะเตือน”
น้ำเสียงนั้นมิได้หวานจัด
แต่นุ่ม ละเอียด และใสราวหยดน้ำตกลงบนสายพิณ
ไม่ดังนัก แต่กลับชัดเข้าหูทุกคนอย่างประหลาด
“ผงชำระกระดูกนี้มีฤทธิ์แรง หากผู้ใดลมปราณยังไม่มั่นคงหรือาเ็ในร่างหนัก ห้ามใช้ทั้งห่อในคราวเดียว” นางกล่าวต่อ “ส่วนเม็ดยาบำรุงลมปราณ แม้เป็โอสถขั้นต่ำ แต่ก็ไม่ควรรับประทานขณะกระบวนลมปราณในร่างปั่นป่วน มิฉะนั้นเบาอาจแน่นหน้าอก หนักอาจทำให้ชีพจรตีกลับ”
คำอธิบายของนางละเอียดกว่าศิษย์ฝ่ายธุรการหลายเท่า
ผู้คนจึงตั้งใจฟังโดยพร้อมเพรียง
มู่หรงเยว่เว้นวรรคเล็กน้อยก่อนกล่าวอีกประโยค
“ผู้ใดมีอาการาเ็เก่าหรือรู้สึกลมปราณเดินสะดุด หากไม่มั่นใจ จงอย่าใช้ยาด้วยตนเอง”
เมื่อประโยคนี้จบลง
สายตาของนางกลับเลื่อนมาทางอี้ซินอย่างพอดี
เพียงชั่วขณะสั้น ๆ
แต่สายตานั้นคมพอจะทำให้อี้ซินรู้ในทันทีว่า นางกำลังหมายถึงเขา
าเ็เก่า
ลมปราณไม่มั่นคง
กระดูกและชีพจรเพิ่งผ่านการเปลี่ยนแปลงใหญ่
ทั้งหมดนี้...คนทั่วไปดูไม่ออก
แต่มู่หรงเยว่เพียงกวาดตามองกลับเห็นเค้าลางแล้ว
อี้ซินหรี่ตาเล็กน้อย
ในใจระวังขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สตรีที่งามถึงเพียงนี้หาได้อันตรายเพราะรูปโฉม
แต่อันตรายเพราะ “สายตา” ของนางต่างหาก
นางมองเขาเพียงครู่เดียวแล้วเลื่อนไปทางอื่นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใจของอี้ซินกลับไม่ปล่อยผ่าน
การแจกของเริ่มต้นขึ้นในที่สุด
ศิษย์ใหม่ต่อแถวทีละคน
รับผงชำระกระดูกกับเม็ดยาบำรุงลมปราณจากมือศิษย์ฝ่ายโอสถ
เมื่อถึงคิวของอี้ซิน
ศิษย์ฝ่ายโอสถคนแรกกำลังจะยื่นของให้ตามปกติ
แต่มู่หรงเยว่กลับเอื้อมมือรับถุงยาทั้งสองชิ้นจากนางมาก่อน
ลานทั้งลานพลันเงียบอีกครั้ง
เพราะนี่เป็เพียงศิษย์ใหม่คนหนึ่ง
แต่ผู้ที่ยื่นยาด้วยตนเองกลับเป็มู่หรงเยว่
นางถือถุงผงชำระกระดูกสีขาวกับขวดยาเล็กไว้ในมือเรียวงาม ก่อนเงยหน้ามองอี้ซินตรง ๆ
ระยะใกล้เช่นนี้ ความงามของนางยิ่งชัดขึ้นอีกหลายส่วน
แพขนตายาวทอดเงาจางบนผิวแก้ม
ั์ตาใสกระจ่างมีประกายละมุนแฝงอยู่ลึก ๆ
ผิวขาวละเอียดประหนึ่งหยกอุ่นที่เพิ่งผ่านการขัดเกลา
ริมฝีปากบางได้รูปนั้นแม้เพียงขยับเล็กน้อย ก็ทำให้คำพูดธรรมดากลับฟังดูอ่อนโยนกว่าคนอื่น
“เ้าคืออี้ซิน?”
น้ำเสียงนางนุ่มนวลแต่ไม่ยืดยาด
“ใช่”
มู่หรงเยว่มองเขาจากบนลงล่างครู่หนึ่งอย่างเปิดเผย แต่สายตาของนางไม่ได้ทำให้คนถูกมองรู้สึกว่าถูกประเมินต่ำ หากคล้ายแพทย์ผู้ชำนาญกำลังอ่านอาการาเ็ที่ซ่อนอยู่ในร่าง
“เมื่อครู่ที่ข้าพูด” นางเอ่ย “เ้าควรฟังให้มากกว่าคนอื่น”
อี้ซินถามกลับทันที
“เหตุใด”
ผู้คนรอบลานเริ่มหายใจเบาลงกว่าเดิม
เพราะในสำนัก คนทั่วไปเมื่อถูกมู่หรงเยว่เอ่ยด้วย ย่อมรีบรับคำโดยไม่กล้าสงสัย แต่นี่อี้ซินกลับถามคืนหน้าตาเฉย
มู่หรงเยว่กลับไม่ขุ่นเคือง
นางเพียงยกมุมปากขึ้นนิดหนึ่ง คล้ายยิ้มแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มเต็มรูปนัก
“เพราะเ้ามีาแภายในอย่างน้อยสามแห่ง” นางตอบ “หนึ่งที่ชายโครงขวา หนึ่งที่จุดชีพจรใต้หัวไหล่ซ้าย และอีกหนึ่ง...”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนสายตาจะลึกขึ้น
“อยู่ในร่างลึกกว่านั้น จนข้ามองไม่ชัด”
อี้ซินนิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง
ผู้คนรอบด้านเองก็ผงะ
นางบอกเพียงมอง...ก็เห็นถึงเพียงนี้แล้วหรือ
สือเหยียนยืนมองอยู่ไม่ไกล ดวงตาเปลี่ยนไปทันที เขารู้ดีว่าาแสองจุดแรกของอี้ซินนั้นเกิดจากศึกเมื่อวาน แต่จุดสุดท้าย...ต่อให้เป็เขาเองก็ไม่อาจเดาได้ว่าหมายถึงอะไร
อี้ซินมองมู่หรงเยว่ตรง ๆ
“เช่นนั้นเ้าคิดว่าข้าควรทำอย่างไร”
มู่หรงเยว่ยื่นของในมือให้เขาช้า ๆ
“ผงชำระกระดูกใช้เพียงหนึ่งในสามคืนนี้” นางกล่าว “เม็ดยาบำรุงลมปราณอย่าเพิ่งกิน”
อี้ซินรับมา
นิ้วของทั้งสองเฉียดแตะกันเพียงชั่วครู่
เย็นนิด ๆ
เบาราวปุยนุ่น
แต่ก็ทำให้อี้ซินรู้สึกได้ว่า มือของสตรีผู้ฝึกโอสถนี้นิ่งละเอียดผิดคนธรรมดายิ่ง
มู่หรงเยว่กล่าวต่อ
“หลังยามโหย่ว หากเ้ายังรู้สึกว่าลมปราณในร่างฝืดหรือปวดลึกขึ้น จงมาที่หอฝ่ายโอสถ”
ประโยคนี้ทำให้คนรอบลานแทบกลั้นความใไม่อยู่
เรียกเข้าหอฝ่ายโอสถด้วยตนเอง?
เพียงวันแรก?
แม้จะอ้างเหตุรักษาอาการาเ็ แต่ในสายตาคนมากมาย นี่ก็เพียงพอให้ความริษยาลุกวาบแล้ว
อี้ซินเองก็รับรู้บรรยากาศนั้นได้ชัดเจน
แต่เขายังไม่ตอบรับทันที
เขาเพียงถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“หากข้าไม่ไปเล่า”
มู่หรงเยว่เงียบไปเล็กน้อย
จากนั้นดวงตาใสคู่นั้นก็สบเขาตรง ๆ อย่างไม่หลบ
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้า” นางว่า “ข้าเป็เพียงผู้แจกยา ไม่ใช่ผู้บังคับชีวิตใคร”
คำตอบนั้นสุภาพ
แต่แฝงความเด็ดขาดอยู่ข้างใน
อี้ซินมองนางอีกชั่วอึดใจ ก่อนพยักหน้าเพียงนิด
“ข้าจะจำไว้”
มู่หรงเยว่ไม่ได้พูดต่อ นางเลื่อนสายตาไปยังศิษย์ใหม่คนถัดไปอย่างสงบ ราวกับเื่เมื่อครู่เป็เพียงคำเตือนธรรมดา
แต่อี้ซินรู้ดีว่ามิใช่
สตรีผู้นี้...แม้จะงามอ่อนโยนประหนึ่งกลีบดอกไม้แรกผลิ
แต่นิสัยกลับไม่ได้อ่อนตามรูปโฉม
นางมองคน
พูดกับคน
และตัดสินใจต่อคนอย่างรวดเร็วแม่นยำ
อี้ซินเก็บของทั้งหมดเข้าชายเสื้อแล้วถอยออกจากแถว
ทันทีที่พ้นโต๊ะยา เสียงกระซิบรอบตัวก็ดังขึ้นอีกระลอก
“นางพูดกับเขาตั้งหลายประโยค...”
“เหตุใดมู่หรงเยว่จึงสนใจเขา”
“หรือเขามีปัญหาในร่างจริง”
สือเหยียนเดินเข้ามาหยุดข้างเขาอย่างรวดเร็ว สีหน้ากึ่งขำกึ่งจนใจ
“เ้ามีวาสนากับหญิงงามเร็วนัก”
อี้ซินเหลือบมองเขา “วาสนา?”
“คนทั้งเรือนกำลังจะมองเ้าด้วยตาแดงแล้ว” สือเหยียนตอบ “ก่อนหน้านี้ก็ลั่วฉิงอวี้ ตอนนี้ก็ยังมีมู่หรงเยว่ เ้าคิดว่าพวกมันจะอยู่เฉยหรือ”
อี้ซินกวาดตามองรอบลานจริง ๆ
พบว่าสายตาหลายคู่มืดลงกว่าเดิมชัดเจน
โดยเฉพาะชายหนุ่มหน้าตาหล่อดีบางคนในกลุ่มศิษย์ใหม่ ซึ่งเมื่อครู่ยังเพียงประเมินเขา ตอนนี้กลับแฝงความหงุดหงิดอย่างเปิดเผยแล้ว
อี้ซินจึงตอบเพียงว่า
“หากอยากหาเื่ ก็เข้ามา”
สือเหยียนหัวเราะต่ำ “เ้าคนนี้...”
หลังแจกของครบทุกคน ศิษย์ใหม่จึงถูกเรียกไปรวมยังลานฝึกด้านหลังเรือนอีกครั้ง
ผู้ดูแลเรือนในตอนเช้าเป็ชายวัยสามสิบปลาย ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลเก่าพาดจากหางตาถึงกราม เขาแนะนำตนเองสั้น ๆ ว่าชื่อ “เถาเหวิน” และเป็ผู้รับผิดชอบการฝึกพื้นฐานของศิษย์ใหม่สายศึกในเดือนแรก
เถาเหวินหาได้พูดปลอบใจหรือกล่าวเื่ศักดิ์ศรีสำนักยืดยาว
เขาเพียงกวาดตามองทุกคนแล้วกล่าวเสียงเข้ม
“ใครก็ตามที่คิดว่าตนผ่านการทดสอบเข้ามาแล้วจึงมีค่า ขอให้ทิ้งความคิดนั้นเสีย”
“ในสายตาข้า พวกเ้าทุกคนยังเป็เพียงเนื้อดิบ”
“เนื้อที่ดี จะถูกตีจนเป็ดาบ”
“เนื้อที่ไม่ดี จะถูกโยนทิ้งให้หมากิน”
คำพูดนั้นตรงและหยาบคาย
แต่กลับทำให้คนทั้งลานเงียบลงทันที
เถาเหวินเอามือไพล่หลัง ก่อนเดินช้า ๆ ระหว่างแถวศิษย์ใหม่
“กฎเดือนแรกมีสามข้อ”
“หนึ่ง ตื่นก่อนฟ้าสาง ฝึกจนหลังตะวันตก”
“สอง ใครคิดแอบเก็บแรง ข้าจะลงมือด้วยตนเอง”
“สาม ใครอ่อนแอเกินไป ย่อมถูกคนอื่นแย่งของในมือไป จงอย่ามาฟ้องข้า”
คำสุดท้ายทำให้ศิษย์ใหม่หลายคนหน้าเปลี่ยนสี
นั่นหมายความว่าการเอาเปรียบกันในเรือนนี้ มิใช่เื่ที่ผู้ดูแลคิดห้ามจริง ๆ
แต่เป็เหมือนด่านหนึ่งที่ทุกคนต้องผ่านด้วยกำลังตนเอง
อี้ซินฟังแล้วกลับไม่รู้สึกประหลาดใจ
เพราะโลกภายนอกที่เขาเติบโตมาก็เป็เช่นนี้อยู่แล้ว
เพียงแต่ที่นี่...ทุกอย่างถูกยกระดับขึ้นไปอยู่ภายใต้คำว่า “ฝึกคน”
เถาเหวินหยุดเดินตรงหน้าอี้ซินในที่สุด
สายตาของเขากวาดจากหัวจรดเท้าเพียงครู่ ก่อนถามขึ้น
“เ้าใช่คนที่ตบโจวเหอเมื่อวานหรือไม่”
หลายคนหายใจสะดุดทันที
อี้ซินตอบตรง ๆ “ใช่”
“และเมื่อครู่ก็ต่อยจ้าวคุนถอยกลางลานอีก”
“ใช่”
เถาเหวินมองเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นริมฝีปากแข็งกระด้างของเขาก็ขยับเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่รอยยิ้มเต็มรูป
“ดี” เขากล่าว “อย่างน้อยในกองเนื้อดิบนี้ ยังมีชิ้นที่เืยังร้อนอยู่บ้าง”
พูดจบ เขาก็เดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ประโยคนั้นเพียงพอแล้วที่ทำให้สายตาศิษย์ใหม่รอบด้านเปลี่ยนไปอีกครั้ง
เพราะนี่มิใช่คำตำหนิ
ไม่ใช่คำเตือน
หากเป็คำยอมรับแบบหยาบกร้านจากคนฝึกสายศึกโดยตรง
อี้ซินยืนสงบนิ่ง
ทว่าลึกลงไปในใจ เขาจำสิ่งหนึ่งไว้ชัดเจน
ที่นี่
ต่อให้ถูกริษยา
ต่อให้ถูกหมายหัว
แต่ตราบใดที่เขาแข็งพอ
อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เห็นค่า “ความแข็ง” นั้น
การฝึกเช้าวันแรกเริ่มต้นขึ้นด้วยสิ่งที่ง่ายที่สุดและโหดที่สุด
ยืนม้า
เถาเหวินสั่งให้ทุกคนแยกแถว ย่อตัวลง ทิ้งน้ำหนักสู่ขาแล้วค้างไว้
“คนที่คิดว่าการยืนม้าเป็เื่น่าอาย” เขากล่าว “มักเป็พวกที่ปล่อยหมัดไร้น้ำหนัก เตะไร้ราก และถูกผู้อื่นตบล้มในกระบวนเดียว”
คำพูดนั้นไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ศิษย์ใหม่หลายคนจึงได้แต่กัดฟันย่อตัวค้างไว้ตามคำสั่ง
เริ่มแรกยังไม่ยากนัก
แต่เพียงผ่านไปหนึ่งส่วนสี่ก้านธูป ขาของหลายคนก็เริ่มสั่น
ผ่านไปครึ่งก้านธูป เหงื่อเริ่มซึมเต็มหน้าผาก
ครบหนึ่งก้านธูป คนบางส่วนถึงกับหอบหนักและมีสีหน้าแทบร้องไห้
อี้ซินกลับต่างออกไป
ร่างกายของเขาถูกหยกดาราหลอมใหม่มาแล้ว
ทั้งยังผ่านการดูดซึมแก่นอสูรและศึกหนักต่อเนื่อง
เพียงการยืนม้าเช่นนี้ แม้ทำให้กล้ามเนื้อขาเริ่มตึง แต่ยังห่างไกลจากคำว่าขีดจำกัด
ที่สำคัญ ระหว่างยืน เขากลับไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
เขาแอบโคจรลมปราณเบา ๆ ตามเส้นชีพจรขา
พลังอุ่นสายหนึ่งจึงไหลผ่านกล้ามเนื้อและกระดูกทีละ่ ทำให้การยืนทรงตัวยิ่งนิ่งมั่นคงกว่าเดิม
เถาเหวินเดินตรวจแถวอย่างช้า ๆ
ยามเห็นคนใดเข่าสั่นเกินไป เขาก็ใช้ปลายไม้หวดใส่ต้นขาอย่างไม่ปรานี
ยามเห็นใครยกตัวสูงขึ้นเพียงนิด เขาก็ถีบซ้ำให้ต่ำลงทันที
เสียงครางเจ็บ
เสียงกัดฟัน
เสียงลมหายใจหยาบ
ดังสลับกันไปทั่วลาน
เถาเหวินเดินผ่านอี้ซินหนึ่งรอบ
หยุดดูครู่หนึ่ง
แต่ไม่หวดไม้ลงมา
เพราะท่วงท่ายืนของอี้ซิน
นิ่งจริง
ต่ำจริง
และมั่นคงจนหาเหตุลงไม้ไม่ได้
ศิษย์ใหม่ที่อยู่ข้าง ๆ เขากลับยิ่งรู้สึกกดดันขึ้น
โดยเฉพาะชายหนุ่มร่างผอมผู้ยืนถัดไปเพียง่ไหล่หนึ่ง เขากัดฟันจนหน้าซีดแล้วในครึ่งชั่วยามแรก แต่พอเหลือบเห็นอี้ซินยังนิ่งราวปักลงกับพื้น ก็ยิ่งร้อนใจจนลมหายใจยิ่งเสียจังหวะ
ในที่สุดเขาจึงทรุดลงกับพื้นจริง ๆ
เถาเหวินหวดไม้ใส่พื้นข้างตัวดังผัวะ
“ลุก!”
ชายผู้นั้นหน้าเหยเก รีบตะกายลุกขึ้นอย่างลนลาน
เถาเหวินกวาดตามองทั้งแถว ก่อนจะกล่าวเสียงเข้ม
“ดูเอาไว้”
“คนที่ยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะขาแข็งกว่าอย่างเดียว”
“แต่เพราะใจไม่พัง”
ประโยคนี้แม้กล่าวกับทุกคน
แต่หลายคนรู้ชัดว่าเขากำลังหมายถึงอี้ซิน
หลังยืนม้าครบหนึ่งชั่วยามเต็ม
การฝึกจึงเปลี่ยนเป็กระบวนหมัดพื้นฐาน
หมัดตรง
หมัดเฉียง
ศอกสั้น
ฝ่าเท้าถีบ
การถอย
การหมุนตัว
การย้ายจุดศูนย์ถ่วง
ทุกอย่างเป็พื้นฐานที่ดูเรียบง่าย
แต่ยิ่งฝึกจริงยิ่งเห็นว่าหากรากไม่แน่น ต่อให้เรียนกระบวนสูงส่งเพียงใดก็ไร้ความหมาย
อี้ซินทำตามทุกอย่างโดยไม่เอ่ยบ่นแม้คำเดียว
และยิ่งฝึก เขายิ่งพบว่าร่างกายของตน “เรียนรู้” เร็วผิดปกติ
ท่าที่เถาเหวินสาธิตเพียงครั้งเดียว
เขากลับจับจุดของแรงหมุนได้แทบทันที
กระบวนที่ศิษย์ใหม่ส่วนใหญ่ทำแล้วดูแข็งทื่อ
พออยู่ในร่างเขากลับลื่นไหล รวดเร็ว และเชื่อมต่อกันดีกว่าเห็นได้ชัด
เถาเหวินเห็นดังนั้นก็ไม่ได้ชมออกมาตรง ๆ
แต่ทุกครั้งที่เดินผ่านอี้ซิน แววตากลับลึกขึ้นทีละน้อย
่หนึ่ง เขาหยุดลงตรงหน้าอี้ซินกะทันหัน
“ชกให้ดูอีกครั้ง”
อี้ซินหยุด แล้วปล่อยหมัดตรงออกหนึ่งครั้ง
ฟุ่บ!
เสียงลมจากหมัดดังแน่นกว่าคนอื่นชัดเจน
เถาเหวินหรี่ตา “อีกครั้ง”
อี้ซินชกอีก
คราวนี้เขาเพิ่มแรงจากเอวลงไปอีกส่วน
ปัง!
เสียงลมหมัดกระแทกอากาศจนแขนเสื้อของศิษย์ใหม่ข้าง ๆ สะบัด
ศิษย์ใหม่รอบด้านชะงักพร้อมกัน
หมัดพื้นฐานเดียวกัน
แต่เหตุใดเสียงจึงต่างกันถึงเพียงนี้
เถาเหวินเงียบไปครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“เ้าจำกระบวนได้เร็วกว่าคนอื่น”
อี้ซินตอบสั้น ๆ “ข้าดูอยู่”
“แค่ดู?” เถาเหวินถาม
“แค่ดู”
เถาเหวินไม่พูดต่อ เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินผ่านไป
แต่หลายคนจับสีหน้าของเขาได้ไม่ยาก
ในนั้นมีทั้งความแปลกใจ
และความพอใจบางส่วนที่ซ่อนไว้
ยามเที่ยง เมื่อการฝึกภาคเช้าสิ้นสุดลง ศิษย์ใหม่หลายคนแทบทรุดกับพื้นเพราะเมื่อยล้า บ้างขาสั่น บ้างแขนชา บ้างถึงกับยกชามข้าวในโรงอาหารแทบไม่ขึ้น
อี้ซินเองใช่ว่าไม่รู้สึกหนัก
เพียงแต่ร่างเขารับแรงกดได้ดีกว่าคนอื่นมาก
เขานั่งอยู่มุมหนึ่งของโรงอาหารกับสือเหยียน กินข้าวเรียบง่ายสองสามคำโดยไม่พูดมาก เพราะสิ่งที่เขา้าจริง ๆ ในเวลานี้ไม่ใช่คำชมจากใคร หากเป็เวลาว่างเพื่อกลับไปทดสอบผงชำระกระดูกและยาบำรุงลมปราณที่ได้มา
แต่ก่อนจะกินเสร็จ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้าโรงอาหาร
“พี่จ้าว!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความประจบ
อี้ซินเงยหน้าขึ้นเห็นจ้าวคุนเดินเข้ามาพร้อมลูกน้องอีกสามคน แม้เช้านี้มันเสียหน้าในลานไปไม่น้อย แต่ยามนี้กลับเดินอย่างเงียบลงกว่าเดิม ใบหน้ามืดหม่น ทว่าสายตายังแข็งกร้าว
มันไม่ได้ตรงเข้ามาหาอี้ซินทันที
เพียงเหลือบตามองมาไกล ๆ
แววตาคู่นั้นไร้คำพูด
แต่ความหมายชัดยิ่ง
เื่เช้านี้ยังไม่จบ
เพียงถูกพักไว้เท่านั้น
อี้ซินมองกลับเพียงเสี้ยวหนึ่งก่อนก้มลงกินต่อ
สือเหยียนเห็นดังนั้นจึงลดเสียงลง
“พวกมันไม่ปล่อยเ้าง่ายแน่”
“ข้ารู้”
“เ้ารู้แล้วเหตุใดยังนิ่งนัก”
อี้ซินวางตะเกียบลงเล็กน้อย ดวงตาเย็นสงบ
“เพราะหมาที่คิดกัดคน” เขาตอบ “ต่อให้มองมันทั้งวัน มันก็ยังคิดกัดอยู่ดี”
สือเหยียนเงียบไปก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าคนนี้...พูดคำเดียวแต่ฟันได้ถึงกระดูกจริง”
หลังอาหารกลางวัน อี้ซินกลับห้องพักทันที
เขาปิดประตูลง
หยิบผงชำระกระดูกกับเม็ดยาบำรุงลมปราณออกมาวางบนโต๊ะ
คำเตือนของมู่หรงเยว่ยังชัดอยู่ในหัว
ใช้ผงเพียงหนึ่งในสาม
อย่ากินเม็ดยาด้วยตนเองในตอนนี้
อี้ซินไม่ใช่คนดื้อเพื่อดื้อ
เมื่อเห็นชัดว่าสตรีผู้นั้นมองอาการในร่างเขาออก เขาย่อมไม่คิดใช้ชีวิตไปพนันโดยไร้เหตุผล
เขาจึงต้มถังน้ำร้อนเล็ก ๆ ตามวิธีใช้ที่แนบมากับห่อสมุนไพร จากนั้นเทผงชำระกระดูกเพียงหนึ่งส่วนลงไป
ทันทีที่ผงััน้ำ กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นก็ลอยขึ้นพร้อมไอสีขาวจาง น้ำในถังเปลี่ยนเป็สีเขียวอมทองทีละน้อย ราวกับมีบางสิ่งถูกปลุกตื่นขึ้นจากก้นถัง
อี้ซินถอดเสื้อออกช้า ๆ
ก้าวลงแช่ในถังไม้
วินาทีแรกที่น้ำแตะผิว ความร้อนก็แล่นลึกเข้าเนื้อ
แต่เพียงอึดใจต่อมา ความร้อนนั้นกลับแปรเป็ความชาที่ค่อย ๆ ซึมไปตามกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูก ราวกับมีมดไฟตัวเล็กนับร้อยกำลังไต่ไปทั่วร่าง
เขากัดฟันนิ่ง
ลมปราณในร่างเริ่มหมุนช้าตามสัญชาตญาณ
ยิ่งหมุน
ฤทธิ์ยาก็ยิ่งซึมลึก
าแภายนอกเริ่มคันยุบยิบ
รอยช้ำภายในเริ่มร้อนขึ้น
อี้ซินจึงรู้ทันทีว่า...ของสิ่งนี้ใช้ได้จริง
ไม่เพียงบำรุงภายนอก
แต่มันกำลังชำระสิ่งอุดตันและเศษพลังปั่นป่วนที่เหลือจากศึกหลายครั้งในร่างเขาด้วย
เขาหลับตา
เร่งโคจรลมปราณขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
ทันใดนั้น เสียงเต้นลึกในอกก็ดังขึ้นอีกครา
ตึก...
พร้อมกันนั้นเอง พลังจากผงชำระกระดูกส่วนหนึ่งที่หยาบเกินไป กลับถูกดูดหายไปอย่างเงียบงัน เหลือแต่ส่วนที่บริสุทธิ์กว่ากระจายสู่ทั่วร่างอย่างราบรื่น
อี้ซินดวงตาวาบ
แต่ยังไม่ลืมสมาธิ
ยิ่งเวลาผ่านไป เขายิ่งตระหนักชัดว่า สิ่งที่หลับใหลอยู่ในอกตนนั้น มิใช่เพียงตัวช่วยเล็ก ๆ หากเป็บางอย่างที่สามารถเปลี่ยนการฝึกของเขาให้ต่างจากคนทั้งโลกโดยสิ้นเชิง
หากใช้มันได้ดี
หากเข้าใจมันได้ชัด
เส้นทางการรุดหน้าของเขา...จะเหนือกว่าคำว่าอัจฉริยะทั่วไปมากนัก
ห้องทั้งห้องเงียบสนิท
มีเพียงไอสมุนไพรลอยอบอวล
กับลมหายใจของเขาที่ค่อย ๆ หนักแน่นลึกลง
แสงอ่อนนอกหน้าต่างเอนคล้อยไปทีละน้อย
และในความเงียบนั้น
อี้ซินกำลังก้าวไปข้างหน้าอีกครั้งอย่างเงียบ ๆ
เร็วกว่าใคร
ลึกกว่าใคร
โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ในศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเพียงวันแรกนี้ กำลังมีตัวตนผู้หนึ่งค่อย ๆ เติบโตขึ้นอย่างน่าหวาดหวั่นเพียงใด