
"What is development?"
คำถามง่ายๆ ของอาจารย์คาร์ลทำให้นิสิตปริญญาโทต่างก็มุ่นคิ้ว นั่นสิ การพัฒนาคืออะไร ผมเองก็ทำงานด้านการพัฒนาลุ่มน้ำโขงมาตั้งหลายปี แต่ทำไมถึงไม่สามารถหานิยามที่ตรงใจได้และตอบได้ทันที ตอนแรกผมว่าจะให้คนอื่นตอบก่อน แต่ทั้งห้องเงียบสนิท ผมก็เลยอาสาตอบเป็คนแรก ช่วยลดบรรยากาศอึดอัดให้อาจารย์แกหน่อย
"การพัฒนาคือการทำให้ชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้น มีรายได้ที่พอเพียง มีแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน ที่สำคัญ ชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับทุกๆ การพัฒนาที่มีผลต่อพวกเขาครับ"
ผมตอบอาจารย์คาร์ลไปเป็ภาษาอังกฤษ หลักสูตรที่ผมเลือกเรียนนั้นเป็หลักสูตรนานาชาติ ค่าเทอมแพงสุดๆ แต่ผมก็ต้องลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเอง
"ตอบได้ดีมากเลยม่อน"
โจนาธานหันมาชมผมเบาๆ เป็ภาษาอังกฤษพร้อมกับยิ้มให้ เพื่อนใหม่ของผมคนนี้เป็คนเมียนมาร์ อายุเพียงยี่สิบห้า น้อยกว่าผมสิบเอ็ดปี หน้าตาหล่อเหลาใช้ได้เลย เขาบอกว่าเขาพูดไทยได้เพราะทำงานในไทยมาหลายปีแล้ว
"ขอบคุณครับ ผมก็ตอบไปตามงานที่ผมได้เรียนรู้จากงานนั่นแหละ"
ผมยิ้มบางๆ ให้หนุ่มน้อยที่นั่งข้างๆ เ้าตัวเป็คนเลือกมานั่งกับผมเอง เขาดูเป็คนสบายๆ บุคลิกคล้ายๆ กับฮอง ซอน แฟนเก่าของผมนิดๆ ปกติคนที่ทำงานเอ็นจีโอก็จะมีบุคลิกประมาณนี้แหละ เราต้องทำตัวสบายๆ เพราะต้องทำงานกับชาวบ้าน
"ผมว่าการพัฒนามันมีทั้งด้านดีและไม่ดีนะครับ มีคนได้ประโยชน์ แล้วก็มีคนเสียประโยชน์ อย่างเช่น ถ้าเราสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง เราก็อาจจะได้ขายไฟฟ้า ประเทศมีรายได้ก็จริง แต่มันก็ทำให้ระบบนิเวศน์ของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เสียไปด้วย ไม่ว่าจะเป็พืชหรือสัตว์ วิถีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ปลายน้ำก็ได้รับผลกระทบ"
โจนาธานตอบไปบ้าง เขาตอบได้ดีทีเดียว อาจารย์คาร์ลถึงกับชมว่าเยี่ยม ส่วนผมร้องว้าวเบาๆ ด้วยสีหน้าทึ่ง ทว่าหนุ่มน้อยก็หันมายกความดีความชอบให้ผม
"ผมก็ได้คำตอบจากที่ฟังม่อนเล่าให้ฟังก่อนเข้าเรียนนั่นแหละ"
เช้านี้ผมมาถึงไว ก็เลยได้คุยกับโจนาธานอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ผมเล่าให้เขาฟังไปว่าผมเคยทำอะไรมาบ้าง เขาก็เล่าเื่ของเขาให้ผมฟังเช่นกัน จึงได้รู้ว่าเขาทำงานกับองค์กรเอ็นจีโอแห่งหนึ่งที่แม่สอด ดูแลแรงงานข้ามชาติจากเมียนมาร์
"ฉันเห็นด้วยกับโจนาธานและม่อนค่ะ แต่อยากเพิ่มไปด้วยว่าเราไม่ได้ห้ามไม่ให้มีการพัฒนา แต่การพัฒนาต้องวางแผนให้ดี ต้องทำให้มีผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ถ้ามีคนที่ได้รับผลกระทบ รัฐก็ต้องเยียวยาหรือหาทางช่วยให้สมเหตุสมผล"
หญิงสาวร่างผอมบางฝั่งตรงข้ามกับผมตอบบ้าง เธอชื่อตาล เป็คนไทย อายุสามสิบ ในห้องผม นอกจากมีคนไทยเกือบครึ่งแล้วก็มีนิสิตจากหลายเชื้อชาติ เช่น เวียดนาม พม่า ลาว เยอรมัน อังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์และอเมริกา อ้อ ก่อนเข้าห้องผมพยายามคุยกับสาวลาวคนหนึ่งด้วยสำเนียงลาวเวียงจันทน์ แต่เธอดูไม่ค่อยไว้ใจผมเท่าไหร่ ก็ไม่แปลกหรอก ผมเจอคนลาวหลายคนที่คิดลบกับคนไทย
ผมหันไปยิ้มให้ตาลด้วยแววตาชื่นชม เธอยิ้มอายๆ เล็กน้อย จากนั้นคนอื่นๆ ก็ตอบจนหมดห้อง แค่คำถามเดียวก็มีคำตอบให้ชวนคิดหลายมุม หลายๆ มุมก็เชื่อมโยงกัน การพัฒนาจึงมีหลายมิติและมีหลายเื่ที่ต้องพิจารณา
เรียนวันแรกผมก็ชอบหลักสูตรนี้แล้ว เพราะผมชอบการถกแถลง ชอบฟังหลายๆ มุมมองความคิดเห็น เห็นตรงเห็นต่างบ้างก็ไม่เป็ไร ถ้าเรียนแบบนี้ตลอดหลักสูตรก็น่าจะดี ผมไม่ชอบจดเลคเชอร์อย่างเดียวเพราะมันน่าเบื่อ แถมจำได้ไม่หมดด้วย
หมดคาบเช้าเราก็ลงไปกินอาหารเที่ยงที่โรงอาหาร ผมไปกับโจนาธาน ตาลและติ๋งห์ คนชื่อติ๋งห์เป็หนุ่มเวียดนาม น่าจะเพิ่งจบมหาลัยมา เ้าตัวพูดไทยไม่ได้แม้แต่คำเดียว
หลังอาหารเที่ยงพวกเราก็แยกย้ายไปทำธุระตามความสนใจของตัวเอง ผมแวะไปซื้อกาแฟที่ร้านอะเมซอนใต้ตึกเรียน โจนาธานตามมาด้วย ระหว่างยืนรอคิว พี่สาวผมก็โทรมาหา ไม่รู้ว่ามีเื่อะไร ปกติจะโทรมา่เย็นๆ
พอผมรับสายพี่เมี่ยงก็ถามก่อนเลย "เป็ไงม่อนเรียนวันแรก"
"ก็ดีพี่ สนุกมากเลย ได้กลับมาเป็นักศึกษาอีก ได้เพื่อนใหม่หลายคนเลย หลายชาติด้วย"
"ก็น่าสนุกดีนะ เออ...แล้วอาร์ตล่ะ"
"วันนี้เขาไปถ่ายโฆษณาแอร์น่ะพี่ เย็นๆ ก็น่าจะเสร็จ" ผมบอกด้วยเสียงเรื่อยๆ
"แล้วม่อนโอเคไหม"
เมื่อวานพี่เมี่ยงก็ถามเื่นี้ วันนี้ก็โทรมาถามอีก แสดงว่าคงเป็ห่วงผมมากจริงๆ ผมจึงต้องย้ำอีกครั้งให้พี่เมี่ยงสบายใจ
"ไม่มีอะไรหรอกพี่ เื่มันตั้งนานแล้ว"
"แน่ใจนะ"
"แน่ใจสิพี่"
"เออ พี่ก็เป็ห่วงไง ตอนนั้นม่อนเสียใจอยู่ตั้งหลายปี กลัวจะเป็ขึ้นมาอีก"
"โหพี่ ผมลืมไปหมดแล้ว จะยี่สิบปีแล้วนะพี่เมี่ยง ไม่ต้องห่วงผมหรอก" ผมยืนยันหนักแน่น
สาเหตุที่พี่สาวผมเป็ห่วงก็เพราะผมย้ายมาอยู่บ้านพี่อาร์ตนี่แหละ ที่จริงผมก็คิดหลายวันกว่าจะตกลง เหตุผลหลักเป็เื่เงิน เพราะ่ที่แม่ป่วยผมหมดเงินเก็บไปเยอะ ธุรกิจโฮมสเตย์ที่ป้าทิ้งไว้ให้ก็ไม่ค่อยมีกำไร ผมเองก็ทำไม่ได้เต็มที่เพราะห่วงดูแลแม่ เงินที่เอามาเรียนก็เป็เงินเก็บก้อนสุดท้ายแล้ว ประหยัดอะไรได้ก็ต้องประหยัด เพราะ่ที่เรียนผมจะไม่ได้ทำงานเลย
พี่อาร์ตคงโทรไปคุยกับพี่เมี่ยง ก็เลยรู้เื่นี้ เขาก็เลยคะยั้นคะยอให้ผมย้ายมาอยู่ด้วย แต่ก็ทำให้พี่สาวผมเป็ห่วงว่าแผลเก่าจะกำเริบ
พอใกล้ถึงคิวจ่ายเงินผมก็บอกลาพี่สาวและวางสายไป โจนาธานซึ่งยืนอยู่ข้างหลังจึงถือโอกาสถาม
"เย็นนี้พี่ม่อนไปไหนไหมครับ"
"อืม" ผมทำท่าครุ่นคิด "ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน กลับบ้านมั้ง โจนาธานล่ะ"
"ไปหาอะไรกินกันที่จามจุรีสแควร์ไหมพี่ ชวนตาลกับติ๋งห์ไปด้วย"
"เอาสิ"
ผมพยักหน้าตกลงโดยไม่คิดอะไรมาก การผูกสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่เป็เื่สำคัญ ผมจัดเวลาให้ได้ ตอนนี้การบ้านยังไม่เยอะ พอไปได้
... ... ...
่บ่ายเราเรียนเื่ Globalisation หรือโลกาภิวัฒน์ อาจารย์ที่มาสอนเน้นบรรยายมากไปหน่อย แต่ก็ได้ความรู้เยอะเลย
หมดคาบบ่ายผมก็ลงมาที่ใต้ตึกเรียน ระหว่างรอเพื่อนอีกสามคนที่ไปห้องน้ำ ผมหยิบมือถือขึ้นมาฟังเพลง มีอยู่เพลงหนึ่งที่ผมอยากฟังมาก อยู่ดีๆ มันก็มันวนเวียนเข้ามาในหัวตอนเรียนคาบบ่าย
"จะบอกว่ารัก เธอจะซึ้งหรือเปล่า อยากเอ่ยเื่ราวที่มันยังคั่งค้างใจ ถ้าบอกกับเธอ เธอจะรักหรือไม่ ได้แต่ถามใจ เก็บเอาไว้ ไม่กล้าบอกเธอ"
เพลงนี้ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์หนึ่งก่อนพี่อาร์ตจะจบมอหก เขาชวนเพื่อนๆ และผมไปเที่ยวแม่ฮ่องสอน ตอนแรกแฟนพี่อาร์ตว่าจะไปด้วย แต่สุดท้ายก็ไปไม่ได้ ผมจำไม่ได้แล้วว่าเพราะอะไร รู้แต่ว่าผมดีใจมาก
ภาพที่ผมจำได้ไม่ลืมคือผมกับพี่อาร์ตปั่นจักรยานชมดอกบัวตองด้วยกันไปตามถนนลูกรังสีแดงๆ มองไปข้างหน้าจะเห็นท้องฟ้าสีครามเข้มตัดกับสีเหลืองจัดของดอกบัวตอง แม้แดดแรงแต่อากาศก็หนาว ผมมีความสุขมากที่ได้อยู่กับคนที่ชอบในบรรยากาศแบบนี้ ในสายลมหนาวใต้ฟ้าสีคราม รายล้อมไปด้วยทุ่งดอกไม้ โรแมนติกสุดๆ
่หนึ่งเราสองคนไปยืนอยู่ตรงที่สูงๆ มองเห็นได้ไกลๆ พี่อาร์ตหันมายิ้มให้ผม ผมก็ยิ้มเขินๆ ตอนนั้นผมตัดสินใจแล้วว่าจะบอกรักพี่อาร์ต ผมจำไม่ได้ว่าผมเข้าเื่ยังไง รู้แต่ว่าใจสั่น ปากสั่น พูดไม่รู้เื่เลย จนพี่อาร์ตทำหน้างงและหัวเราะ สุดท้าย...ผมก็ล้มความตั้งใจนั้น
ก็ดีแล้วล่ะที่ไม่ได้บอก ไม่งั้นความทรงจำที่ทุ่งบัวตองของผมคงจบไม่สวย เพราะก่อนไปไต้หวัน พี่อาจพูดบางอย่างที่ทำให้ผมเสียใจไปหลายปีเลย เขาพูดประมาณว่า...
"เื่บางเื่ ถ้าแค่รู้สึก...มันก็พอได้ แต่เราก็ต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร อะไรมีสิทธิ์ อะไรไม่มีสิทธิ์ ผู้ชาย...ก็ต้องเป็ผู้ชาย ถ้าเลิกได้...ก็เลิกซะ"
พี่อาร์ตคงรู้ว่าผมคิดอะไรกับเขา คำพูดประโยคนั้นก็คือการปฏิเสธดีๆ นั่นเอง ที่จริงเขาไม่พูดก็ได้ ก็แค่จากลากันด้วยความรู้สึกดีๆ แต่เขากลับเลือกที่จะทำให้ผมเสียใจ
เพลง "ไม่กล้าบอกเธอ" ออกมาตอนผมอยู่มอหก ่นั้นผมฟังบ่อยมาก เคยโทรไปขอเพลงนี้ให้พี่อาร์ตหลายครั้ง ทั้งที่รู้ว่าเขาไม่อยู่แล้ว ขึ้นมหาลัยผมก็ยังฟังอยู่ ไปคาราโอเกะทีไรก็จะร้องเพลงนี้
เจ็บแค่ไหนผมก็ไม่เคยลืมเขา ไม่เคยลืมภาพที่เราปั่นจักรยานเคียงคู่กันไปในทุ่งบัวตอง ไม่เคยลืมสนามกีฬา 700 ปีที่เราชอบไปนั่งคุยกัน ไม่เคยลืมความรู้สึกดีๆ ที่ผมมีให้เขาเลย
ผมรู้สึกขนลุกเมื่อฟังมาถึงท่อนโซโล่ เสียงกีตาร์ในท่อนนี้ฟังดูเหงาและอ้างว้างเหลือเกิน อดนึกสงสารตัวเองตอนนั้นไม่ได้ เพราะได้ยินโซโล่เพลงนี้ทีไรก็น้ำตาซึม เสียดายโอกาสที่ไม่เคยได้บอกรักใครคนนั้น จะบอกตอนนี้เขาก็ไม่อยู่แล้ว ได้แต่คิดถึงเขาจับจิตจับใจ คิดถึงอยู่นานหลายปีเลย เพราะเขาเป็รักแรกก็เลยฝังใจมาก กระทั่งจบมหาลัยแล้วก็ยังไม่คิดจะมีแฟน
"พี่ม่อน"
ผมได้ยินเสียงชายหญิงเรียกชื่อผมพร้อมกัน ก็เลยตื่นจากภวังค์ ผมรีบเอาหูฟังบลูทูธออก เมื่อหันไปทางต้นเสียงก็เห็นว่าเป็เพื่อนๆ ที่นัดกันไว้นั่นเอง
"ไปเลยไหมครับ" โจนาธานเดินเข้ามาถาม ส่งรอยยิ้มสดใสมาให้
ผมพยักหน้า "จะกินอะไรกันดี"
"โจนาธานเขามีร้านจะแนะนำค่ะพี่ โจนาธานเอารูปให้พี่ม่อนดูสิ เผื่อพี่ม่อนจะรู้จักร้านนี้" ตาลบอก
"นี่ครับพี่ม่อน ร้านนี้ ผมเคยไปกินมาแล้วตอนมาสมัครเรียน อาหารอร่อยมาก แต่เสียดายผมจำชื่อร้านไม่ได้"
โจนาธานพูดพลางเปิดภาพร้านที่เขาเคยไปมาให้ผมดู เป็ภาพอาหารที่เขาถ่ายมาเอง เขาคงกลัวผมไม่เห็นก็เลยเขยิบเข้ามาใกล้จนชิด ชิดขนาดที่ว่าได้กลิ่นกายกันเลยทีเดียวล่ะ แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก
"พี่ม่อนเคยไปกินไหมครับ" โจนาธานหันมาถาม ใบหน้าเขาอยู่ใกล้ผมมากจนผมต้องเขยิบออกเล็กน้อย
"ไม่เคยไปเลย" ผมส่ายหน้าเดียะ "พี่ไม่ใช่คนกรุงเทพ ไม่รู้จักร้านพวกนี้หรอก แต่ว่าน่าจะหาไม่ยากนะ ลองถามคนแถวนั้นดูก็ได้"
"มันอยู่ชั้นสองครับ อยู่ใกล้ๆ กับลิฟต์ น่าจะหาไม่ยาก" โจนาธานยิ้มให้ผมอีก ทำเอาผมใจสั่นๆ เหมือนกัน
หลังจากที่ได้แนวทางเบื้องต้น พวกเราก็ออกเดินทางกันเลย แต่ก้าวขายังไม่พ้นตึกดีก็มีรถเก๋งสีดำคันหนึ่งวิ่งมาจอดเทียบฟุตบาท พวกเราได้แต่มองด้วยความสงสัย แต่พอเ้าของรถยนต์หรูไขกระจกลงเท่านั้น โจนาธานกับตาลก็ถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนติ๋งห์ไม่รู้เื่หรอก เพราะเขาไม่เคยติดตามวงการบันเทิงไทย
"พี่อาร์ต" ตาลอุทานคล้ายกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง
"ครับ พี่มารับม่อนน่ะครับ" พี่อาร์ตยิ้มให้เพื่อนๆ ผม ก่อนหันมาถามผมว่า "ม่อนเลิกเรียนแล้วใช่ไหม"
"ครับพี่ เพิ่งเลิกเมื่อกี้ครับ" ผมตอบพี่อาร์ตแล้วหันไปมองเพื่อนๆ ก็เห็นว่าทุกคนมองมาที่ผมอยู่แล้วด้วยแววตาสงสัย
"พี่ม่อนรู้จักกับพี่อาร์ตด้วยเหรอคะ" ตาลทำเสียงตื่นเต้น ผมก็เลยพยักหน้า แต่คงไม่เล่าอะไรมากตอนนี้
"จะไปไหนกันหรือเปล่า" พี่อาร์ตกวาดตามองทุกคนด้วยความสงสัย
"ผมว่าจะไปกินข้าวกับน้องๆ ในคลาสน่ะครับพี่อาร์ต" ผมทำหน้าไม่แน่ใจ เมื่อเช้าผมจำได้ว่าไม่ได้บอกให้พี่อาร์ตมารับ ผมกลับรถไฟฟ้าเองได้เพราะบ้านพี่อาร์ตอยู่ไม่ไกลจากบีทีเอสบางจาก
"อ๋อ งั้นก็ไปด้วยกันเลยไหมล่ะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ขึ้นมาเลย พี่จอดนานไม่ได้" พี่อาร์ตเร่ง
พวกเราใช้เวลาคิดไม่นานนักก็กรูกันเข้าไปในรถของพี่อาร์ต ผมนั่งหน้า ส่วนอีกสามคนนั่งข้างหลัง แต่รถของพี่อาร์ตก็กว้างขวางและนั่งสบาย
หลังขับออกไปได้สักพัก พี่อาร์ตก็หันไปคุยกับเพื่อนๆ ของผมทางด้านหลัง "ชื่ออะไรกันบ้างครับเนี่ย"
เพื่อนผมแต่ละคนแนะนำตัวด้วยภาษาไทย ยกเว้นติ๋งห์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่เป็ปัญหา เพราะหลังจากนั้นพี่อาร์ตก็ชวนคุยเป็ภาษาอังกฤษเสียเลย เขาชอบอยู่แล้ว
่แรกๆ เพื่อนๆ ถามผมกันใหญ่ว่าผมกับพี่อาร์ตรู้จักกันได้อย่างไร ผมตอบแค่ว่าเคยเรียนมัธยมด้วยกันที่เชียงใหม่ ใครถามอะไรมาผมกับพี่อาร์ตก็จะตอบกว้างๆ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าเราก็แค่เคยเจอกันเท่านั้น เพื่อนๆ จึงเปลี่ยนไปคุยเื่อื่นในเวลาไม่นาน
"ละครที่คุณเล่นดังมากเลยนะครับที่เมียนมาร์ แม่ผมชอบดูมาก ผมก็เลยดูตาม ก็เลยจำคุณได้" โจนาธานเล่าขำๆ ดูเหมือนเ้าตัวตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้เจอดาราไทย
"จริงเหรอ ผมไม่เคยรู้เลยว่าที่เมียนมาร์ก็ดูละครไทยด้วย เื่ไหนเหรอครับที่ดัง" พี่อาร์ตถามขณะเลี้ยวรถออกจากประตูรั้วมหาลัย
"บุพเพสันนิวาส" โจนาธานตอบเป็ภาษาไทย
"เื่นี้ดังมากนะโจนาธาน โดยเฉพาะที่ประเทศจีน คนจีนชอบมาก"
ตาลทำเสียงสูงตอนท้าย เธอน่าจะปลื้มพี่อาร์ตกว่าใครในบรรดาสามคนนี้ มีแต่ติ๋งห์เท่านั้นที่ดูจะงงๆ โจนาธานกับตาลก็เลยต้องช่วยกันอธิบายให้ฟัง คราวนี้ติ๋งห์ก็เลยตื่นเต้นบ้าง ถึงกับบอกว่าจะต้องไปหาละครเื่นี้มาดูให้ได้
ผมนั่งเงียบๆ และปล่อยให้พี่อาร์ตคุยกับเพื่อนๆ ของผมไป ระหว่างนั้นผมก็สังเกตคนนั่งข้างๆ ไปด้วย ตอนนี้พี่อาร์ตดูภูมิฐานมาก ออร่าดาราฉายชัดผ่านผิวพรรณ เสื้อผ้า รสนิยมการแต่งกาย น้ำหอมที่ใช้ ข้าวของเครื่องประดับและรถที่ขับ ดูแตกต่างจากคนทั่วไปมาก ยืนตรงไหนก็จะโดดเด่นจากฝูงชน ใครเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็ดารา
ด้วยความที่เป็เกย์ ผมก็อาจจะชอบดูแลตัวเองบ้าง แต่ก็ยังสู้พี่อาร์ตไม่ได้หรอก หน้าเขาดูใสมาก น่าจะดูแลดีกว่าผมหลายเท่า เขาจึงดูเหมือนคนอายุยี่สิบปลายๆ แม้จะผิวขาวและตาตี่แต่ก็หล่อเข้ม ขณะที่ผมมักมีคนทายว่าน่าจะเพิ่งสามสิบต้นๆ เอาเถอะ ไม่ทายเกินอายุจริงก็ดีแล้ว
แต่ไม่ว่าจะยังไง ผมก็ว่าพี่อาร์ตในวัยมัธยมมีเสน่ห์มากที่สุด เขาดูหล่อใสและน่ารักตามแบบฉบับหนุ่มตี๋ สาวกรี๊ดกันทั้งโรงเรียน ที่ผมชอบเป็พิเศษคือเขามีลักยิ้ม เวลายิ้มทีทำเอาผมแทบละลาย ผมว่าเขาหล่อพอที่จะเป็ดาราเกาหลีได้เลยล่ะ
เมื่อมาถึงจามจุรีสแควร์ ผมก็รีบสลัดความคิดในอดีตทิ้ง เตือนตัวเองว่าต้องอยู่กับปัจจุบัน เื่ราวในอดีตจบไปแล้ว เก็บเอาไว้แค่คิดถึงเป็บางครั้งก็พอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ใช่ความจริงของวันนี้
... ... ...
ประมาณสามทุ่ม ผมกับพี่อาร์ตก็กลับมาถึงบ้านที่บางจาก เราแยกย้ายกันไปอาบน้ำ ตั้งใจว่าจะลงมานั่งคุยกันข้างล่างก่อนนอนเสียหน่อย แม้ว่าจะคุยกันมาในรถบ้างแล้วก็ตาม
ผมไม่ใช่คนอาบน้ำนานก็เลยใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที แต่คนที่อาบนานกว่าก็คือพี่อาร์ต ระหว่างรอผมก็นั่งเล่นเฟสบุ๊คไปพลางๆ โจนาธานทักแชทมาคุยด้วย วันนี้ผมคุยกับเขาเยอะมาก แต่เขาก็ยังหาเื่มาคุยกับผมได้ตลอด
ระหว่างแชทกับโจนาธานอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงคนมากดกริ่งหน้าบ้าน ก็เลยวางโทรศัพท์ไว้และเดินออกไปดู ไม่นานก็เห็นว่าเป็ผู้หญิงคนหนึ่ง แต่งตัวดูดีพอจะเป็ดาราได้เลยทีเดียว น่าจะเป็คนรู้จักของพี่อาร์ตแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาดึกป่านนี้
"พี่อาร์ตอยู่ไหมคะ" เธอคนนั้นร้องถามมาจากช่องประตูเล็กที่มีไว้สำหรับคนเข้าออก
ผมเพ่งมองไม่นานก็ตอบ "ใช่ครับ มาหาพี่อาร์ตเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ คุณเป็ใครคะ ทำไมฉันไม่เคยเห็นเลย"
"อ๋อ ผมเป็เพื่อนพี่อาร์ตครับ เพิ่งมาอยู่"
"ฉันเป็แฟนพี่อาร์ต ช่วยเปิดประตูให้หน่อยได้ไหมคะ" หญิงสาวคนนั้นร้องขอ
ผมลังเลในตอนแรก เพราะไม่รู้เลยว่าเธอเป็ใคร แต่ถ้ารู้ว่าเ้าของบ้านชื่ออะไรก็คงจะรู้จักกันจริงๆ นั่นแหละ ก็เลยยอมเปิดประตูเล็กให้เธอเข้ามา
"พี่อาร์ตกำลังอาบน้ำอยู่ครับ" ผมบอกหญิงสาวคนนั้น
"อ๋อค่ะ เดี๋ยวฉันขึ้นไปหาเขาเอง ฉันชื่อผิงนะคะ" ก่อนจะเดินไป หญิงสาวที่ชื่อผิงก็หันมาแนะนำตัวให้ผมรู้จัก
"ผมชื่อม่อนครับ" ไม่รู้ว่าเธออยากรู้จักผมหรือเปล่า แต่ผมก็บอกชื่อตัวเองไป
ผิงเดินเข้าไปในบ้านราวกับคุ้นเคยดี แสดงว่าน่าจะเคยมาแล้ว ผมก็เลยค่อยรู้สึกสบายใจหน่อย ระหว่างนั้นก็ปิดประตูบ้าน พอผมเข้ามาในบ้านก็ไม่เห็นเธอแล้ว สงสัยจะขึ้นไปหาพี่อาร์ตบนห้อง
ผมยืนหันรีหันขวาง เพราะไม่แน่ใจว่าจะรอพี่อาร์ตต่อ หรือว่าจะขึ้นไปบนห้องของตัวเองดี แต่ดูๆ แล้วพี่อาร์ตไม่น่าจะลงมาได้ ถ้าเขาอยากคุยก็ไปหาผมที่ห้องเองละกัน คิดอย่างนั้นผมก็เลยเดินขึ้นบันไดไป
ก่อนจะเข้าห้องของตัวเองผมก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกัน ไม่รู้ว่าเื่ใหญ่หรือเล็ก แต่ก็ดังพอสมควร ดังมาจากห้องพี่อาร์ตนั่นแหละ ตอนแรกผมก็แอบเป็ห่วง แต่ก็รู้ดีว่าไม่ควรเข้าไปยุ่ง จึงเดินเข้าห้องของตัวเองไป
ผมหยิบชีตมาอ่านบนโต๊ะทำงาน อ่านจบก็อ่านงานวิชาการเล่มหนึ่งที่อาจารย์คาร์ลให้มา ชื่อเื่ Dependency Theory หรือทฤษฎีภาวะพึ่งพิง เล่าถึงเหตุการณ์่การล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตกซึ่งทำให้เกิดภาวะทรัพยากรจากประเทศยากจนไหลเข้าสู่รัฐที่ร่ำรวยกว่า นานไปประเทศที่อยู่ตรงกลางก็ยิ่งรวยขึ้น ขณะที่ประเทศชายขอบที่ต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือกลับยิ่งจนลง
การรวมรัฐที่ยากจนเข้าสู่ระบบโลก มีแต่ทำให้รัฐยากจนสูญเสียทรัพยากรไปให้รัฐที่ร่ำรวยมากขึ้น เพราะรัฐที่ยากจนบริหารจัดการทรัพยากรเองไม่ได้ หรือไม่มีสิทธิ์เนื่องจากเงื่อนไขที่ผู้ล่าอาณานิคมสร้างไว้
ด้วยความเชื่อว่าหากประเทศที่รวยอยู่แล้วยิ่งรวยขึ้น ก็จะฉุดให้ประเทศที่จนกว่าให้ค่อยๆ รวยขึ้นตามมาด้วย แน่นอนว่าย่อมมีข้อถกเถียงกันมากมายว่าการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็จริงแค่ไหน ผมก็เลยอ่านเพลิน ลืมเื่พี่อาร์ตไปเลย
... ... ...
เมื่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า ผมก็อาบน้ำแต่งตัวไปเรียนหนังสือ แต่ก่อนจะไปผมก็อดนึกสงสัยไม่ได้ว่าพี่อาร์ตตื่นหรือยัง แม้เขาจะบอกว่าไม่ต้องห่วงเื่อาหารการกิน เขาจัดการเองได้ แต่ผมก็ว่าจะขึ้นไปถามเสียหน่อยว่าวันนี้เขาจะไปไหนหรือเปล่า อีกอย่างจะบอกด้วยว่าไม่ต้องไปรับ
จังหวะที่ผมเดินไปหยิบรองเท้าที่ชั้นวาง สายตาก็เหลือบไปเห็นรองเท้าของผู้หญิงคนนั้น ผมก็เลยชะงัก แสดงว่าคนชื่อผิงยังอยู่ในห้องพี่อาร์ตั้แ่เมื่อคืน อย่างว่า ตามประสาคนเป็แฟนกัน ก็มีเื่ระหองระแหงกันบ้าง แต่เมื่อคืนเขาคงจะคุยกันเข้าใจแล้ว คงไม่ต้องถามต่อว่าหลังจากนั้นเขาทำอะไรกัน
เมื่อเป็อย่างนี้ผมก็เลยว่าจะไม่ขึ้นไปรบกวน ทว่าขณะที่ผมกำลังหยิบรองเท้ามาใส่ ผมก็ได้ยินเสียงคนเดินลงบันไดเร็วๆ มา พี่อาร์ตนั่นเอง เขาอยู่ในชุดกางเกงบ็อกเซอร์และเสื้อยืดสีขาว ผมเผ้าหวีพอให้เป็ทรง กระนั้นก็ยังดูดีแบบดารา
"ม่อน จะไปเรียนแล้วเหรอ" พี่อาร์ตร้องถาม่ที่กำลังจะพ้นบันไดขั้นสุดท้าย
ผมยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าให้กับคนที่เดินมาหา "ครับพี่"
พี่อาร์ตเดินปราดมาหาผมแล้วก็ถามอีก "กินอะไรหรือยังล่ะ เดี๋ยวพี่ทำให้เอาไหม"
"ไม่เป็ไรหรอกครับพี่อาร์ต เดี๋ยวผมไปกินที่มหาลัย พี่อาร์ตไม่ต้องห่วงผมเื่นี้หรอก" ผมรีบปฏิเสธด้วยความเกรงใจ พี่อาร์ตดูชะงักเล็กน้อย
"เอางั้นเหรอ"
"ครับพี่ พี่ไปดูแลแฟนพี่เถอะ ผมจัดการตัวผมเองได้" ผมบอกยิ้มๆ
พอผมพูดถึงแฟน สีหน้าของพี่อาร์ตก็เจื่อนลง แถมยังดูครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่รู้ว่ามีเื่อะไร
"ม่อน...โกรธพี่หรือเปล่า" พี่อาร์ตถามด้วยท่าทางประหม่า
"โกรธเื่อะไรเหรอครับ" ผมทำหน้าฉงน
"ก็เื่..." พี่อาร์ตหยุดคิดชั่วครู่ ไม่นานก็พูดต่อ "ก็เื่ที่...พี่ให้ผู้หญิงมานอนที่บ้านไง"
คราวนี้ผมยิ่งไม่เข้าใจ ก็เลยขมวดคิ้วเป็ปื้น "ผมจะโกรธพี่ทำไมล่ะครับ นี่บ้านพี่อาร์ต ไม่ใช่บ้านผมสักหน่อย พี่อาร์ตใช้ชีวิตตามปกติของพี่เลย ผมไม่มีปัญหาหรอก"
"แต่ว่า..." พี่อาร์ตเงียบไปอีก ไม่รู้ว่ามีเื่หนักใจอะไรกันแน่ เพราะสีหน้าดูไม่สบายใจเลย จึงทำให้ผมเริ่มสงสัยว่าผมทำให้พี่อาร์ตลำบากใจหรือเปล่า
"ผมมารบกวนพี่หรือเปล่าครับเนี่ย"
"ไม่เลยม่อน ไม่ใช่อย่างนั้น ม่อนไม่ได้กวนอะไรพี่เลย พี่ไม่มีปัญหาเลยที่ม่อนมาอยู่ด้วย" พี่อาร์ตรีบปฏิเสธ ทว่าสีหน้าก็ยังดูเครียดๆ เหมือนเดิม "แต่ว่า..."
"แต่ว่าอะไรเหรอครับ" ผมหรี่ตามองผู้าุโกว่าเพียงสองปี คราวนี้พี่อาร์ตอึกอักไม่นานก็ยอมเผยเื่ที่คิดในใจ
"พี่ไม่รู้จะบอกม่อนยังไง เอาอย่างนี้ละกัน ต่อไป...พี่จะไม่พาผู้หญิงมาที่บ้านอีก"
แต่ยิ่งฟังผมก็ยิ่งไม่เข้าใจ จนต้องกะพริบตาปริบๆ "ทำไมล่ะพี่ ผมไม่มีปัญหาอะไรเลยนะพี่อาร์ต ผมบอกแล้วไงว่าที่นี่เป็บ้านพี่อาร์ต ไม่ใช่บ้านผม พี่อาร์ตจะทำอะไรก็ได้"
"ถ้าอยู่คนเดียว...มันก็ได้แหละ" พี่อาร์ตพูดสวนทันที เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่งจึงพูดต่อ "แต่ตอนนี้...ม่อนมาอยู่กับพี่แล้ว พี่ไม่ควรทำแบบนี้ให้ม่อนเห็น"
"พี่อาร์ต ผมว่าผมต้องมารบกวนพี่แน่ๆ เลย พี่บอกผมตรงๆ ได้นะครับ ผมไม่โกรธหรอก ผมกลับไปอยู่ที่เดิมได้นะพี่ ผมยังไม่ได้คืนห้อง" เมื่อพี่อาร์ตบอกไม่หมด ผมก็เลยยิ่งมั่นใจว่าผมกำลังสร้างความไม่สะดวกใจให้เขาแน่ๆ แต่เขาแค่ไม่กล้าพูดตรงๆ เท่านั้น
"ไม่ใช่ม่อน ไม่ใช่อย่างนั้น" พี่อาร์ตยังคงปฏิเสธอย่างเดิม แต่ผมไม่เชื่อแล้วว่าพี่อาร์ตพูดจริง
"พี่อาร์ต ผมเข้าใจชีวิตคนโสดนะพี่ ถ้าผมอยู่ที่นี่แล้วทำให้พี่ทำอะไรไม่สะดวกเหมือนเดิม ผมกลับไปอยู่ที่เดิมก็ได้พี่ พี่ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก พี่บอกผมมาตรงๆ เลย"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะม่อน" พี่อาร์ตทำสายตาขอความเห็นใจ แต่ก็ดูลังเลที่จะพูดมาให้หมด
"ตกลงพี่อาร์ตมีปัญหาอะไรเหรอครับ บอกผมตรงๆ มาเลยดีกว่า" ผมใช้น้ำเสียงที่ทำให้อีกฝ่ายรู้ว่าผมกำลังจะหมดความอดทน
แต่เมื่อรอฟังอยู่พักใหญ่พี่อาร์ตก็ยังเงียบ ผมก็เลยเอี้ยวตัวหลบ ตั้งใจว่าจะขึ้นไปเก็บของบนห้องตัวเอง จังหวะนั้นพี่อาร์ตก็ดึงข้อมือผมไว้ ก่อนฉุดแรงๆ และดึงผมเข้าไปกอดไว้ ทำเอาผมถึงกับตะลึงจนตัวแข็งทื่อ นี่คือกอดแรกในรอบเกือบ 20 ปี นี่คือััที่ผมไม่ได้ััมานานแล้ว อีกอย่าง ั้แ่เลิกกับแฟนชาวเวียดนาม ผมก็ไม่เคยััอะไรแบบนี้อีกเลย
"ม่อนอยู่กับพี่ที่นี่แหละ พี่อยากให้ม่อนอยู่กับพี่ ม่อนไม่ต้องไปไหน ถ้าพี่ไม่อยากให้ม่อนมาอยู่ด้วย พี่จะคะยั้นคะยอให้ม่อนมาอยู่ด้วยทำไมตั้งหลายครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ม่อน ปัญหามันอยู่ที่พี่ เอาเป็ว่าพี่จะไม่พาผู้หญิงมาค้างที่บ้านอีก อะไรที่ม่อนไม่ชอบ พี่จะไม่ทำนะ" พี่อาร์ตอธิบายเสียงสั่น ดูเหมือนเขาจะประหม่าหรือตื่นเต้นมาก
"ผมยังไม่เคยบอกพี่อาร์ตเลยนะครับว่าผมไม่ชอบ ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่มีปัญหา" ผมยืนยันความคิดเดิม แต่บอกตรงๆ ว่าผมไม่เข้าใจพี่อาร์ตในตอนนี้เลย
"นั่นแหละ ชอบหรือไม่ชอบพี่ก็จะไม่พามา ม่อนก็เหมือนกันนะ ม่อนอย่าพาใครมาได้ไหม โดยเฉพาะ...โจนาธาน"
ผมผละออกจากอ้อมกอดของพี่อาร์ตทันทีที่ได้ยินแบบนี้ คิ้วของผมขมวดเข้าหากันเป็ปื้นใหญ่กลางหน้าผาก ที่จริงผมก็ไม่ค่อยอยากแสดงอารมณ์หนักๆ บนใบหน้าตัวเองหรอก เพราะมันจะมีผลต่อริ้วรอย
"พี่อาร์ตพูดอะไรน่ะครับ ผมไม่เข้าใจ โจนาธานมาเกี่ยวอะไรด้วยครับ ผมกับเขาไม่ได้เป็อะไรกันซะหน่อย แต่ถึงจะเป็ ผมก็ไม่พาเขามานอนนี่หรอก ผมรู้ว่าอะไรควรไม่ควร"
พี่อาร์ตหน้าเสีย เพราะดูเหมือนว่ายิ่งพูดก็ยิ่งทำให้เข้าใจกันผิดมากขึ้น หากคราวนี้อธิบายไม่ชัดเจนตรงประเด็น ผมคงต้องขึ้นไปเก็บเสื้อผ้าแน่ๆ พูดกันไม่รู้เื่แบบนี้ผมคงอยู่ด้วยไม่ได้
ดูเหมือนพี่อาร์ตจะรู้ตัวว่าชักช้าไม่ได้ ทว่าเขาก็ใช้เวลาค่อนข้างนานก่อนตัดสินใจ ก่อนจะพูดเขาก็ถอนหายใจแรงหนึ่งครั้ง
"พี่ชอบม่อน"
ผมอ้าปากค้าง ไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า แต่ถ้าพี่อาร์ตพูดจริง ผมก็นึกไม่ออกว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง มันเร็วไปหรือเปล่า ที่น่าตลกก็คือ เมื่อยี่สิบปีที่แล้วผมไม่เคยกล้าบอกเขาเลย แม้ว่าจะทั้งรักทั้งหลงจนล้นใจมากขนาดไหน แต่วันนี้...พี่อาร์ตกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันบอกความรู้สึกนี้กับผมตรงๆ
นี่มันอะไรกัน พี่อาร์ตชอบผมเหรอ ชอบได้ยังไง ชอบแบบไหน ผมงงไปหมดแล้ว ผมควรจะตอบยังไงดี ผมควรจะรู้สึกยังไง ผมจะต้องทำตัวยังไง ผมควรจะอยู่ที่นี่ต่อไปไหม ที่สำคัญ ผมจะไว้ใจเขาได้แค่ไหน
TBC...