ทันทีที่เสียง 'เริ่มได้!' ดังขึ้นจากเหนือเวที
ผมก็เผลอกำขอบเสื้อตัวเองแน่นโดยไม่รู้ตัว
ศาสตราของทั้งสองคนไม่สิ..
ทั้งสองสัตว์ป่าที่กำลังจะชนกันกลางป่า ถูกยกขึ้นแทบจะพร้อมกัน
หม่าเฟยถือทวนดำยาวเกินสองเมตรไว้มั่นราวกับมันเป็อวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
ส่วนหวังเชียนเถา หมอนั่นถือกระบี่สองเล่มแน่นจนเห็นเส้นเอ็นที่ข้อมือปูดโปน
แล้วสองคนก็เริ่มพุ่งเข้าใส่กัน
หม่าเฟยเป็ฝ่ายเคลื่อนที่ก่อน
ท่วงท่าของมันดูไม่ได้หวือหวาในจังหวะแรก แต่ในพริบตาเดียว
แค่พริบตาเดียวจริง ๆ
ทั้งคนและทวนก็เหมือนจะหายลับไป
“เฮ้ย!”
ผมอุทานออกมาพร้อมกับศิษย์รอบข้างอีกหลายสิบคน
“นั่นมัน...”
โหวหวังพูดต่อแทบไม่ทัน
“อาชาเคลื่อน..วายุหมอบ ท่าร่างประจำตระกูลหม่า”
พอโหวหวังพูดออกมา ผมก็จำในสิ่งที่ยี่ฟู่เคยเล่าได้
ในอาณาจักรปัญจมิตร ท่างร่างอาชาเคลื่อนวายุหมอบนั้น ขึ้นชื่อว่าเร็วที่สุดในอาณาจักร
และตอนนี้ผมได้เห็นของจริงแล้ว
ด้านหวังเชียนเถาไม่ยอมรอให้คมทวนโถมถึงตัว
เขาได้ใช้ท่าร่างของสำนักที่แม้จะไม่เร็วเท่าหม่าเฟย แต่ก็เปี่ยมด้วยจังหวะที่นิ่งและฉลาด
กระบี่ทั้งสองเล่มของหวังเซียนเถาพลันฟาดจ้วงเข้าใส่ร่างของหม่าเฟยในระยะประชิดแบบไม่ปล่อยช่องให้หายใจ
แต่หม่าเฟยมันสามารถตอบโต้ทันทุกกระบี่ที่ฟันใส่
ทั้งที่ทวนมันยาว หนัก.. และไม่น่าจะยกได้ทันในจังหวะพวกนั้นด้วยซ้ำ แถมยังเป็กระบี่ถึงสองเล่ม
ทว่าหม่าเฟยทำได้
มันสามารถปัดป้องและบุกสวนในคราวเดียว
การหมุนของปลายทวนในแต่ละครั้ง
ทั้งแม่นยำและมีแรงส่งที่น่าเหลือเชื่อ ราวกับเป็กระบี่หนักพันชั่งที่ฉายภาพผ่านเหล็กกล้า
แต่อย่าเข้าใจผิดว่าหม่าเฟยเอาแต่ตั้งรับ
มันสามารถสวนกลับทุกครั้งที่มีจังหวะ
ปลายทวนยาวกว่าระยะฟันของกระบี่ และหม่าเฟยรู้ข้อได้เปรียบข้อนั้นดี
พอเห็นหวังเชียนเถาหลุดจังหวะนิดเดียว หม่าเฟยจะถอยระยะหนึ่งก้าว แล้วแทงสวนเข้าไปทันที
หวังเชียนเถาเองก็ไม่ใช่เล่น ๆ
เขารู้ว่าตัวเองถอยไม่ได้แม้แต่ครึ่งก้าว
ถ้าให้หม่าเฟยได้ทิ้งระยะเมื่อไหร่
ก็เกมจบเมื่อนั้น
“สมแล้ว...สมแล้ว
สมแล้วที่เป็ลูกชายของจอมทวนอันดับหนึ่ง”
หวังเชียนเถาพูดขณะถอยวนพร้อมหมุนตัวฟาดกระบี่ทั้งสองเล่มตัดเฉียงต่ำ หวังปาดที่ข้อเท้า
แต่น้ำเสียงของมันเหมือนจะชื่นชม แต่ท่าทางการพูดของมันไม่ได้สื่อไปทางนั้นเลย
โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงผู้นำตระกูลหม่า
มันคือยาพิษเคลือบคำ ที่เอามีดกรีดแผลเก่าให้เปิดกว้างกว่าเดิม
แล้วมันก็ได้ผล...
แบบโคตรจะได้ผล..
ดวงตาของหม่าเฟยวาวโรจน์ขึ้นทันที คล้ายมีแสงในนั้นเปลี่ยนเป็คมมีด
ปราณสีแดงชาดพลันแผ่กระจายออกมารอบตัว
เป็สีแดงเข้มจนแทบดำ
ผมเห็นด้วยตาตัวเองเลย ว่าหากมันเข้มขึ้นอีกนิดเดียว
นิดเดียวเท่านั้น
มันจะเปลี่ยนเป็สีดำสนิท
“ข้า...ไม่มีพ่อ!!!”
เสียงนั้นไม่ใช่แค่คำพูด
มันคือเสียงของแผลในใจที่ถูกฉีกกระชากจนเปลือยเปล่าต่อหน้าคนทั้งสนาม
แล้วทวนในมือของหม่าเฟยก็ฟาดขึ้นในจังหวะพริบตาเดียว
มันงัดใต้กระบี่ทั้งสองเล่มของหวังเชียนเถาขึ้นอย่างแม่นยำ
เหมือนยกแขนอีกฝ่ายให้ชูขึ้นโดยไม่สมัครใจ
และนี่เป็จังหวะทองของหม่าเฟย
คนผมขาวกระโจนเข้าไปทันทีที่ได้โอกาส
สองเท้ายันเข้าไปเต็มอกของหวังเชียนเถา
เสียงแรงกระแทกดังจนพื้นเวทีะเื
หวังเชียนเถากระเด็นถอยหลังไปสามก้าวเต็ม ๆ แต่ยังตั้งหลักได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่เื่ยังไม่จบ...
ไม่ใกล้เคียงเลยด้วยซ้ำ..
ตอนนั้นเอง!!
พลังปราณของหม่าเฟยก็เปลี่ยนจากสีแดงชาด...
เป็ดำสนิท
บรรยากาศรอบเวทีเหมือนพลิกกลับด้าน
อากาศหนาหนักขึ้น เหมือนใครมาเอาถ่านเผาโยนใส่กลางเวที
“ทวนล่องนภา!!”
เสียงของหม่าเฟยฟังเหมือนประกาศคำพิพากษา
แล้วมันก็ขว้างทวนที่มีลวดลายเมฆสลักเต็มด้ามออกไปตรง ๆ
มันไม่ใช่แค่การขว้าง
มันคือการส่งทัณฑ์แห่งการก้าวล่วงออกไปอย่างไรปราณี
ทวนดำถูกห่อหุ้มด้วยปราณทมิฬคลุ้มหนาทึบ แล้วพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่ทำให้แม้แต่ผมยังมองแทบไม่ทัน
ส่วนหวังเชียนเถาถูกหม่าเฟยยันเข้ากลางอกเต็มแรง
ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะล้มแล้วด้วยซ้ำ
จากสภาพเท้าซวนเซ ไหล่สั่นจนแทบทรุด
แต่ก็แค่ 'แทบ' เท่านั้น
เพราะหมอนั่นประคองตัวได้!
ไม่รู้ใช้แรงกล้ามเนื้อหรือแรงใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน
แต่ร่างบางนั่นยันไว้ได้ก่อนที่หลังจะััพื้นเวที
ยังไม่ทันที่ผมจะหายใจโล่ง หมอนั่นก็หน่วงปราณขึ้นมาทันที
ปราณสีฟ้าครามพลุ่งพล่านขึ้นรอบตัว แล้วเริ่มปรากฏเปลวไฟที่แทรกอยู่ในเส้นสายของพลังปราณ
เป็พลังอัคคีธาตุ
ระดับััสรรพวิถีขั้นปลายสามารถควบคุมพลังธาตุได้..
นั่นผมรู้..
แต่ควบคุมได้ขนาดนี้ ราวกับไฟนั้นเป็แขนที่สามของมันแบบนี้
ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้
หวังเชียนเถาจับกระบี่ทั้งสองในท่าไขว้กัน
จากนั้นเสียงตวัดก็เปล่งออกมาพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ ที่ดูเอาจริงกว่าเดิมมาก
“วิชากระบี่โบย์ ขั้นที่หนึ่ง กลบฝังธารา!”
ทวนที่หม่าเฟยขว้างออกมาก่อนหน้านั้นด้วยแรงมหาศาลจนราวกับลำไม้ไผ่ั์จะฟาดฟ้า
ถูกปัดออกไปด้วยกระบี่ไขว้ที่เปล่งเปลวไฟสีแดงควบคู่กับพลังปราณสีน้ำเงินเข้มพาดผ่านกลางอากาศ
เสียงปะทะของพลังคล้ายเหล็กกับหินไฟ
สะท้อนก้องจนพื้นเวทีะเืเบา ๆ
และในวินาทีนั้นเอง กระบี่อีกเล่มของหวังเชียนเถาก็สะบัดตามทันที
เปลวไฟบนกระบี่นั้นแตกกระจายออก
กลายเป็จันทร์เสี้ยวสีเพลิงที่พุ่งฉวัดเฉวียนตรงเข้าใส่หม่าเฟยอย่างแม่นยำ
ในตอนนั้นผมคิดว่าหม่าเฟยสิ้นท่าไปแล้วแน่ ๆ
เพราะตอนนี้มันไม่มีทวน!
จะใช่มือเปล่าปัดป้องวิชากระบี่โบย์ที่มีทั้งพลังปราณและปราณธาตุก็ดูกระไรอยู่
แต่คนอย่างหม่าเฟย ไม่เคยเดินตามบทของใคร
มันไม่ได้หนีด้วยซ้ำ ไม่ได้แม้แต่หลบ
มันกลับยืนอยู่กับที่...
มือขวายื่นออกไปทางด้านข้าง หน่วงพลังปราณไว้หนาแน่นเหมือนกำลังถืออะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
แล้วเมื่อเพลิงจันทร์เสี้ยวก็มาถึงระยะสิบเมตร
และในวินาทีนั้นเอง...
หม่าเฟยหมุนตัวสะบัดมือ ออกไปในท่ากวาดทวน!
แต่เดี๋ยว!
อยู่ ๆ ทวนดำก็ปรากฏอยู่ในมือของหม่าเฟย!
มันควรจะตกอยู่นอกเวทีไม่ใช่เหรอ!?
เพราะอะไรทวนเล่มนั้นถึงกลับมาอยู่ในมือของหม่าเฟยได้กัน
โดยที่เขาไม่ได้แม้แต่จะก้าวออกจากที่
“โหวหวัง...หรือว่านั่นคือศาสตราระดับจิติญญา?”
ผมถามออกไปโดยไม่ละสายตาจากภาพตรงหน้า
ทวนในมือของหม่าเฟยนั่นมันไม่ใช่ของธรรมดาแน่ ๆ
มันพุ่งกลับมาเองได้! แถมรังสีที่มันปล่อยออกมา
มันน่ากลัวระดับเดียวกับตอนที่อาม้ารู้ว่าผมโดนเชิญผู้ปกครอง
โหวหวังขมวดคิ้วนิดหนึ่งเหมือนกำลังประเมินอะไรบางอย่าง ก่อนจะตอบเสียงเรียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยพลัง
“ตามประสบการณ์... นั่นน่าจะเหนือกว่าจิติญญา...
น่าจะเป็ศาสตราระดับ 'ตำนาน' เหมือนกระบองกำราบัของฉันนั่นแล..”
ผมหันขวับไปมองมัน
“ระดับตำนานเลย?”
โหวหวังพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้พูดโอ้อวด แต่น้ำเสียงมั่นใจ
ผมจำได้ดี ตอน่แรกที่โหวหวังมันมาเยี่ยมผมที่บ้านตระกูลหลิว
มันโม้เื่กระบองของมันยาวเป็ชั่วโมง
มันบอกว่ากระบองของมันคือของสืบสกุลจากปู่ของมันโดยตรง
ว่ากันว่าในารุ่นก่อน แค่กระบองนั่นฟาดทีเดียวก็สยบสัตว์อสูรระดับกึ่งเทพได้
ผมกลืนน้ำลายแล้วหันกลับไปจ้องทวนในมือหม่าเฟยอีกครั้ง
รู้ไหมครับ..
จ้องไปจ้องมา มันเริ่มรู้สึก 'อิจฉา' ยังไงก็ไม่รู้
ทวนเรียกกลับได้ตามใจนึก
พ่วงด้วยรัศมีพิเศษที่ทำให้รู้ว่ามันไม่ใช่แค่เหล็กกับด้ามจับธรรมดา..
ขณะที่ตัวผม..
ตอนนี้ยังใช้กระบี่ระดับศาสตราวุธอยู่เลย..
บอกตามตรงนะครับ...
มือเริ่มคันขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล..
แต่ไม่ทันให้จิตหลุดไปไกลกว่านั้น ผมก็เบนความสนใจกลับไปที่เวที
หม่าเฟยตอนนี้ยืนอย่างมั่นคงกลางสนาม สายตาเฉียบคมเหมือนคนไม่มีอะไรสั่นไหว
แต่ผมรู้สึกว่ามันแปลก
ผมหรี่ตาลง จ้องมองนิ่ง ๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“นี่...โหวหวัง
เ้าว่าเ้าหม่าเฟยมันดูแปลก ๆ หรือไม่?”
“แปลก?
แปลกเื่ใด?”
โหวหวังหันมาถาม สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
ผมยังไม่ตอบในทันที เพราะยังหาคำอธิบายให้ความรู้สึกของตัวเองไม่ได้
มันไม่ใช่ท่วงท่า ไม่ใช่พลังปราณสีดำ
“หม่าเฟยกับหวังเชียนเถา... ่ชั้นยุทธ์เท่ากันเลยใช่ไหม?
ััสรรพวิถีขั้นปลายทั้งคู่?”
ผมหันไปถามโหวหวัง พลางยังไม่ละสายตาจากเวทีเบื้องล่าง
“ใช่”
มันตอบแบบไม่ต้องคิด
“แต่ทำไมมีแค่หวังเชียนเถาที่ใช้พลังธาตุ?”
คำถามนี้ไม่ใช่แค่พูดลอย ๆ ผมตั้งใจถาม
เพราะจากที่เรียนรู้มา พอถึงระดับััสรรพวิถีขั้นปลาย ความสามารถในการควบคุมธาตุธรรมชาติน่าจะชัดเจนแล้ว
หวังเชียนเถายิงเพลิงออกจากกระบี่ได้ดั่งใจ..
แต่หม่าเฟยไม่มีแม้แต่ละอองปราณธาตุให้เห็น
“ถ้าหม่าเฟยอยู่ระดับต้น ข้าจะไม่แปลกใจเลย”
ผมพูดต่อ
“แต่ระดับนี้แล้ว...
ไม่มีพลังธาตุให้เห็นเลยสักนิด..
มันดูขัดแย้งชะมัด
อีกอย่าง..
ถ้าเอาวิชาผสานกับพลังธาตุ
มันจะเพิ่มพลังทำลายได้หลายเท่าเลยไม่ใช่หรือโหวหวัง
เหมือนที่หวังเซียนเถาทำ”
ไอ้หมอนั่นตอนแรกก็เงียบ แต่พอได้ยินที่ผมตั้งคำถาม มันก็เริ่มทำหน้างง ๆ ขึ้นมาจริง ๆ
“ก็จริงอย่างเอ็งว่า...
แต่การที่พ่อหม่าเฟยเก็บงำพลังธาตุไว้ อาจมีเหตุผลของเขาก็ได้”
ผมยักไหล่
“ข้ามองมุมไหนก็มีแต่เหตุผลที่ไม่เข้าท่า
เก็บวิชาลับไว้เป็ไพ่เด็ด
นั่นเข้าใจได้
แต่เก็บพลังธาตุไว้ทั้งที่มันช่วยเสริมวิชาโดยตรงแบบนี้...
ข้ามองว่าเป็เื่โง่เขลาสิ้นดี”
ผมพูดจบแค่นั้น
ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรจะพูด แต่เพราะเริ่มคิดหนัก
มันจะมีเหตุผลอะไร ที่ใครสักคนถึง 'เลือกจะไม่ใช้' พลังธาตุ ทั้งที่มันคือหนึ่งในจุดแข็งสุดของ่ชั้นยุทธ์ระดับนี้?
หรือบางที..
หม่าเฟยมีข้อจำกัดบางอย่าง?
หรือพลังธาตุของมันผิดปกติ?
จะบอกว่าออมมือให้หวังเชียนเถาเหรอ?
ก็ไม่เข้าท่า..
ถ้าออมมือมันควรประกาศยอมแพ้ก่อนเริ่มประลองไปแล้ว
เปลวไฟยังคงเต้นระบำอยู่รอบกระบี่ของหวังเชียนเถา
กระบี่ทั้งสองเล่มสะบัดไปมา สร้างความร้อนระอุจนผมรู้สึกได้แม้จะนั่งอยู่บนอัฒจันทร์
มันไม่ได้โจมตีแค่ร่างกาย แต่มันกำลังบั่นทอนพลังของหม่าเฟยด้วย 'อุณหภูมิ'
วิธีนี้โคตรร้ายกาจ..
ค่อย ๆ เผาจนหมดแรงโดยไม่ต้องทำให้มีแผลบาด
แต่หม่าเฟยก็ยังควงทวนดำยาวของมันอย่างคล่องแคล่ว
ไม่มีวี่แววว่าจะหวั่นไหวต่อความร้อน
ท่าทวนของมันยังคงแม่นยำ หนักแน่น และมีจังหวะที่คมกริบเหมือนจังหวะกลองา
คนหนึ่งใช้เพลงกระบี่ประจำสำนัก
อีกคนหนึ่งใช้เพลงทวนประจำตระกูล
และทั้งสองก็ซัดกันไปมาราวกับไม่มีใครยอมใคร
แล้วเสียงกวนประสาทก็ดังขึ้น..
เป็เสียงของหวังเซียนเถา
“นี่ศิษย์น้องหม่า..
ข้าว่าคำพูดของเ้ามันดูย้อนแย้งอยู่นะ”
เ้าบ้าหวังเซียนเถายิ้มแสยะ แบบที่ผมอยากจะเดินไปผลักให้ร่วงจากเวที
“เ้าบอกว่าเ้าไม่มีพ่อ..
แต่เ้ากลับยังใช้วิชาของตระกูลหม่า..
นี่มัน..
เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกงชัด ๆ เ้าว่าหรือไม่?”
หมอนี่มันเกิดมาเพื่อกวนคนจริง ๆ
แต่เหมือนคำพวกกวนประสาทพวกนั้นเหมือนจะไม่มีผลกับหม่าเฟย
อย่างน้อยก็ในตอนนี้..
“ข้าว่าปากของเ้าดูจะคมกว่ากระบี่ที่เ้าถือเสียอีก
ร่ายรำมาหลายเพลง ผลาญพลังปราณ ใช้ปราณธาตุตั้งมากมาย...
กลับฟันข้าสักแผลยังไม่ได้เลย”
ได้ยินคำพูดนั้นจากหม่าเฟย ผมก็รู้สึกเจ็บแทนหวังเซียนเถาจริง ๆ
แล้วเหมือนคำพูดนั้นแทงใจหวังเชียนเถาเข้าอย่างจัง
ผมเห็นชัดเลย!
กระบี่ของเขาเสียจังหวะไปถึงสองสามกระบี่
พริบตานั้นเขาดูเหมือนกำลังตั้งสติใหม่...
ซึ่งในสนามรบ..
มันอันตรายถึงชีวิต..
ในขณะเดียวกัน ผมเองก็เริ่มเข้าใจบางอย่างมากขึ้น...
แม้หม่าเฟยจะพูดว่า 'ไม่มีพ่อ'
และเหมือนเขาจะเข้ามาสำนักนี้เพื่อ 'ตัดขาด' จากตระกูลหม่า
แต่ทว่าตอนนี้...
ที่มันยังใช้วิชาทวนของตระกูลนั้นอยู่เต็มรูปแบบ
บางคนอาจมองว่ามันย้อนแย้ง
แต่สำหรับผม...
ผมกลับมองว่าเื่นี้มันซับซ้อน
ให้ผมเดา..
หม่าเฟยคงไม่อยากแม้แต่ใช้วิชาตระกูลหม่าด้วยซ้ำ
แต่ที่จำเป็ต้องใช้..
เพราะมันไม่มีทางเลือก
สำนักสี่ขุนเขานี้เด่นเื่วิชากระบี่ ทวนถูกมองเป็ของรอง แตกต่างกับตระกูลหม่า...
ทวนคือศาสตราอันดับหนึ่ง
และยิ่งไปกว่านั้น..
เพลงทวนของตระกูลหม่านั้น จะสำแดงเดชได้เต็มที่ก็ต่อเมื่อใช้ควบคู่กับท่าร่างของตระกูล
หากหม่าเฟยไม่ใช้ท่าร่างนั้น ทวนในมือเขาก็ไม่ต่างจากไม้พลอง
บางที...
ที่หม่าเฟยใช้วิชาตระกูลหม่า
เป็เพราะนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมัน
“ได้!! หากเ้าอยากได้แผล ข้าหวังเชียนเถาก็จะประเคนแผลให้เ้า!!”
เสียงนั้นดังขึ้นอย่างกึกก้องพร้อมรอยยิ้มที่ไม่เหลือเค้าความขบขันอีกต่อไป
หวังเชียนเถายกกระบี่ทั้งสองขึ้นพร้อมร่ายเพลงกระบี่อันเป็ไม้ตาย
“เพลงกระบี่โบย์ ขั้นที่สี่ กรีดผ่านเมฆา!!”
ทันใดนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนอุณหภูมิรอบสนามสูงขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
กระบี่ทั้งสองในมือของหวังเชียนเถารัวใส่หม่าเฟยราวกับฟ้าผ่าซ้ำ ๆ
คลื่นเพลิงหนาขึ้น หนาขึ้น แล้วรวมตัวกันเป็เหมือนกองเพลิงที่พร้อมจะกลืนกินทุกอย่างตรงหน้า
เหงื่อเริ่มผุดขึ้นเต็มหน้าหม่าเฟย
ผมเห็นชัดเจนมากขึ้นทุกวินาที
แต่ไม่ใช่เพราะแรงปะทะจากกระบี่เท่านั้น
อุณหภูมิกำลังเล่นงานมันจากรอบทิศทาง
พลังธาตุไฟที่กดดันมันอยู่ เหมือนบังคับให้ร่างกายค่อย ๆ เสื่อมถอยลงทุกลมหายใจ
แววตาหม่าเฟยเริ่มพร่า
และจังหวะการต้านรับกระบี่ของหวังเซียนเถาเริ่มช้าลง
ฉึก!
เสียงกระบี่แทงทะลุิัดังขึ้น
ทันทีที่หม่าเฟยปัดทวนพลาดเพียงเสี้ยววินาที
แล้วเมื่อพลาดคราแรก
หวังเซียนเถาก็ตอบสนองให้เพิ่ม
ฉึก...ฉึก!
เกิดเป็แผลสามจุด กลางอก หัวไหล่ซ้ายและข้อมือขวา
เืพุ่งราวกับผ้าขาวถูกน้ำหมึกสาดใส่
แล้วเมื่อสามารถสร้างแผลให้หม่าเฟยได้ตามคำขอ
รอยยิ้มเหี้ยมเกี้ยมของหวังเซียนเถาก็ถูกดันขึ้น
“อย่างไร... นายน้อยหม่า”
หวังเชียนเถากล่าวเสียงราบ
“สามแผลแล้วนะเ้า”
หม่าเฟยขบฟันแน่นจนเห็นเส้นกราม
มันไม่ร้อง ไม่ถอย
แต่ในจังหวะที่เงียบลงนั้น...
หวังเซียนเถาก็ได้พูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด
“รีบกลับบ้านไปฟ้องแม่เ้าไป๊!!”
หวังเชียนเถาเหยียดยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ
แล้วประโยคถัดมานั่นแหละ...
ที่ทำให้ทั้งอัฒจันทร์กลั้นหายใจไปพร้อมกัน
“โอ้... ข้าลืมไป...
เล่ยเจิ้น..
แม่ของเ้า...
นางตายไปแล้วนิ...”
เวรแล้ว
ผมแทบลุกจากที่นั่งทันที
เพราะรู้เลยว่าไอ้หมอนั่นพูดผิดชีวิตเปลี่ยนแน่!!
“กล้าดียังไง!!!!!!!!!!”
เสียงของหม่าเฟยะเิออกมาราวกับมีใครเปิดประตูขังสัตว์อสูรในอกเขา
ทันใดนั้น!!
ป่ง!!
พลังปราณภายในร่างของเขาะเิออกอย่างรุนแรง
ไม่ใช่แค่คลื่นพลังธรรมดา แต่เป็แรงกดดันระดับที่ทำให้เวทีทั้งเวทีสั่นะเื
พร้อมด้วยพลังปราณสีทมิฬจำนวนมหาศาลที่อัดเข้าใส่หวังเชียนเถาจนถูกซัดกระเด็น!!
ร่างของหวังเซียนเถาครูดไปตามพื้นเวทีกว่าสิบเมตร
ถ้าไม่มีกระบี่ทั้งสองเล่มค้ำยันไว้ตอนท้าย
ผมว่าเ้าบ้านี่ได้ตกเวทีแน่..
และนั่นจะหมายถึงพ่ายแพ้ในทันที..
แต่สิ่งที่ทำให้ขนลุกกว่านั้นยังไม่ใช่แรงปะทะหรอก..
มันคือตอนที่หวังเชียนเถาหันกลับไปมอง
เพราะหม่าเฟย...
ตอนนี้ยืนห่างจากเขาไม่ถึงสองเมตรแล้ว
และปลายทวนของหม่าเฟย...
อยู่ห่างจากตัวหวังเชียนเถาไม่ถึงเมตร
ไม่มีลมหายใจ ไม่มีเสียงเท้า ไม่มีแม้แต่เงาเคลื่อนที่
หม่าเฟยแค่ 'ปรากฏขึ้น' ตรงหน้า
ผมเห็นหวังเชียนเถาสะดุ้งเฮือก
ไหล่ขยับน้อย ๆ เหมือนกำลังฝืนไม่ให้ตัวเองถอย
แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือ ขนที่ต้นคอของมันตั้งชันเหมือนคนตกในน้ำเย็นจัด
ไม่ต้องให้ใครบอก
ตอนนี้หม่าเฟยไม่ใช่แค่โกรธ..
แต่มันกำลังคั่ง!